นี่คือยุคสมัยของอาหารจีน! คุยกับ “แอมป์-รัตตรุจน์” ผู้ก่อตั้ง “ล่าเมียว” ขยายจากร้านหมาล่าบาร์ สู่อาณาจักร “SpicyCat F&B Group” วางเป้าเบอร์หนึ่งอาหารจีนในไทย เตรียมระดมทุน 25 ล้านบาทผ่านตลาด “LiVEx” อีก 3 ปีขยับสู่ “MAI” แง้มปีหน้าดึงเจลาโต้-เบเกอรี่เบอร์ 1 จีนปักหมุดเพิ่ม
คนไทยรักอาหารญี่ปุ่นเป็นที่ประจักษ์ ชี้วัดจากจำนวนร้านค้าในไทยรวมถึงความนิยมในการไปเที่ยวญี่ปุ่นที่พอจะเป็นตัวชี้วัดได้ว่า แดนอาทิตย์อุทัยยังเป็น “Top Tier” ในใจคนไทยเสมอ แต่นานวันเข้าวัฒนธรรมที่หลั่งไหลผ่าน “Soft Power” ไม่ว่าจะเป็นหนัง ซีรีส์ หรือแม้กระทั่งสินค้าความสวยความงาม ก็ทำให้ “เกาหลี” เริ่มเบียดความนิยมสูสีคู่คี่กับฝั่งญี่ปุ่น และปัจจุบัน “จีน” ก็ได้กลายเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่คนไทยให้ความสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โดนเฉพาะรสชาติอาหารจัดจ้านถูกปาก ราคาที่เข้าถึงได้ง่าย รวมถึงนโยบาย “ฟรีวีซ่า” ที่ทำให้คนไทยเปิดใจเลือกเที่ยวจีนมากขึ้นหลายเท่า
กระแสความนิยมอาหารจีนค่อยๆ ก่อตัว จนทำให้ “แอมป์-รัตตรุจน์ ทองประดิษฐ์” ตัดสินใจเปิดร้านอาหารจีนแบบ “หมาล่าทั่ง” ในวันที่ยังไม่มีใครนำตู้หมาล่าบาร์เข้ามาทำตลาดในไทยตั้งแต่ 8 ปีก่อนหน้า จนถึงวันนี้ธุรกิจอาหารจีนของ “แอมป์” ขยายขอบเขตจนกลายเป็นอาณาจักรร้านอาหารจีนภายใต้เครือ “SpicyCat F&B Group” พร้อมกับเป้าหมายพาธุรกิจเข้าตลาดหุ้น MAI ภายใน 3 ปีนับจากนี้
“แอมป์” ระบุว่า ที่ผ่านมาเทรนด์อาหารต่างชาติในไทยมีอาหารญี่ปุ่นเป็นเบอร์หนึ่งมาโดยตลอด รองลงมาเป็นอาหารเกาหลี และอาหารจีนเป็นลำดับถัดมา แต่ปัจจุบันและอนาคตคาดว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมากขึ้น “อาหารจีน” มีแนวโน้มแซง “อาหารเกาหลี” ในไม่ช้า สอดคล้องกับตัวเลขการท่องเที่ยวที่คนไทยเริ่มให้ความสนใจเกาหลีน้อยลง “จีน” กลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ โดยเฉพาะเมืองเซี่ยงไฮ้ และฉงชิ่ง แฟชั่นจีนก็เริ่มเข้ามามีอิทธิพล บางแบรนด์เลือกไทยเป็น “First Store” นอกประเทศเป็นแห่งแรกด้วยซ้ำ
ธุรกิจอาหารจีนเครือ SpicyCat F&B Group ก็พลอยได้รับอานิสงส์ตรงนี้ไปด้วย จนปัจจุบันเครือล่าเมียวแตกแบรนด์ออกไปแล้วทั้งหมด 4 แบรนด์ ได้แก่ 1. ล่าเมียว 2.Moyu Meow 3. Keep In Touch และ 4. More Yogurt ซึ่งทั้งหมดนี้มีทั้งสัดส่วนที่แบรนด์เปิดเอง และให้น้ำหนักไปกับการขายแฟรนไชส์ โดยอนาคตวางสัดส่วนสาขาแฟรนไชส์ไว้ 60% เปิดเอง 40%
