เจอศึกหนักตั้งแต่ต้นปี สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย เมื่อต้องสนองนโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ300 บาททั่วประเทศไปเมื่อวันที่1 ม.ค.ที่ผ่านมา
จังหวะเดียวกับที่รอยแผลเก่ายังไม่จางหาย หลังต้องเผชิญหน้ากับน้ำท่วมในปลายปี 2554 ตามมาด้วยวิกฤติเศรษฐกิจในยุโรปและอเมริกา ที่ทำยอดสั่งซื้อหดหาย ตลาดส่งออกซบ เครื่องจักรเดินไม่เคยเต็มกำลังการผลิต
ขณะที่คู่แข่งรอบบ้านก็ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ มากระหน่ำซ้ำกับต้นทุนค่าแรง ที่กระโดดเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 80% ในช่วง 1-2 ปี พร้อมกับการขยับตัวของต้นทุน LPG ในอุตสาหกรรม ทำให้เอสเอ็มอีที่ใช้แรงงานมาก อย่างกลุ่ม หัตถกรรม เซรามิก และเครื่องนุ่งห่ม ต้องเจ็บหนัก และทยอยปรับตัวด้วยสารพัดวิธี ตั้งแต่ลดคน ลดวันและเวลาทำงาน จ้างงานเป็นรายชิ้น ขณะรายที่ทนไม่ไหวก็ถึงขั้นต้องปิดกิจการ!
ทว่ายังมีผู้ที่เผชิญ “วิกฤติค่าแรง” อย่างสร้างสรรค์ เขาคือผู้ประกอบการที่ผ่านสถานการณ์นี้มาแล้ว เพราะเป็น 1 ใน 7 จังหวัดนำร่อง (กรุงเทพมหานคร, สมุทรสาคร, ปทุมธานี, นครปฐม, นนทบุรี, สมุทรปราการ และจังหวัดภูเก็ต) ชิมลางปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท เมื่อปีที่ผ่านมา
พัฒนชัย กุลสิริสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชัยบูรณ์ บราเดอร์ส จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์การพิมพ์สกรีน ในจังหวัดปทุมธานี มีพนักงานอยู่ประมาณ 500 ราย
1 ใน 7 จังหวัด ที่เจอกับปัญหาการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท เมื่อปีที่ผ่านมา ต้นทุนแรงงานที่ขยับเพิ่มสูงขึ้นชนิดไม่มีเวลาให้เตรียมตัว และทำใจ ทำให้ต้องระดมสารพัดวิธีมาแก้ไขสถานการณ์
“ปัญหาไม่ใช่แค่ค่าแรงขั้นต่ำที่ 300 บาท แต่สิ่งที่กระทบ คือ เมื่อฐานล่างปรับเพิ่มขึ้น ฐานกลางก็ต้องเพิ่มตามไปด้วย สรุปแล้ว คือ เราก็ต้องปรับค่าแรงกันทั้งบริษัท”
เขาบอกวิธีแก้ปัญหาในตอนเริ่มต้น ที่ใช้วิธีเรียกระดับผู้บริหารเข้ามาพูดคุย เพื่อขอให้ปรับขึ้นค่าแรงในส่วนของผู้บริหารให้น้อยลง ไม่เหมือนทุกปี เพื่อที่จะนำส่วนต่างมาช่วยพนักงานฐานล่าง สื่อสาร และทำความเข้าใจกับพนักงาน เพื่อความอยู่รอดขององค์กร ดึงพลังของพนักงานให้เกิดการทำงานเป็นทีม เพื่อร่วมมือกันฝ่าวิกฤติจากนั้นก็มาคิดเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
