วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

บิ๊กดีลแห่งปี55ยกนิ้วให้ปตท.สผ.-เครือซีพี

บิ๊กดีลปี"55 ปตท.สผ.เฉือนเชลล์ซื้อโคฟ เอ็นเนอร์ยี่ -ซีพีทุ่ม 2.8 แสนล้านบาท ซื้อบริษัทประกันผิงอัน ยักษ์ใหญ่ในจีน

การประกาศเข้าซื้อหุ้นบริษัท โคฟ เอ็นเนอร์ยี่ (Cove Energy PLC.) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศอังกฤษ ของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ในปี 2555 นับเป็น "บิ๊กดีล" ของแวดวงธุรกิจขุดเจาะและสำรวจปิโตรเลียม เพราะนอกจากมูลค่าการซื้อกิจการจะสูงถึง 6 หมื่นล้านบาท ยังมีการแข่งขันรุนแรงระหว่างบริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ ปตท.สผ. กับ บริษัท รอยัล ดัทช์ เชลล์

เพราะต่างฝ่ายต่างเล็งเห็นประโยชน์จากการสินทรัพย์ของบริษัท โคฟฯ ที่มีอยู่ โดยเฉพาะการถือหุ้นในแหล่งสัมปทานในสาธารณรัฐโมซัมบิก ที่มีการพูดถึงกันมาก คือ การถือหุ้นในสัดส่วน 8.5% ในแปลงสัมปทาน โรวูมา (ROVUMA OFF SHORE AREA 1)

โดยแปลงสัมปทานดังกล่าวนั้น เป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ ระดับเวิลด์คลาส ก๊าซ ดีสคัฟเวอรี่ (WORLD CLASS GAS DISCOVERY) คาดว่าจะมีปริมาณสำรองถึง 30 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต และแหล่งน้ำมัน แบล็ค เพิร์ล โพรสเพ็ค (BLACK PEARL PROSPECT) ยังไม่รวมการถือหุ้นในสัดส่วน 10-25% ในแปลงสัมปทานน้ำลึกอีก 7 แปลงในประเทศเคนยา

การซื้อกิจการครั้งนี้ เป็นการแข่งขันกันเสนอราคาทำคำเสนอซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดของโคฟฯ โดยบริษัทเชลล์ประกาศเสนอราคาซื้อก่อนที่ระดับหุ้นละ 195 เพนซ์ ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าราคาหุ้นของโคฟฯ ในขณะนั้นที่อยู่ระดับ 112 เพนซ์ จนกระทั่งบริษัทปตท.สผ. ตัดสินใจร่วมประมูลซื้อกิจการ โดยประกาศเสนอราคาซื้อที่หุ้นละ 220 เพนซ์ สูงกว่าราคาที่เชลล์เสนอ ส่งผลให้เชลล์ต้องเสนอราคาซื้อครั้งที่ 2 ขึ้นมาเท่ากับระดับที่ปตท.สผ. เสนอ

ทำให้ ปตท.สผ. ตัดสินใจเสนอราคาซื้อหุ้นเป็นครั้งที่ 2 โดยเพิ่มราคารับซื้อเป็นหุ้นละ 240 เพนซ์ คิดเป็นมูลค่า 1,221.4 ล้านปอนด์ หรือ 1.92 พันล้านดอลลาร์ ส่วนหนึ่งเพราะเห็นในศักยภาพของสินทรัพย์ที่มีโคฟฯ มี ประกอบกับได้ข้อมูลมาเพิ่มว่า ปริมาณสำรองในโมซัมบิกเพิ่มขึ้น ขณะที่เชลล์ประกาศถอนตัวไม่สู้ราคา แต่จะหาช่องทางอื่นในการเข้าไปถือแหล่งสัปทานในโมซัมบิกแทน

แม้ว่าการซื้อกิจการโคฟฯ ในครั้งนี้ของ ปตท.สผ. จะถูกมองว่าเป็นการซื้อที่แพงเกินไป เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ ปตท.สผ. ต้องประกาศเพิ่มทุนครั้งใหญ่กว่า 9 หมื่นล้านบาท แต่ฝ่ายบริหารต่างยืนยันว่า เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะเป็นก้าวสำคัญ ในการเข้าถึงแหล่งพลังงานในแถบแอฟริกาตะวันออกที่มีศักยภาพสูง