ก่อนหน้านี้ “แอมป์” เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า มีความตั้งใจอยากพาเครือธุรกิจเข้าตลาด MAI ในอีก 3 ปีข้างหน้า เป้านั้นยังคงอยู่เป็นหมุดหมายเช่นเดิม แต่ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ “SpicyCat F&B Group” ขอซ้อมมือในการเข้าตลาด “LiVEx” หรือ LiVE Exchange ก่อน ซึ่งเป็นแหล่งระดมทุนของธุรกิจ SMEs หรือ Startup เทียบกับตลาด MAI หรือ SET แล้วมีสเกลเล็กกว่าชัดเจน โดยครั้งนี้กรุ๊ปต้องการระดมทุนราว 25 ล้านบาท ต้องการนำเงินทุนมาทำระบบหลังบ้าน เตรียมความพร้อมให้บริษัทมากขึ้น ไม่ได้นำมาเพื่อขยายสาขา
“แอมป์” บอกว่า แม้จะเป็นตลาดที่เล็กกว่า แต่การเตรียมความพร้อมของธุรกิจก็แทบไม่แตกต่างกัน ต้องปรับมาตรฐานบัญชีชุดใหญ่ และการทำบัญชีร้านอาหารค่อนข้างวุ่นวายเพราะมีรายละเอียดเรื่องสต๊อกครัวกลาง สต๊อกแวร์เฮ้าส์ สต๊อกหน้าร้าน จึงใช้เวลามากกว่า 3 ปีในการทำบัญชีชุดใหญ่ แต่ก็มองถึงปลายทางในวันที่กรุ๊ปเดินหน้าเข้าตลาด MAI เพื่อให้ภาพใหญ่เป็นบริษัทที่มั่นคง มีระบบบัญชีโปร่งใส นักลงทุนเชื่อมั่น ลูกค้าเชื่อมั่น
“ถ้าดูในงบจะเห็นว่า ปีที่แล้วขาดทุน งบครึ่งปีแรกของปีนี้ก็ยังไม่ดี ต้องชี้แจงว่า ที่ผ่านมาการเตรียมตัวเข้าตลาดแม้จะเป็น LiVEx แต่ใช้มาตรฐานไม่ต่างจาก MAI เราใช้เวลาถึง 3 ปีในการทำบัญชีชุดใหญ่ให้ออดิทเซ็นผ่านทุกเงื่อนไข เหล่านี้ประกอบไปด้วยทีมหลังบ้านมหาศาล เดิมเรามีทีมบัญชีแค่ 1 คน ตอนนี้ใช้มากถึง 13 คน ซึ่งทำแบบนี้มา 2 ปีกว่าแล้ว มีทีมฝ่ายบุคคล 6-7 มีทีมการตลาดที่ต้องดูแลภาพลักษณ์ของแบรนด์ กำไรที่ได้มาควรจะเป็นกอบเป็นกำแต่ก็หมดไปกับค่าใช้จ่ายพวกนี้แต่ผมว่ามันคุ้ม”
-แอมป์-รัตตรุจน์ ทองประดิษฐ์ ผู้ก่อตั้งเครือ SpicyCat F&B Group-
ปัจจุบัน “ล่าเมียว” มีทั้งหมด 15 สาขา “Moyu Meow” 5 สาขา “Keep In Touch” 4 สาขา และ “More Yogurt” 1 สาขา ปีนี้เป็นสาขาที่เปิดเองมีเพียง 2 แห่ง มุ่งเน้นการทำโมเดล “Asset Light” ขายแฟรนไชส์ให้กับลูกค้าที่มีพื้นฐานมาจากผู้ประกอบการ อยากมีร้านอาหารแฟรนไชส์เข้าไปเสริมพอร์ต
“แอมป์” มองเห็น Pain Point ตรงนี้ จึงออกแบบแฟรนไชส์เป็นโมเดล “FOCO” (Franchise Owned Company Operated) แฟรนไชส์ซอร์รับหน้าที่บริหารจัดการให้ทั้งหมด ซึ่งพบว่า กลุ่มนี้มีการซื้อซ้ำ คาดว่า โมเดลนี้จะทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และปีหน้าจะยิ่งเห็นชัดเจน
