วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

‘ล่าเมียว’ ร้านจีนของคนไทย เตรียมเข้าตลาดหุ้นเดือนนี้ ปีหน้าดึง ‘เจลาโต้-เบเกอรี่จีน’ บุกไทย

นี่คือยุคสมัยของอาหารจีน! คุยกับ “แอมป์-รัตตรุจน์” ผู้ก่อตั้ง “ล่าเมียว” ขยายจากร้านหมาล่าบาร์ สู่อาณาจักร “SpicyCat F&B Group” วางเป้าเบอร์หนึ่งอาหารจีนในไทย เตรียมระดมทุน 25 ล้านบาทผ่านตลาด “LiVEx” อีก 3 ปีขยับสู่ “MAI” แง้มปีหน้าดึงเจลาโต้-เบเกอรี่เบอร์ 1 จีนปักหมุดเพิ่ม

คนไทยรักอาหารญี่ปุ่นเป็นที่ประจักษ์ ชี้วัดจากจำนวนร้านค้าในไทยรวมถึงความนิยมในการไปเที่ยวญี่ปุ่นที่พอจะเป็นตัวชี้วัดได้ว่า แดนอาทิตย์อุทัยยังเป็น “Top Tier” ในใจคนไทยเสมอ แต่นานวันเข้าวัฒนธรรมที่หลั่งไหลผ่าน “Soft Power” ไม่ว่าจะเป็นหนัง ซีรีส์ หรือแม้กระทั่งสินค้าความสวยความงาม ก็ทำให้ “เกาหลี” เริ่มเบียดความนิยมสูสีคู่คี่กับฝั่งญี่ปุ่น และปัจจุบัน “จีน” ก็ได้กลายเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่คนไทยให้ความสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โดนเฉพาะรสชาติอาหารจัดจ้านถูกปาก ราคาที่เข้าถึงได้ง่าย รวมถึงนโยบาย “ฟรีวีซ่า” ที่ทำให้คนไทยเปิดใจเลือกเที่ยวจีนมากขึ้นหลายเท่า

กระแสความนิยมอาหารจีนค่อยๆ ก่อตัว จนทำให้ “แอมป์-รัตตรุจน์ ทองประดิษฐ์” ตัดสินใจเปิดร้านอาหารจีนแบบ “หมาล่าทั่ง” ในวันที่ยังไม่มีใครนำตู้หมาล่าบาร์เข้ามาทำตลาดในไทยตั้งแต่ 8 ปีก่อนหน้า จนถึงวันนี้ธุรกิจอาหารจีนของ “แอมป์” ขยายขอบเขตจนกลายเป็นอาณาจักรร้านอาหารจีนภายใต้เครือ “SpicyCat F&B Group” พร้อมกับเป้าหมายพาธุรกิจเข้าตลาดหุ้น MAI ภายใน 3 ปีนับจากนี้

‘ล่าเมียว’ ร้านจีนของคนไทย เตรียมเข้าตลาดหุ้นเดือนนี้ ปีหน้าดึง ‘เจลาโต้-เบเกอรี่จีน’ บุกไทย

“แอมป์” ระบุว่า ที่ผ่านมาเทรนด์อาหารต่างชาติในไทยมีอาหารญี่ปุ่นเป็นเบอร์หนึ่งมาโดยตลอด รองลงมาเป็นอาหารเกาหลี และอาหารจีนเป็นลำดับถัดมา แต่ปัจจุบันและอนาคตคาดว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมากขึ้น “อาหารจีน” มีแนวโน้มแซง “อาหารเกาหลี” ในไม่ช้า สอดคล้องกับตัวเลขการท่องเที่ยวที่คนไทยเริ่มให้ความสนใจเกาหลีน้อยลง “จีน” กลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ โดยเฉพาะเมืองเซี่ยงไฮ้ และฉงชิ่ง แฟชั่นจีนก็เริ่มเข้ามามีอิทธิพล บางแบรนด์เลือกไทยเป็น “First Store” นอกประเทศเป็นแห่งแรกด้วยซ้ำ

ธุรกิจอาหารจีนเครือ SpicyCat F&B Group ก็พลอยได้รับอานิสงส์ตรงนี้ไปด้วย จนปัจจุบันเครือล่าเมียวแตกแบรนด์ออกไปแล้วทั้งหมด 4 แบรนด์ ได้แก่ 1. ล่าเมียว 2.Moyu Meow 3. Keep In Touch และ 4. More Yogurt ซึ่งทั้งหมดนี้มีทั้งสัดส่วนที่แบรนด์เปิดเอง และให้น้ำหนักไปกับการขายแฟรนไชส์ โดยอนาคตวางสัดส่วนสาขาแฟรนไชส์ไว้ 60% เปิดเอง 40%