สอดคล้องกับกลยุทธ์บริษัท ในการสร้างการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเป็นการต่อยอดยุทธศาสตร์ ของกลุ่ม ปตท. ที่จะเป็นผู้นำทางด้านธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลวในประเทศไทย ซึ่งมีความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลวสำหรับการพัฒนาประเทศในอนาคต

"ซีพี"ทุ่ม2.8แสนล้านซื้อบริษัทประกันผิงอัน

กลายเป็นข่าวใหญ่ครึกโครมในแวดวงธุรกิจของจีน และทำท่าจะสะเทือนถึงแวดวงการเมืองไทย หลังเครือบริษัท เจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพีของไทย เข้าซื้อหุ้นบริษัทประกันผิงอัน (PING AN INSURANCE) บริษัทประกันใหญ่อันดับ 2 ของจีน ในสัดส่วน 15.6% จากธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) วงเงิน 9.4 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.87 แสนล้านบาท

หลังข่าวนี้ออกมา สื่อมวลชนทั้งไทยและจีนต่างให้ความสนใจติดตามความคืบหน้าดีลนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเด็นที่มาของแหล่งเงินทุนจำนวนมหาศาล ที่ซีพีใช้นำไปใช้ในการซื้อกิจการ ซึ่งมีการรายงานในสื่อต่างประเทศว่า การซื้อกิจการผิงอันนั้น เกิดจากการรวมกลุ่มกันของนักธุรกิจชั้นนำในจีน ฮ่องกง รวมถึง ครอบครัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย

อย่างไรก็ตาม เครือซีพี ได้ออกแถลงการณ์ลงวันที่ 25 ธ.ค. 2555 เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับการเข้าซื้อหุ้นบริษัทผิงอัน โดยยืนยันว่าการซื้อขายหุ้นบริษัทผิงอันนั้น ถูกต้องตามกฎหมาย และที่มาของแหล่งเงินทุนโปร่งใส มีการซื้อขายด้วยเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย

โดยเมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2555 บริษัทลูกของซีพี ซึ่งมีซีพีเป็นผู้ลงทุนเต็มจำนวนทั้ง 4 บริษัท คือ บริษัท ออลล์ เกน เทรดดิ้ง, บริษัท บลูม ฟอร์จูน กรุ๊ป, บริษัท บิซิเนส ฟอร์จูน โฮลดิ้งส์ และ บริษัท อีซี บูม ดีเวลล็อปเม้นท์ ในฐานะผู้ซื้อ ได้เซ็นสัญญาการโอนหุ้นของบริษัทผิงอัน จาก PING AN INSURANCE กับบริษัท เอชเอสบีซี อินชัวรันส์ โฮลดิ้งส์ และ เดอะฮ่องกง แอนด์ เซี่ยงไฮ้ คอร์ปอเรชั่น

ในแถลงการณ์ดังกล่าว ซีพียังแสดงความมั่นใจในการพัฒนาของบริษัทผิงอัน พร้อมระบุว่าการลงทุนที่สำคัญครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะร่วมกับผิงอันพัฒนาเศรษฐกิจทุกสาขาในชนบท ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการสร้างโครงการเกษตรกรรมสมัยใหม่ในประเทศจีน

ทั้งนี้ บริษัทผิงอัน ก่อตั้งเมื่อปี 2531 และเติบโตขึ้นเป็นบริษัทประกันใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยลูกค้า 74 ล้านราย พนักงาน 175,000 คน และมีตัวแทนขาย กว่า 5 แสนคน โดยข้อตกลงซื้อขายหุ้นในผิงอันครั้งนี้ เป็นการซื้อขายหุ้นรายใหญ่อันดับ 2 ของเอเชียในปีนี้ รองจากแผนการของบริษัทน้ำมัน ซีนุกของจีน ที่จะซื้อบริษัทเนเซนของแคนาดา มูลค่า 15,100 ล้านดอลลาร์