ในบรรดาทุกแบรนด์ “ล่าเมียว” ยังครองสัดส่วนรายได้มากที่สุด เป็นแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวในเครือที่มีศักยภาพขยายไปต่างจังหวัดได้ เพราะคนไทยส่วนใหญ่เปิดใจให้หมาล่ามากขึ้น ส่วนสาขาในเมืองที่เปิดมาพักใหญ่ทยอยรีโนเวทไปบางส่วน ทั้งยังมีแผนลงใต้โซนภูเก็ต หาดใหญ่ พ่วงด้วยแผนขยายไปประเทศมาเลเซีย ส่วนแบรนด์อื่นเนื่องจากมี “Entry Price Point” ค่อนข้างสูง มองว่ายังไม่เหมาะกับพื้นที่ต่างจังหวัด
ทั้งนี้ “แอมป์” เผยว่า ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนเจรจาดึง “เจลาโต้จีน” และ “เบเกอรี่จีน” เข้ามาปักหลักในไทย พยายามมองหาอินไซต์ว่า คนไทยชอบอะไร เราเป็นเมืองร้อนจึงน่าจะเหมาะกับไอศกรีม คนไทยเป็นกลุ่มลูกค้าที่ชอบง่าย รักง่าย ตกหลุมรักง่าย และเบื่อง่ายที่สุดในโลก จึงวางกลยุทธ์ในการดึงแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดมากกว่าจะขยายหลายสาขาจากแบรนด์เดียว รวมถึงต้องเป็นแบรนด์ในรูปแบบ “Specialty” เปิดหนึ่งร้านเพื่อขายสินค้าหมวดหมู่เดียว โดยภายใน 3 ปีนี้ วางเป้ามีราว 8-12 แบรนด์ในเครือ รวมทั้งหมด 80 สาขา
ในทางกลับกัน นอกจากการเปิดแบรนด์จีนในไทย “แอมป์” มองไกลดึงอาหารไทยเปิดที่จีนหลังเข้าตลาด MAI สำเร็จ เพราะปัจจุบันร้านอาหารไทยกว่า 99% ในจีน มีคนจีนเป็นเจ้าของแทบทั้งหมด รสชาติอาหารก็ค่อนข้างเพี้ยน และมีหน้าตาละม้ายคล้ายกันหมด นี่จึงเป็นโอกาสให้เติบโตคู่ขนานไปพร้อมๆ กัน นำอาหารจีนมาโตในไทย และดึงอาหารไทย รสชาติแบบคนไทยไปโตที่จีน
“ตอนนี้แบรนด์อาหารจีนกำลังตบเท้าเข้ามา หลายแบรนด์อิ่มตัวในประเทศค่อนข้างเยอะ และพยายามมองหาตลาดใหม่ๆ ซึ่งการมาต่างประเทศของแบรนด์จีนส่วนใหญ่ไม่ได้มาเพื่อหวังเงิน แต่มาเพื่อสร้างภาพให้เห็นว่า มีร้านในนิวยอร์ก มีร้านในสิงคโปร์ มีร้านในไทย มาเพื่อสร้าง Awareness หมาล่ามาแล้วและกลับไปแล้วค่อนข้างเยอะ โยเกิร์ตจะมาอีก 2-3 แบรนด์ เบเกอรี่จีนจะมา กับข้าวอาหารจีนมา ชาค่อยๆ ทยอยมา กาแฟจีนก็มาแล้ว ก๋วยเตี๋ยวจีน มาแบบ Specialty มากขึ้น”
ปีนี้ “SpicyCat F&B Group” วางเป้าทำเงินทั้งเครือ “325 ล้านบาท” หากรวมรายได้จากแฟรนไชส์จะมีรายได้รวม 400-500 ล้านบาท ส่วนเป้า “พันล้าน” หากรวมฝั่งแฟรนไชส์ด้วย คาดว่า ภายใน 3 ปีก็น่าจะไปถึงสำเร็จ ส่วนการเข้าตลาด LiVEx จะเริ่มซื้อขายวันที่ 17-19 พฤศจิกายนนี้
จับตาดูว่า หลังจากนี้อาณาจักรล่าเมียวจะเติบโตได้ตามเป้าที่คาดหวังหรือไม่ และเทรนด์อาหารจีนจะขึ้นมาเบียดแซงหน้าอาหารเกาหลีในอนาคตได้ช้าเร็วเพียงใด





