"ธีระชัย"แนะออกกฎหมายตัดตอนใช้ประชานิยม ชี้หากเป็นนโยบายไม่ได้ประโยชน์ห้ามใช้เงินงบประมาณ
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงต่อความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยมี 3 เรื่องที่ควรต้องระวัง คือ หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายประชานิยมของภาครัฐ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น และการคุ้มครองระบบราชการไทย
"คิดว่าทั้ง 3 เรื่องนี้ เป็นปัจจัยสำคัญ ถ้าบริหารจัดการไม่ดี ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจที่ควรตกไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลายอาจไม่เกิดขึ้น และยังอาจทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นเป็นระลอกได้ ดังนั้นสิ่งที่ควรทำในวันนี้ คือ ผมอยากเสนอให้มีการแก้ไขกติกาทางเศรษฐกิจ ซึ่งบางเรื่องอาจต้องแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือบางเรื่องอาจแก้เพียงกฎระเบียบ"
เขากล่าวว่า อย่างเรื่องการก่อหนี้สาธารณเพื่อโครงการประชานิยมนั้น กรณีนี้ควรแยกเป็น 2 เรื่อง คือ หากเป็นประชานิยมที่จำเป็น เช่นที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุข หรือการศึกษา ก็อาจใช้เงินงบประมาณได้ แต่ถ้าเป็นประชานิยมที่ไม่จำเป็น ก็ควรเขียนกฎหมายกำหนดให้ชัดเจนเลยว่า ไม่ให้ใช้เงินจากงบประมาณ แต่อาจนำเงินจากแหล่งอื่นมาใช้ได้ เช่น การจัดเก็บภาษี ทำให้รัฐบาลต้องไปคิดว่าจะเพิ่มภาษีประเภทใดเพื่อมาใช้ในนโยบายประชานิยมเหล่านี้
"สิ่งที่ต้องติดตามและดูใกล้ชิด คือ นโยบายประชานิยม เพราะตัวนี้หากไม่ระวัง อาจเพิ่มภาระหนี้ให้กับรัฐบาลได้ ดังนั้นเราควรกำหนดกติกาไปเลยว่า นโยบายประชานิยมแบบไหนที่ควรเปิดให้รัฐบาลก่อหนี้ได้ และแบบไหนที่ไม่ควร"
ส่วนการป้องกันเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นนั้น เขากล่าวว่า ในสมัยที่เขาดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง ได้เสนอให้มีการศึกษาแนวทางการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสที่มากขึ้น ตั้งแต่เรื่องการคำนวณราคากลาง ตลอดจนผู้ที่เข้ามายื่นประมูลและชนะประมูลไปว่า มีการปฎิบัติงานกันอย่างไร
สำหรับการดูแลข้าราชการนั้น ควรมีระบบป้องกันการถูกกลั่นแกล้ง และการเลื่อนตำแหน่งก็ควรใช้วิธีตั้งคณะกรรมการประเมินโดยที่ไม่มีฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งถ้าใช้วิธีนี้จะช่วยให้ข้าราชการไม่ต้องไปวิ่งเต้นเพื่อขอเลื่อนตำแหน่ง ทำให้สามารถปฎิบติงานในหน้าที่ของตัวเองได้อย่างไม่ต้องเกรงใจนักการเมือง









