ในวันที่ “หมาล่าสายพาน” ครองเมืองจนแทบจะเดินเจอทุกๆ 500 เมตร “ล่าเมียว” (La Meow) ร้านอาหารจีนหูหนานที่มาพร้อม “หมาล่าบาร์” ยืนยันว่า อีกไม่นานหมาล่าสายพานจะเข้าสู่ช่วงขาลง จากนั้นจะเข้าสู่ยุคของหมาล่าทั่ง ใครจะไปคิดว่า คาดการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริง เพราะตอนนี้ร้านหมาล่าสายพานหลายแห่งปรับตัวด้วยการยกโต๊ะสายพานออก และนำตู้หมาล่าบาร์มาตั้งแทนที่ แบบเดียวกับที่ “ล่าเมียว” ทำมาก่อนใครก่อนเขาตั้งแต่ 7 ปีที่แล้ว
“ล่าเมียว” ก่อตั้งและบริหารโดย “แอมป์-รัตตรุจน์ ทองประดิษฐ์” อดีตวิศวกรที่ตัดสินใจลาออกหลังกลับจากถูกส่งไปดูงานที่ประเทศจีน พร้อมกับได้คู่ชีวิตชาวหูหนานเพื่อกลับมาสร้างครอบครัวด้วยกันที่เมืองไทย แม้ตอนนั้น “แอมป์” มีหน้าที่การงานมั่นคงด้วยตำแหน่งวิศวกรเงินเดือนหลักแสน แต่เขากลับตัดสินใจลาออกมาตั้งไข่ทำธุรกิจร้านอาหารจีน เพราะอยากจัดสรรเวลาให้กับลูกๆ แม้ทำอาหารไม่เป็น ไม่มีองค์ความรู้เรื่องธุรกิจร้านอาหาร คิดเพียงว่า ลองไปตายเอาดาบหน้าดูก็ได้
ลาออกมาเซ้งร้านอาหารจีนเพื่อขายคนจีน ชื่อ “ล่าเมียว” เพราะแมวน่ารัก
ย้อนกลับไป 7 ปี ก่อนที่ “ล่าเมียว” จะถือกำเนิดขึ้น “แอมป์” ไม่ได้ข้องเกี่ยวกับธุรกิจร้านอาหารมาก่อน เขาทำงานเป็นวิศวกรในโรงงานผลิตรองเท้า เป็นความโชคดีที่ตอนนั้นบริษัทส่งไปฝึกงานที่ประเทศจีน การไปอยู่จีนครั้งนั้นทำให้ “แอมป์” เจอกับภรรยา จากนั้นจึงกลับมาแต่งงานสร้างครอบครัวด้วยกันที่ไทย
ภรรยาของแอมป์เป็นชาวจีนจากมณฑลหูหนาน เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารรสชาติเผ็ดร้อน ในขณะที่อาหารไทยภาคกลางมีรสชาติกลางๆ ติดหวาน จึงไม่ค่อยถูกปากมากนัก ประกอบกับตอนนั้นภรรยาตั้งครรภ์ “แอมป์” คิดหลายอย่างประกอบกัน อยากทำร้านอาหารที่มีรสชาติแบบหูหนาน-เสฉวนแท้ๆ อยากจัดสรรเวลางานกับชีวิตได้อิสระแบบที่ไม่ต้องยึดกับการเข้างาน 9 โมงเช้า และเลิกงาน 6 โมงเย็น จึงตัดสินใจลาออกจากงานทั้งๆ ที่ตอนนั้นได้เงินเดือนหลักแสนเข้าไปแล้ว
จากความคิดที่อยากเปิดร้านอาหาร ไม่มีองค์ความรู้ ทำอาหารไม่เป็น เขานำเงินเก็บที่มีมาวางแผนบริหารจัดการ กันส่วนหนึ่งไว้จ้างเชฟประจำร้าน อีกส่วนนำไปเซ้งร้านอาหารจีนที่อยู่ใกล้กับแหล่งทัวร์จีน หวังได้กลุ่มเป้าหมายเป็นคนจีนเที่ยวไทยที่นึกคิดถึงอยากกินอาหารบ้านเกิด “แอมป์” มองด้วยเลนส์แบบเดียวกับที่คนไทยไปเที่ยวต่างประเทศแล้วเดินเข้าร้านอาหารไทย ปรากฏว่า เทคนิคนี้ได้ผล เพราะทัวร์จีนเข้ามาอุดหนุนร้านของแอมป์จริงๆ
