คาดผลประกอบการ 4Q55F มีกำไร 8.2 พันล้านบาท (+182% YoY, -10% QoQ) - ประเด็นสำคัญที่ทำให้กำไรจากการดำเนินการหลักของ KBANK เพิ่มขึ้น
คือ กำไรที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (ประกันชีวิต, ค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต และค่าธรรมเนียมอื่นๆ) และสินเชื่อ SME ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูง นอกจากนี้ภาษีจ่ายลดลงมาก YoY เนื่องจากฐานที่สูงในช่วง 4Q54 จากการปรับภาษีเงินได้รอตัดบัญชี และสำนักวิจัยทิสโก้เชื่อว่ารายได้จะยังคงเติบโตขึ้น QoQ โดย KBANK ใช้นโยบายสินเชื่อแบบเติบโตปานกลาง ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องแข่งขันด้านเงินฝากกับคู่แข่ง ส่งผลให้ NIM คงที่ QoQ แม้จะมีการลดดอกเบี้ยในช่วง 4Q55 แต่อย่างไรก็ตามผลประกอบการจะยังคงลดลงในช่วง 4Q55 เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นตามฤดูกาล (ค่าใช้จ่ายด้านบุคคล, การตลาด และ K-Transformation) และการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้น โดยรวมแล้วสำนักวิจัยทิสโก้เชื่อว่า KBANK สามารถบรรลุเป้าหมายสินเชื่อขยายตัวขึ้น 9-11% ได้โดยมี NIM 3.5%, รายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น 15% และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 18% และสัดส่วนต้นทุนต่อรายได้ลดลง 1 ppt
แนวโน้มผลประกอบการปี 2556F และประเด็นสำคัญจากการประชุมนักวิเคราะห์ - แนวโน้มที่ผู้บริหารคาดใกล้เคียงกับที่สำนักวิจัยทิสโก้มองไว้ โดย KBANK จะตั้งสำรองฯ 60 bps (สูงกว่าที่สำนักวิจัยทิสโก้คาดไว้ที่ 6.8-7.6 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 51-57 bps สำหรับปี 2555F และที่ 8 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 54 bps สำหรับปี 2556F) เพื่อให้เงินสำรองฯ เป็นไปตามที่เกณฑ์ของ ธปท. ที่เข้มงวดขึ้น และ KBANK มีแผนที่จะชะลอต้นทุนของเงินที่เพิ่มขึ้นในปี 2556-2558F เพื่อผลประกอบการและเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ในสภาพที่เหมาะสม และการประกาศว่าจะทำให้ต้นทุนต่อรายได้ลดลงให้ต่ำกว่าระดับ 45% ในระยะกลาง-ยาว (เทียบกับที่สำนักวิจัยทิสโก้คาดการณ์ไว้ที่ 43%)
ราคาหุ้นยังมีอัพไซด์สูง - สำนักวิจัยทิสโก้ประเมินมูลค่าที่เหมาะสมหุ้น KBANK อยู่ที่ 230 บาท อ้างอิงวิธี GGM โดยใช้ RoE ในระยะปานกลางที่ 20% และการที่ ธปท. บังคับใช้กฏเกณฑ์ใหม่สำหรับเงินกองทุนสำรองต่อเงินทุนในปี 2559 จะไม่กระทบต่อประมาณการของสำนักวิจัยทิสโก้ เนื่องจากคำนึงไว้ในประมาณการปัจจุบันแล้ว