ก่อนหน้านี้ “แอมป์” เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า มีความตั้งใจอยากพาเครือธุรกิจเข้าตลาด MAI ในอีก 3 ปีข้างหน้า เป้านั้นยังคงอยู่เป็นหมุดหมายเช่นเดิม แต่ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ “SpicyCat F&B Group” ขอซ้อมมือในการเข้าตลาด “LiVEx” หรือ LiVE Exchange ก่อน ซึ่งเป็นแหล่งระดมทุนของธุรกิจ SMEs หรือ Startup เทียบกับตลาด MAI หรือ SET แล้วมีสเกลเล็กกว่าชัดเจน โดยครั้งนี้กรุ๊ปต้องการระดมทุนราว 25 ล้านบาท ต้องการนำเงินทุนมาทำระบบหลังบ้าน เตรียมความพร้อมให้บริษัทมากขึ้น ไม่ได้นำมาเพื่อขยายสาขา

‘ล่าเมียว’ ร้านจีนของคนไทย เตรียมเข้าตลาดหุ้นเดือนนี้ ปีหน้าดึง ‘เจลาโต้-เบเกอรี่จีน’ บุกไทย -More Yogurt แบรนด์ใหม่ในเครือ SpicyCat F&B Group-

“แอมป์” บอกว่า แม้จะเป็นตลาดที่เล็กกว่า แต่การเตรียมความพร้อมของธุรกิจก็แทบไม่แตกต่างกัน ต้องปรับมาตรฐานบัญชีชุดใหญ่ และการทำบัญชีร้านอาหารค่อนข้างวุ่นวายเพราะมีรายละเอียดเรื่องสต๊อกครัวกลาง สต๊อกแวร์เฮ้าส์ สต๊อกหน้าร้าน จึงใช้เวลามากกว่า 3 ปีในการทำบัญชีชุดใหญ่ แต่ก็มองถึงปลายทางในวันที่กรุ๊ปเดินหน้าเข้าตลาด MAI เพื่อให้ภาพใหญ่เป็นบริษัทที่มั่นคง มีระบบบัญชีโปร่งใส นักลงทุนเชื่อมั่น ลูกค้าเชื่อมั่น

“ถ้าดูในงบจะเห็นว่า ปีที่แล้วขาดทุน งบครึ่งปีแรกของปีนี้ก็ยังไม่ดี ต้องชี้แจงว่า ที่ผ่านมาการเตรียมตัวเข้าตลาดแม้จะเป็น LiVEx แต่ใช้มาตรฐานไม่ต่างจาก MAI เราใช้เวลาถึง 3 ปีในการทำบัญชีชุดใหญ่ให้ออดิทเซ็นผ่านทุกเงื่อนไข เหล่านี้ประกอบไปด้วยทีมหลังบ้านมหาศาล เดิมเรามีทีมบัญชีแค่ 1 คน ตอนนี้ใช้มากถึง 13 คน ซึ่งทำแบบนี้มา 2 ปีกว่าแล้ว มีทีมฝ่ายบุคคล 6-7 มีทีมการตลาดที่ต้องดูแลภาพลักษณ์ของแบรนด์ กำไรที่ได้มาควรจะเป็นกอบเป็นกำแต่ก็หมดไปกับค่าใช้จ่ายพวกนี้แต่ผมว่ามันคุ้ม”

‘ล่าเมียว’ ร้านจีนของคนไทย เตรียมเข้าตลาดหุ้นเดือนนี้ ปีหน้าดึง ‘เจลาโต้-เบเกอรี่จีน’ บุกไทย

-แอมป์-รัตตรุจน์ ทองประดิษฐ์ ผู้ก่อตั้งเครือ SpicyCat F&B Group-

ปัจจุบัน “ล่าเมียว” มีทั้งหมด 15 สาขา “Moyu Meow” 5 สาขา “Keep In Touch” 4 สาขา และ “More Yogurt” 1 สาขา ปีนี้เป็นสาขาที่เปิดเองมีเพียง 2 แห่ง มุ่งเน้นการทำโมเดล “Asset Light” ขายแฟรนไชส์ให้กับลูกค้าที่มีพื้นฐานมาจากผู้ประกอบการ อยากมีร้านอาหารแฟรนไชส์เข้าไปเสริมพอร์ต

“แอมป์” มองเห็น Pain Point ตรงนี้ จึงออกแบบแฟรนไชส์เป็นโมเดล “FOCO” (Franchise Owned Company Operated) แฟรนไชส์ซอร์รับหน้าที่บริหารจัดการให้ทั้งหมด ซึ่งพบว่า กลุ่มนี้มีการซื้อซ้ำ คาดว่า โมเดลนี้จะทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และปีหน้าจะยิ่งเห็นชัดเจน