“สมมติค่าแรงเพิ่มขึ้นมา 10 ล้านบาทต่อเดือน เราก็ต้องมาคิดกันว่า จะทำอย่างไรที่จะหา 10 ล้านบาทนั้น มาชดเชยกันได้ เหมือนเลือดกำลังไหลออกจากตัว ก็ต้องหาเลือดใหม่เข้ามาทดแทน”
เขาบอกว่าแน่นอนว่าการเพิ่มยอดขายในสถานการณ์อย่างทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญ คือ "การพัฒนาคน" โดยพนักงานทุกคนต้องเพิ่มประสิทธิภาพ รีดไขมันออก รักษาไว้แต่กล้ามเนื้อ นโยบายชัดเจนคือ
“คนออกไม่รับคนเพิ่ม คนเดิมต้องเพิ่มประสิทธิภาพ”
จากนั้นก็คิดหาสินค้าและบริการใหม่ๆ ที่มีมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดมาสร้างโอกาสให้ธุรกิจ
“ปัญหาค่าแรง 300 บาท ที่พวกผมเจอในปีที่ผ่านมา เป็นแรงขับอย่างดีให้เราคิดหาของใหม่เข้ามาขาย และขายของที่ชาวบ้านไม่ขาย ไม่มีคู่แข่ง ซึ่งการที่จะทำให้เรากำไรเยอะ ก็คือ ต้องมีนวัตกรรม ไม่ไปขายของที่แข่งกันตาย แต่สินค้าใหม่เราต้องไม่มีคู่แข่ง”
เขาบอกแนวคิด ที่มาของการพัฒนาหมึกพิมพ์ที่รักษาสิ่งแวดล้อม รับความต้องการของตลาด และสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้มากขึ้น ขยายไปจับลูกค้าในตลาดบน พร้อมขบวนทัพสินค้าใหม่ที่ทยอยออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดปีที่ผ่านมา
1 ปี หลังการปรับตัว เขาบอกว่า นอกจากจะรักษาธุรกิจไว้ได้ กิจการยังคงเติบโตถึงกว่า 10% มูลค่ารวมเกือบพันล้านบาท ท่ามกลางต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้น และยังรักษาพนักงานไว้ได้ไม่หายไปกับวิกฤติ
และเมื่อธุรกิจพร้อม ก็มองเห็นโอกาสในเส้นทางข้างหน้า โดยเฉพาะการเติบใหญ่ในเออีซี ที่เขาบอกว่า เตรียมแผนไว้พร้อม และ “ตั้งหน้าตั้งตาคอย” เพื่อเตรียมบุกตลาดอย่างเต็มที่
“ยังมีโอกาสอีกมหาศาลเมื่อคนของเราดี สินค้าของเราดี และต้องมีคำว่า เร็ว คือ เร็วกว่าที่ลูกค้าคาดหวัง และ ถูก คือ ไม่ใช่ราคาถูก หรือขายของถูก แต่ต้องพัฒนาสินค้าหรือบริการ ให้คุ้มค่า คุ้มราคา และสุดท้าย เก่ง คือมีลูกน้องที่เก่ง มีความรู้ความสามารถ”
เขาบอกว่า ขอแค่ไม่ทำตรงกันข้าม คือ “ห่วย ช้า แพง แถมยัง โง่” ธุรกิจเอสเอ็มอีก็จะฝ่าวิกฤติไปได้ และมีหนทางเติบใหญ่อีกมากในอนาคต
“อย่าเพิ่งถอดใจปิดกิจการ แต่ให้มาวิเคราะห์ดูว่า อะไรไม่สำคัญ ไม่จำเป็น ก็ให้ตัดทิ้ง อะไรไม่จำเป็นจ้างเอาท์ซอสได้ไหม หาคนมาทำแทนได้ไหม ใช้เทคโนโลยีได้ไหม รักษาต้นใหญ่ไว้ เดี๋ยวธุรกิจก็กลับมาเอง ชีวิตมีแต่โอกาส แต่อย่าให้ใครมาลิขิต เราต้องลิขิตเอง ซึ่งไม่ว่าธุรกิจจะเล็กหรือใหญ่ก็ปรับตัวได้ทั้งนั้น”









