วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สงคราม"แพลตฟอร์ม"โจทย์ใหญ่อยู่ที่ "สาระ-จริยธรรมสื่อ"

นายเทพชัย หย่อง บรรณาธิการเครือเนชั่น บรรยายเรื่อง "สงครามแพลตฟอร์ม" ในการประชุมเครือข่ายวิชาการและวิชาชีพสื่อสารมวลชน ภาคเหนือ ประจำปี2556

ที่ห้องออดิทอเรียม คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น อ.เมือง จ.ลำปาง จัดโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และองค์กรเครือข่าย

"เรื่องแพลตฟอร์มเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางทั่วโลกมานานแล้ว แต่ประเทศไทยถือเป็นครั้งแรกที่ภาควิชาการและวิชาชีพสื่อมวลชนมาพูดคุยกันถึงการเปลี่ยนแปลงของสื่อในบริบทของ 'สงครามแพลตฟอร์ม' ว่าจะทำให้ข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เนื้อหาสาระด้านใดที่สื่อสามารถเข้าไปมีบทบาทได้บ้าง นอกเหนือจากเชิงธุรกิจที่พูดกันมามากแล้ว

หัวใจของเนื้อหาสาระที่ปรากฎในแพลตฟอร์มจะไปทางไหน ที่ผ่านมามีน้อยนักที่จะมีการสัมมนาพูดคุยกันในเรื่องเนื้อหาสาระของแพลตฟอร์มว่าควรจะให้อะไรกับสังคมบ้าง เพราะในอนาคตต่อไปหลายจังหวัด เช่น ลำปางจะมีช่องทีวีของตัวเอง แต่เนื้อหาสาระของทีวีจะเป็นอย่างไร ในยุคของหนังสือพิมพ์ ชัยชนะอยู่ที่การส่งหนังสือพิมพ์ถึงมือผู้อ่านเร็วที่สุด แต่ปัจจุบันนี้ไม่ใช่แล้ว นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

ปัจจุบันเรามีทีวีช่องหลัก 6 ช่อง แต่ กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) กำลังผลักดันให้มีทีวีเพิ่มอีก 48 ช่อง แบ่งเป็นช่องชุมชน 12 ช่อง สาระบันเทิง 12 ช่อง ธุรกิจเยาวชนและสาระเด็ก 5 ช่อง ข่าว-สาระ 5 ช่อง ทั่วไป 10 ช่อง และช่องคุณภาพ HD 4 ช่อง ทั้งหมดเป็นเฟสที่ 1 หากมีถึงเฟส 3-4 อาจมีช่องทีวีมากถึง 100 ช่อง

ฉะนั้นช่องทางการรับสื่อของประชาชนจะเปิดกว้างมากขึ้น ยังไม่รวมเคเบิลทีวีทั่วประเทศอีก 200 ราย และดาวเทียมอีก 200 บุคคลกรที่จบด้านสื่อสารมวลชนจะเป็นที่ต้องการของตลาดและมีงานทำ เพราะแต่ละช่องใช้บุคลากรไม่ต่ำกว่า 200 คน ทีวีที่จะเกิดใหม่ 48 ช่องคาดว่าจะใช้บุคลากรด้านสื่อสารมวลชนไม่ต่ำกว่า 10,000 คน ดังนั้นคนที่เรียนนิเทศศาสตร์จบแล้วมีงานทำ

สิ่งที่รอเราอยู่ทั้งเทคโนโลยีและธุรกิจจะเป็นตัวขับเคลื่อนแพลตฟอร์ม แต่ประเด็นที่เราควรให้ความสำคัญคือบทบาทของวิชาการและวิชาชีพสื่อสารมวลชนว่าจะไปทางไหน อยากให้สื่อสารมวลชนมองสงครามแพลตฟอร์มที่เกิดขึ้นเป็นโอกาสสำคัญในการใช้เทคโนโลยีช่องทางใหม่เพื่อพลิกโฉมวงการสื่อสารมวลชน ไม่อยากให้มองแพลตฟอร์มเป็นเพียงการส่งต่อข้อมูลข่าวสารไปถึงมือประชาชนเท่านั้น แต่ควรใช้แพลตฟอร์มให้เป็นประโยชน์เพื่อสร้างให้สังคมฉลาดขึ้น และกระตุ้นให้คนอยากมีส่วนร่วม เพราะเป็นสิ่งที่สังคมในปัจจุบันยังขาดแคลน ผู้ที่จะเข้ามาผลักดันจุดนี้คือสื่อสารมวลชน ฉะนั้นแพลตฟอร์มจึงไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือทางธุรกิจ

ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีใหม่ที่เกิดขึ้นทำให้เราสื่อสารกันได้มากขึ้น และทำให้สื่อสารมวลชนเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ในสังคมเท่านั้น สิ่งที่เราเห็นว่าสำคัญและต้องยอมรับความจริงก็คือ แพลตฟอร์มได้ทำให้สื่อกระแสหลัก เช่น หนังสือพิมพ์ถูกลดบทบาท แต่สิ่งที่สะท้อนกระแสและปลุกให้คนในสังคมมีส่วนร่วมมากขึ้นในปัจจุบัน คือ ช่องทางโซเชียลมีเดีย แม้แต่หนังสือพิมพ์ในปัจจุบันยังวิ่งตามสิ่งเหล่านี้

เช่นเดียวกันกรณีละครเหนือเมฆ 2 โซเชียลมีเดียได้จุดประเด็นให้คนออกมาแสดงความคิดเห็นกันมาก เป็นแพลตฟอร์มที่คนในสังคมได้ออกมาพูดคุยกันถึงประเด็นที่เกิดขึ้น ชี้ให้เห็นว่าสื่ออะไรที่จะเข้ามามีบทบาทชี้นำสังคม ในทางปฏิบัติสงครามแพลตฟอร์มที่เกิดขึ้นจึงเป็นการเรียนการสอนเพื่อให้วิชาชีพสื่อสารมวลชนเห็นแนวทางว่าจะเดินไปทางไหนต่อไป

สื่อสารมวลชนในอนาคตจึงต้องมีคุณสมบัติใหม่ คือมีทักษะหลายด้านในการผลิตสื่อ เข้าใจอารมณ์และความสนใจของสังคม มีส่วนร่วมและใช้ประโยชน์จากโซเชียลมีเดีย มีความรอบรู้และเข้าใจประเด็นสำคัญและเรื่องที่มีความหลากหลายในสังคม มีความสามารถในการสื่อสารและอธิบาย แต่ยอมรับว่าปัจจุบันยังมีสื่อบางส่วนที่ปฏิเสธเทคโนโลยีอยู่

นอกจากนั้น สิ่งที่มีความหมายทำให้สงครามแพลตฟอร์มมีความหมายมากขึ้น คือ การก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ในปี 2558 แต่ปัจจุบันสื่อมวลชนของไทยยังไม่ได้ทำให้ประชาชนรู้จักเพื่อนบ้านในอาเซียนมากขึ้น อีก 2 ปีไทยจะก้าวเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียนที่มีประชากรรวมกันกว่า 600 ล้านคน แต่ประเทศไทยมีความพร้อมแค่ไหน สุดท้ายจึงเป็นหน้าที่ของสื่อมวลชนที่จะทำให้ประชาชนรู้จักเพื่อนบ้านของเรามากขึ้น เพราะจุดอ่อนของอาเซียน คือ ประชาชนกับประชาชน ไม่ใช่แค่เรื่องของเศรษฐกิจและความมั่นคงเท่านั้น

ไม่ว่าแพลตฟอร์มไหนเราก็ต้องการให้บทบาทของสื่อมีความหมายและมีความรับผิดชอบมากขึ้น ซึ่งก็ย้อนกลับไปที่จริยธรรมของสื่อ เพราะสิ่งที่ทำให้สื่อหลักแตกต่างกับสื่อทั่วไปคือ 'จริยธรรม' เพราะโฉมหน้าของสื่อต่อจากนี้ไปจะหลากหลายมากขึ้นและมีการแข่งขันที่รุนแรง แต่สื่อจะมีความหมายต่อสังคมก็ต่อเมื่อสื่อกระแสหลักมีความเข้มแข็ง สุดท้ายการที่ กสทช.พยายามปฏิรูปสื่อก็เพื่อให้สังคมดีขึ้น ไม่ใช่ธุรกิจดีขึ้น

จึงหวังว่าสงครามแพลตฟอร์มที่กำลังคุกรุ่นจะทำให้สื่อไทยได้ยกระดับเพื่อให้สังคมฉลาดขึ้น และมีส่วนผลักดันให้สังคมไทยก้าวไปสู่แนวทางที่ถูกต้อง!"