วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เรื่องฉาว'บาร์เคลย์ส'สะเทือนโลก

กรณีฉาว "บาร์เคลย์ส" ไม่เพียงกระทบต่อชื่อเสียงของแบงก์ แต่ยังกระหน่ำอุตสาหกรรมธนาคาร และสั่นสะเทือนถึงธุรกรรมอีกฟากของโลกด้วย

เรื่องอื้อฉาวของธนาคารบาร์เคลย์ส จากอังกฤษ ที่มีพฤติกรรมปั่นดอกเบี้ยระหว่างธนาคาร ณ ตลาดลอนดอน (LIBOR) ในระหว่างปี 2548-2552 ทำให้ประธานธนาคาร "นายมาร์คัส เอเจียส" ต้องลาออกจากตำแหน่ง เพื่อแสดงความรับผิดชอบ และส่งแรงกดดันถึงซีอีโอ "บ็อบ ไดมอนด์" จนต้องลาออกไปตามๆ กัน ทั้งที่ไม่แสดงอาการสะทกสะท้านในตอนแรกๆ

ก่อนหน้านี้ไม่ถึง 1 สัปดาห์ บาร์เคลย์สตกลงจ่ายค่าปรับ 453 ล้านดอลลาร์ ให้แก่สำนักงานบริการการเงินของอังกฤษ (เอฟเอสเอ) และกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ซึ่งเข้ามาตรวจสอบพฤติกรรมของบาร์เคลย์สในการบิดเบือนอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ที่ใช้เป็นเกณฑ์กำหนดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารในการปล่อยกู้ประเภทต่างๆ ตั้งแต่ดอกเบี้ยจำนองไปจนถึงบัตรเครดิต

หน่วยงานตรวจสอบอ้างถึงอีเมล์จำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่า บาร์เคลย์สพยายามปั่นอัตราดอกเบี้ยไลบอร์ เพื่อทำกำไรจากการเทรด และปกปิดต้นทุนการกู้ยืมที่สูงของบาร์เคลย์สในช่วงเกิดวิกฤตการเงิน

น่าสนใจว่า กรณีอื้อฉาวที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบต่อบาร์เคลย์สเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดคำถามถึงความน่าเชื่อถือของดอกเบี้ยไลบอร์ ซึ่งถือเป็นดัชนีสะท้อนความเชื่อมั่นในระบบการเงิน ทั้งยังส่งผลสะเทือนไปยังส่วนอื่นๆ ของโลก

เพราะดอกเบี้ยไลบอร์ใช้เป็นเกณฑ์กำหนดอัตราดอกเบี้ยของผลิตภัณฑ์ทางการเงินทั่วโลก ทั้งเงินกู้ ตราสารอนุพันธ์ สัญญาจำนอง และพันธบัตร ราว 360 ล้านล้านดอลลาร์

ที่สำคัญ บาร์เคลย์สเป็นหนึ่งในแบงก์ต่างประเทศที่กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบความประพฤติที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับการปั่นดอกเบี้ย และเป็นธนาคารรายแรกที่ตกลงจ่ายค่าปรับเพื่อยอมความ รวมถึงให้ความร่วมมือกับหน่วยงานสืบสวนของสหรัฐ ในการตรวจสอบพฤติกรรมไม่เหมาะสมอื่นๆ ภายในแบงก์บาร์เคลย์ส และสถาบันการเงินรายอื่นๆ ซึ่งอาจพัวพันกับพฤติกรรมปั่นดอกเบี้ย

รายชื่อธนาคารที่กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนพฤติกรรมบิดเบือนดอกเบี้ยไลบอร์ มีทั้งธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐอย่างซิตี้กรุ๊ป และเจ.พี. มอร์แกน เชส แอนด์ โค รวมถึงเอชเอสบีซี ดอยช์ แบงก์ และโรยัล แบงก์ ออฟ สก็อตแลนด์

ขณะที่เทรดเดอร์ 14 รายของบาร์เคลย์สในลอนดอนและนิวยอร์ก ซึ่งเป็นต้นตอของกรณีฉาวที่เกิดขึ้น กำลังถูกตรวจสอบจากสำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐ หรือเอฟบีไอ

ดังนั้น แม้เรื่องฉาวปั่นดอกเบี้ยไลบอร์จะเกิดขึ้นในอังกฤษ แต่อาจส่งผลต่อต้นทุนการกู้ยืมทั้ง 2 ฝั่งฟากของแอตแลนติก ซึ่งอาจสูงเกินไป หรือต่ำเกินไป สำหรับผู้กู้รายย่อยและภาคธุรกิจ

ประธานคณะกรรมาธิการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าของสหรัฐ "แกรี่ เจนสเลอร์" ระบุว่า นี่เป็นเรื่องจริงจัง เพราะอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวทำหน้าที่เหมือนเป็นอัตราดอกเบี้ยค้าส่งระหว่างธนาคารขนาดใหญ่ในโลก ส่วนที่เหลือจะใช้อัตราดอกเบี้ยค้าปลีกที่บวกเพิ่มเข้าไปจากเรตค้าส่ง

"เจนสเลอร์" ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นไปได้ที่พฤติกรรมของบาร์เคลย์สที่พยายามบังคับราคาตลาดเพื่อประโยชน์ของตัวเอง อาจส่งผลต่อกระเป๋าของชาวอเมริกันด้วย เพราะคนเหล่านี้ใช้บัตรเครดิต ขอสินเชื่อจดจำนอง ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กอีกนับหมื่นรายพึ่งพาอัตราดอกเบี้ยที่ใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานนี้

เรื่องอื้อฉาวในบาร์เคลย์สสะท้อนถึงการขาดจริยธรรม หรือการควบคุมพฤติกรรมของตนเองในหมู่นายธนาคารที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นซีรีส์ฉาวล่าสุดตามรอย "เจ.พี. มอร์แกน เชส แอนด์ โค" ที่รายงานตัวเลขขาดทุนอย่างน้อย 2 พันล้านดอลลาร์ จากการลงทุนที่มีความเสี่ยงจากตราสารอนุพันธ์ ซึ่งเป็นความผิดพลาดของห้องค้าในลอนดอน ขณะที่ประเมินกันว่ามูลค่าความเสียหายจากพฤติกรรมเก็งกำไรของเจ.พี. มอร์แกน อาจสูงถึง 9 พันล้านดอลลาร์

พฤติกรรมฉาวของธนาคารขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นเป็นระลอก หนุนส่งให้มีการตรวจสอบอุตสาหกรรมธนาคารมากขึ้น เพราะผู้คนเริ่มไม่เชื่อมั่นกับกระบวนการตรวจสอบตนเองของแบงก์ทั้งหลาย

แต่แม้จะก่อเรื่องฉาวโฉ่เหมือนกัน อาจารย์ด้านการเงินจากสเติร์น สกูล ออฟ บิสซิเนส แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก "รอย ซี. สมิท" มองว่า กรณีของ "บ็อบ ไดมอนด์" แห่งบาร์เคลย์ส ไม่เหมือนกับเจ.พี. มอร์แกน ซึ่งซีอีโอ "เจมี ไดมอน" กำลังยื้อเก้าอี้ท่ามกลางแรงกดดัน และเข้าชี้แจงกับสภาคองเกรสแล้ว 2 รอบ เพราะสองกรณีนี้แตกต่างกันในแง่ของระดับการฉ้อฉล โดยเจมี ไดมอน ไม่ได้เผชิญกับแรงกดดันมากเท่าบ็อบ ไดมอนด์