ธุรกิจดำเนินไปได้ราวๆ ครึ่งปีก็เริ่มคิดขยายกิจการ อยากเข้าไปอยู่ในห้างสักตั้ง ตอนนั้นร้านอาหารจีนของแอมป์ไม่ได้มีแค่ทัวร์จีนแล้ว แต่มีคนไทยเข้ามากินแล้วชื่นชอบในรสชาติอาหารด้วย ติดอย่างเดียวคือบรรยากาศร้านที่ไม่เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนไทยเท่าไหร่ สุดท้ายไปได้โลเคชันที่ห้างเอสพลานาด สาขารัชดา พร้อมกับยกเครื่องคอนเซปต์ใหม่ทั้งหมด
“แอมป์” อธิบายว่า แม้อาหารในร้านจะเป็นจีนแท้ๆ แต่ยุคนั้นคนไทยยังไม่นิยมกินอาหารจีนอย่างทุกวันนี้ จึงต้องใช้คอนเซปต์น่ารักๆ มาเรียกแขก ออกแบบให้ร้านมีสีสันการตกแต่งคล้ายกับคาเฟ่ พร้อมชื่อร้านที่มีความหมายว่า แมวเผ็ด หรือที่ในภาษาจีนอ่านว่า “ล่าเมียว” มั่นใจว่า ล่าเมียวเป็นร้านแรกที่ดิสรัปต์วงการอาหารจีนด้วยการตกแต่งร้านที่ไม่ได้มีกลิ่นอายแบบจีนจ๋าๆ ทั้งยังมีตู้หมาล่าบาร์มาตั้งเป็นร้านแรกในไทยด้วย
“ตอนนั้นเทรนด์ตั้งชื่อร้านเป็นสัตว์กำลังมา เราดูแล้วก็เห็นมีทั้งเพนกวิน เสือ หมี ช้าง แต่แมวยังไม่มีใครทำ ถ้าอย่างนั้นก็เอาแมวแล้วกัน และจะได้เป็นร้านอาหารจีนที่มีความทะเล้น ขี้เล่น ตอนนั้นไม่ได้คิดถึงเรื่องแบรนดิ้ง แต่จะเห็นว่า ต่อมาเราก็มีการออกแบบท่าทางของแมวให้เกี่ยวข้องกับอาหาร เช่น แมวกำลังทำเต้าหู้เหม็นในร้าน แมวกำลังผัดหมาล่า เลยเอาแมวมาสื่อสารในภาพรวมของร้าน”
ตั้งใจเปิดร้านติดกับ “Haidilao” อยากเป็นเบอร์ 1 ต้องรีบเปิดสาขา
แม้ตอนนั้นจะยังไม่มีตู้หมาล่าบาร์ แต่ “แอมป์” มั่นใจว่า ต่อไปเทรนด์นี้ต้องติดลมบนแน่ๆ เขาดูงานมาหลายประเทศ ทั้งสิงคโปร์ ออสเตรเลีย อังกฤษ พม่า ฯลฯ ทุกที่มีร้านหมาล่าแบบนี้แข่งขันกันหลายแบรนด์ ถ้าทั่วโลกให้การตอบรับแล้วทำไมที่ไทยจะเกิดขึ้นไม่ได้ “แอมป์” วัดดวงซื้อตู้หมาล่าบาร์มาตั้งหน้าร้านด้วยความมั่นใจ ซึ่งข้อสันนิษฐานก็เป็นไปตามนั้นจริง เพราะไม่นานคนก็เริ่มให้ความสนใจหมาล่าบาร์ ตรงกับช่วงเวลาที่ร้านหม้อไฟอันดับ 1 ของโลก “Haidilao” เข้ามาเปิดทำการในไทยด้วย
การเข้ามาของ “Haidilao” ยิ่งทำให้ “ล่าเมียว” มั่นใจ เพราะยิ่งมีคู่แข่ง ยิ่งช่วยขยายตลาดได้แรงและไกลกว่าเดิม หม้อไฟ Haidilao สร้างปรากฏการณ์ต่อคิวยาวนาน 3-4 ชั่วโมง จนทำให้ “แอมป์” ตัดสินใจเข้าไปปักหมุดทำเลใจกลางเมืองแห่งเดียวกับ Haidilao เขาเริ่มจากเข้าไปติดต่อขอเช่าพื้นที่ ทำพรีเซนเทชัน ทำโมเดล 3D ไปนำเสนอทีมคัดเลือก แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นผล