ในบรรดาทุกแบรนด์ “ล่าเมียว” ยังครองสัดส่วนรายได้มากที่สุด เป็นแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวในเครือที่มีศักยภาพขยายไปต่างจังหวัดได้ เพราะคนไทยส่วนใหญ่เปิดใจให้หมาล่ามากขึ้น ส่วนสาขาในเมืองที่เปิดมาพักใหญ่ทยอยรีโนเวทไปบางส่วน ทั้งยังมีแผนลงใต้โซนภูเก็ต หาดใหญ่ พ่วงด้วยแผนขยายไปประเทศมาเลเซีย ส่วนแบรนด์อื่นเนื่องจากมี “Entry Price Point” ค่อนข้างสูง มองว่ายังไม่เหมาะกับพื้นที่ต่างจังหวัด

‘ล่าเมียว’ ร้านจีนของคนไทย เตรียมเข้าตลาดหุ้นเดือนนี้ ปีหน้าดึง ‘เจลาโต้-เบเกอรี่จีน’ บุกไทย

ทั้งนี้ “แอมป์” เผยว่า ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนเจรจาดึง “เจลาโต้จีน” และ “เบเกอรี่จีน” เข้ามาปักหลักในไทย พยายามมองหาอินไซต์ว่า คนไทยชอบอะไร เราเป็นเมืองร้อนจึงน่าจะเหมาะกับไอศกรีม คนไทยเป็นกลุ่มลูกค้าที่ชอบง่าย รักง่าย ตกหลุมรักง่าย และเบื่อง่ายที่สุดในโลก จึงวางกลยุทธ์ในการดึงแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดมากกว่าจะขยายหลายสาขาจากแบรนด์เดียว  รวมถึงต้องเป็นแบรนด์ในรูปแบบ “Specialty” เปิดหนึ่งร้านเพื่อขายสินค้าหมวดหมู่เดียว โดยภายใน 3 ปีนี้ วางเป้ามีราว 8-12 แบรนด์ในเครือ รวมทั้งหมด 80 สาขา

ในทางกลับกัน นอกจากการเปิดแบรนด์จีนในไทย “แอมป์” มองไกลดึงอาหารไทยเปิดที่จีนหลังเข้าตลาด MAI สำเร็จ เพราะปัจจุบันร้านอาหารไทยกว่า 99% ในจีน มีคนจีนเป็นเจ้าของแทบทั้งหมด รสชาติอาหารก็ค่อนข้างเพี้ยน และมีหน้าตาละม้ายคล้ายกันหมด นี่จึงเป็นโอกาสให้เติบโตคู่ขนานไปพร้อมๆ กัน นำอาหารจีนมาโตในไทย และดึงอาหารไทย รสชาติแบบคนไทยไปโตที่จีน

“ตอนนี้แบรนด์อาหารจีนกำลังตบเท้าเข้ามา หลายแบรนด์อิ่มตัวในประเทศค่อนข้างเยอะ และพยายามมองหาตลาดใหม่ๆ ซึ่งการมาต่างประเทศของแบรนด์จีนส่วนใหญ่ไม่ได้มาเพื่อหวังเงิน แต่มาเพื่อสร้างภาพให้เห็นว่า มีร้านในนิวยอร์ก มีร้านในสิงคโปร์ มีร้านในไทย มาเพื่อสร้าง Awareness หมาล่ามาแล้วและกลับไปแล้วค่อนข้างเยอะ โยเกิร์ตจะมาอีก 2-3 แบรนด์ เบเกอรี่จีนจะมา กับข้าวอาหารจีนมา ชาค่อยๆ ทยอยมา กาแฟจีนก็มาแล้ว ก๋วยเตี๋ยวจีน มาแบบ Specialty มากขึ้น”

‘ล่าเมียว’ ร้านจีนของคนไทย เตรียมเข้าตลาดหุ้นเดือนนี้ ปีหน้าดึง ‘เจลาโต้-เบเกอรี่จีน’ บุกไทย

ปีนี้ “SpicyCat F&B Group” วางเป้าทำเงินทั้งเครือ “325 ล้านบาท” หากรวมรายได้จากแฟรนไชส์จะมีรายได้รวม 400-500 ล้านบาท ส่วนเป้า “พันล้าน” หากรวมฝั่งแฟรนไชส์ด้วย คาดว่า ภายใน 3 ปีก็น่าจะไปถึงสำเร็จ ส่วนการเข้าตลาด LiVEx จะเริ่มซื้อขายวันที่ 17-19 พฤศจิกายนนี้

จับตาดูว่า หลังจากนี้อาณาจักรล่าเมียวจะเติบโตได้ตามเป้าที่คาดหวังหรือไม่ และเทรนด์อาหารจีนจะขึ้นมาเบียดแซงหน้าอาหารเกาหลีในอนาคตได้ช้าเร็วเพียงใด