บีโอไอปรับนโยบายส่งเสริมการลงทุน เน้นส่งเสริมกิจการที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ยกเลิกโซนนิ่ง หนุนเกิดคลัสเตอร์ในภูมิภาค
นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวในงานสัมมนาเรื่องรับฟังความคิดเห็น "ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนใหม่ : เพื่ออุตสาหกรรมไทยเติบโตอย่างยั่งยืน" ว่า บีโอไอได้ร่างยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนในระยะ 5 ปี (2556-2560) โดยร่างยุทธศาสตร์ใหม่จะปรับปรุงจากเดิมที่ส่งเสริมแบบครอบคลุมเกือบทุกกิจการเป็นการส่งเสริมแบบมีเป้าหมายชัดเจน และเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรม มีเทคโนโลยีขั้นสูงที่ยกระดับอุตสาหกรรมไทย เป็นอุตสาหกรรมที่ไทยมีขีดความสามารถเป็นฐานการผลิตหลักของโลกและอุตสาหกรรมที่พัฒนาจากทรัพยากรในประเทศ ซึ่งจะยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตั้งแต่ 3-8 ปี รวม 100 กิจการ และมีกิจการที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้สูงสุด 8 ปี ประมาณ 30 กิจการ เช่น การผลิตอาหารทางการแพทย์ เชื้อเพลิงชีวภาพจากเซลลูโลส เหล็กขั้นต้น รวมทั้งตัดกิจการที่ใช้แรงงานมาก แปรรูปขั้นต้น เทคโนโลยีต่ำหรือได้รับการคุ้มครองอยู่แล้วประมาณ 80 กิจการ เช่น แปรรูปยางขั้นต้น เครื่องนุ่งห่ม สัมปทาน
นายอุดม กล่าวว่า จะปรับจากการส่งเสริมตามประเภทกิจการมาส่งเสริมให้ทำลงทุนกิจการที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ไม่กระทบสิ่งแวดล้อมและมีความเป็นไปได้ของโครงการสูง โดยโครงการที่มีมูลค่ามากกว่า 750 ล้านบาท ต้องแนบรายงานศึกษาความเป็นไปได้โครงการเข้ามาด้วย รวมทั้งกำหนดอัตราหนี้สินต่อทุนบริษัทและระยะเวลาคืนทุนของโครงการด้วยและพิจารณาประสบการณ์การดำเนินธุรกิจในไทยด้วย
ทั้งนี้ จะมีการปรับแนวทางการส่งเสริมตามเขตพื้นที่ให้เกิดคลัสเตอร์อุตสาหกรรมใหม่ในภูมิภาค โดยที่ผ่านมาระบบโซนนิ่งแต่การลงทุนส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ ปริมณฑลและภาคตะวันออก แต่ภูมิภาคอื่นขาดโครงสร้างพื้นฐานทำให้นักธุรกิจไม่ไปลงทุน ซึ่งทำให้บีโอไอต้องการส่งเสริมให้เกิดคลัสเตอร์อุตสาหกรรมใหม่ในภูมิภาคหรือชายแดนและบีโอไอจะประสานงานเชิงรุกเพื่อให้มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม เช่น การลดค่าสาธารณูปโภค การพัฒนาบุคคลกร โดยมีหลายคลัสเตอร์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นในภูมิภาค เช่น อาหารแปรรูป ยางพารา แฟชั่น อากาศยาน
นายอุดม กล่าวว่า บีโอไอจะรับฟังความเห็นในต่างจังหวัดอีก 4 ครั้ง และจะนำความเห็นมาปรับปรุงร่างยุทธศาสตร์ก่อนเสนอคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการคลังในเดือน มี.ค.2556 และจะมีผลบังคับใช้ในกลางปีนี้เท่ากับให้เวลาผู้ประกอบการปรับตัว 3 เดือน แต่เท่าที่รับฟังความเห็นผู้ประกอบการแล้วอาจจะขยายระยะเวลาปรับตัวเพราะผู้ประกอบการเห็นว่า 3 เดือน เป็นเวลาที่สั้นเกินไป ซึ่งบีโอไอจะรับฟังความเห็นหลังจากนี้มาพิจารณาระยะเวลาปรับตัวอีกครั้ง ส่วนนักธุรกิจที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนอยู่แล้วก็ยังคงได้สิทธิตามนโยบายเดิมต่อจนกว่าจะหมดระยะเวลาที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน









