ก.ล.ต.หนุนตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่มีนโยบายลงทุนในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง หวังให้นักลงทุนได้ประโยชน์จากการเติบโตของภูมิภาคนี้
นายวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยถึงแผนงานปี2556ว่า ก.ล.ต.มีแผนงานสำคัญใน 4ด้านในการพัฒนาตลาดมุนไทยทั้งด้านการส่งเสริมและการกำกับดูแล พร้อมสนับสนุนให้นักลงทุนไทยมีส่วนได้ประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยเฉพาะกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง หรือ จีเอ็มเอส (GMS)
ประกอบด้วย1.ร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆให้กิจการและประชาชนใช้ประโยชน์จากตลาดทุนมากขึ้น โดยมีเป้าหมายให้กิจการต่างระดมทุนผ่านตลาดทุน และให้เกิกนักลงทุนหน้าใหม่ที่มีคุณภาพปีละ 7-8 หมื่นคน โดยจะเปิดให้มีใบอนุญาตประภทใหม่ที่ให้บริการซุปเปอร์มาร์เก็ตเพื่อการลงทุน (investment supermarket) เพื่อให้นักลงทุนเข้าถึงและเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้
2.วางรากฐานสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน มีการจัดทำแผนแม่บทเพื่อการพัฒนาตลาดทุนที่ยั่งยืน ให้ครอบคลุมทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมภิบาล โดยในเดือนก.พ.นี้ ธนาคารโลกจะมีการประเมินคะแนนทางด้านธรรมาภิบาล หรือ ซีจี ของไทยซึ่งมีแนวโน้มจะได้คะแนนที่ดีขึ้นจากการประเมินครั้งล่าสุดเมื่อ 5ปีที่แล้ว
3.การเพิ่มความคล่องตัวและความยืดหยุ่นของระบบการกำกับดูแล เพื่ออำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจสามารถดำเนินงานได้รวดเร็วขึ้น โดยก.ล.ต.จะมีการจัดทำเกณฑ์กลางรองรับการออกและเสนอขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ แยกเกณฑ์ตามระดับความเสี่ยงและความซับซ้อน เพื่อส่งเสริมให้เสนอขายสินค้าได้ทันกับความต้องการและเกิดนวัตกรรมทางการเงินที่หลากหลาย
4.สร้างโอกาสจากการเติบโตของประเทศในเอเชีย โดยจะส่งเสริมให้มีการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน หรือ กองทุนรวมประเภทอื่นๆที่มีนโยบายไปลงทุนในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง หรือ จีเอ็มเอส(GMS) เพื่อเปิดโอกาสให้กองทุนรวมของไทยสามาถเข้าไปลงทุน และได้รับประโยชน์จากการเติบโตของกลุ่มประเทศนี้
"แผนงานในปีที่ผ่านมาเป็นไปตามเป้าหมทยที่วางไว้ โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ภาคส่วนต่างๆใช้ประโยชน์จากการระดมทุน เช่นโครงการหุ้นใหม่ความภูมิใจของจังหวัด มีบริษัทที่เข้าร่วมกว่า104แห่ง จาก34จังหวัด การเสนขายหลักทรัพย์ที่มากขึ้นในตลาดหลักทรัพย์เป็นต้น"
สำหรับข้อมสติติในปี 2556 มีการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ รวม 4.8 หมื่นล้านบาท เกิดรายการจริง 2.3 หมื่นล้านบาท เป็นการซื้อเพื่อครอบงำกิจการ รวม 3.85 หมื่นล้านบาท มูลค่าหุ้นที่เกิดรายการซื้อขายจริง 1.38หมื่นล้านบาท ซื้อเพื่อออกจากตลาด 9.9พันล้านบาท เกิดรายการจริง 9.4พันล้านบาท
มีการบังคับใช้กฎหมายทางด้านคดีอาญา โดยเปรียบเทียบปรับ 55 ราย 106 ข้อหา มูลค่าปรับ 106.4ล้านบาท มีการกล่าวโทษตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์ 70 ราย ใน 26คดี กล่าวโทษตามพ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า 12ราย ใน3คดี
สำหรับการตรวจส่วนใหญ่เป็นการสร้างราคาหลักทรัพย์ 26 กรณี การใช้ข้อมูลภานใน 21 การทุจริต การทำผิดของผู้บริหาร 21คดี การประกอบธุรกิจหลัแทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโดยไม่ได้รับอนุญาต 17 คดี รวม 82 คดี มีคดีที่มีคำพิพากษา20คดี
สำหรับกรณีการตั้งกองทุนรวมโครงาร้างพื้นฐาน ของบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง (บีทีเอส)มูลค่า (5-6 หมื่นล้านบาทนั้น ขณะนี้ก.ล.ต.อยู่ระหว่างการพิจารณาแบบรายการแสดงข้อมูล(ไฟล์ลิ่ง) ซึ่งยังมีข้อมูลบางส่วนที่ก.ล.ต. ขอเพิ่มเติมไป ส่วนกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ก็ไม่ได้ขอข้อมูลมาทางก.ล.ต.แต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม จากการพิจารณาข้อมูลตอนนี้ยังไม่มีส่วนใดที่เป็นการทำผิดพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ การโฆษณาเสนอขายกองทุนโดยที่ไฟล์ลิ่งยังไม่ผ่านสามารถทำได้ แต่ต้องให้ข้อมูลว่าอยู่ระหว่างการยื่นไฟล์ลิ่ง