-แอมป์-รัตตรุจน์ ทองประดิษฐ์ เจ้าของและผู้ก่อตั้ง La Meow-
“แอมป์” รู้ดีว่า แบรนด์ล่าเมียวใหม่มาก ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างด้วยซ้ำ จะหยิบโปรไฟล์อะไรไปให้พิจารณาก็คงสู้ยักษ์ใหญ่ไม่ได้ ครั้งสุดท้ายจึงใช้วิธีส่งอาหารที่ร้านไป 20 กล่อง กว่า 2 เดือนที่ปิงปองกันไปมาระหว่างแลนด์ลอร์ดและล่าเมียว ขมวดเรื่องจบได้ทันทีที่ทีมได้ลิ้มรสอาหารจีนที่ร้าน เป็นอันว่า “ล่าเมียว” ได้โลเคชันบริเวณชั้น 7 ติดกับร้าน Haidilao
การเข้าไปอยู่ห้างใจกลางเมือง ทำให้ชื่อชั้นของ “ล่าเมียว” เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ธุรกิจดูจะไปได้สวย จนกระทั่งมาเจอกับโรคระบาดใหญ่ ร้านต้องปิดลงชั่วคราว รอจนโควิด-19 เริ่มซา “แอมป์” จึงปรับทัพด้วยการปิดสาขาเอสพลานาดรัชดา เพราะนักท่องเที่ยวจีนที่เป็นกลุ่มลูกค้าหลักยังไม่กลับมา และเปิดสาขาใหม่ที่เดอะมอลล์ ท่าพระ โดยมีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นคนจีนแต้จิ๋วมีอายุที่ไม่น่าจะชื่นชอบหมาล่าบาร์ ทว่า ได้รับการตอบรับดี จุดติดตั้งแต่เดือนแรก
อดีตวิศวกรไปต่อ หาเงินระดมทุนจากการออกรายการ “Shark Tank Thailand Season 3” แม้ไม่ได้รับเลือกจากชาร์คคนไหนเลย แต่มีแลนด์ลอร์ดเล็งเห็นศักยภาพ “ล่าเมียว” ได้ทำเลไพร์มอีกครั้งที่ “เซ็นทรัลลาดพร้าว” เร่งหาทุนด้วยการเข้าโครงการ “Crowdfunding” กับตลาดหลักทรัพย์ จนได้ทุนก้อนใหญ่จากเครือสหพัฒน์มาราวๆ 45 ล้านบาท
นี่คือช่วงน้ำขึ้นให้รีบตัก เมื่อเทรนด์หมาล่ากำลังมาก็ต้องเร่งเปิดสาขาใหม่ๆ “ล่าเมียว” ขยายไปอีกหลายแห่ง อาทิ เซ็นทรัลเวสต์เกต เทอร์มินัล 21 เดอะมอลล์บางกะปิ ฯลฯ “แอมป์” บอกว่า เขาหวังให้ธุรกิจหมาล่าแมวเผ็ดไปไกลกว่าการเป็น SMEs เล็กๆ ตั้งแต่วันแรก อยากเป็นหมาล่าเบอร์หนึ่งของประเทศจะใช้เวลาเก็บเงินสดสะสมเพื่อไปเปิดสาขาเองคงช้าเกินไป ป่านนั้นคู่แข่งคงวิ่งไปไกลแล้ว “ล่าเมียว” ต้องหาทาง “Shortcut” เพื่อชิงแชร์เบอร์หนึ่งตลาดให้ได้
“พอเปิดครบ 3 สาขา เราเห็นแล้วว่า อาหารแบบเราเริ่มมา ลูกค้าเข้ามาทานเยอะขึ้น จึงปรับ Vision ว่า อยากเป็นหมาล่าเบอร์ 1 ของไทย เลยคิดว่า ต้องหาวิธี ถ้าไม่รีบหาเงินเข้ามาตอนนี้เดี๋ยวคู่แข่งมาแน่ อาจจะเป็นแบรนด์ใหญ่กระโดดลงมา มีเงินก็เข้ามาได้เลย ความยากของธุรกิจทุกวันนี้ คือถ้าธุรกิจมันมีตลาดของมันอยู่ แล้วเราไม่รีบจับตลาดให้ทัน เป็น Top of mind ให้ได้ เราอาจจะเป็นผู้ตามไปตลอด”
หมาล่าสายพานถึงคราวขาลง แต่ “ล่าเมียว” ยังทำ New High
ผ่านเวลามา 7 ปี กับตลาดหมาล่าในไทยที่ขึ้นสุดลงสุดยิ่งกว่ารถไฟเหาะ “แอมป์” บอกว่า เป็นโชคดีที่ “ล่าเมียว” มาก่อนตลาด พอหมาล่าเกิดกระแสจึงทำให้ร้านได้รับอานิงสงส์ไปด้วย ความนิยมไปกระจุกตัวที่หมาล่าสายพานก่อนก็จริง แต่อย่าลืมว่า ร้านสายพานอยู่นอกห้าง คนเดินห้างที่นึกอยากกินหมาล่าแล้วไม่รู้จะไปร้านไหน ก็ต้องมาเดินเข้ามาหา “ล่าเมียว”
ทั้งนี้ “แอมป์” ยังบอกด้วยว่า ก่อนหน้านี้ตนเองเคยออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับภาพรวมเทรนด์ร้านหมาล่าไว้ว่า หากหมาล่าสายพานเริ่มทำราคาบุฟเฟ่ต์เมื่อไหร่ ธุรกิจนี้จะเปลี่ยนจากยุคทองเป็นขาลงทันที ซึ่งก็พบว่า เริ่มมีร้านที่ไปต่อไม่ไหว-ถอนตัวออกจากตลาด และเมื่อหมดยุคสายพานไปแล้ว บางร้านที่ยังไปได้ ก็เลือกเดินหน้าสู่รูปแบบ “หมาล่าทั่ง” ยกตู้หมาล่าบาร์มาวางหน้าร้าน คิดราคาเริ่มต้นขีดละ 29 บาท แต่ถ้าอนาคตมีใครผุดกระแสทำหมาล่าทั่งบุฟเฟ่ต์ก็จะเป็นอีกโจทย์ที่อาจนำไปสู่จุดจบได้เช่นกัน
สำหรับ “ล่าเมียว” แอมป์บอกว่า ช่วงปี 2565-2566 แข่งขันง่ายมาก เปิดสาขาใหม่ที่ไหนก็มีลูกค้าเข้าคิวเต็มตลอด แต่หลังจากปี 2567 เป็นต้นมา ตลาดหมาล่าถึงจุดพีค คู่แข่งทั้งในและต่างประเทศเยอะขึ้น ร้านอยู่เฉยๆ ไม่ได้จึงกลับมารีแบรนดิ้ง โฟกัสการทำ CRM ทำ TikTok ทำให้ปี 2568 “ล่าเมียว” กลับมาทำยอดขาย New High ได้สำเร็จในช่วงเดือนพฤษภาคม ประกอบกับคู่แข่งที่เคยเข้ามาเมื่อ 1-2 ปีก่อนหน้านี้เริ่มหายไป คนเริ่มกลัวการเปิดร้านหมาล่า
“ทุกคนคิดว่า หมาล่าจบแล้ว แต่เรากลับมา New High จึงกลับมาขยายต่อได้” แอมป์บอก
มูลค่าตลาดหมาล่าในไทยตอนนี้สูงถึง 10,000 ล้านบาท รูปแบบร้านหมาล่าตอนนี้เต็มไปด้วยตู้หมาล่าบาร์แบบที่แอมป์เคยคาดการณ์ไว้ ระบุว่า ตลาดตอนนี้ใหญ่มาก ถ้า “ล่าเมียว” ได้ส่วนแบ่งสัก 10% ของตลาด หรือราวๆ 1,000 ล้านบาท ก็น่าจะพอมีลุ้นอยู่บ้าง
สเตปถัดจากนี้วางแผนระดมทุนเพิ่มอีก 50-100 ล้านบาท จะขยายทั้งแบบออกข้าง ลงล่าง และขึ้นบน ความหมายคือเปิดสาขาใหม่ๆ ของแบรนด์เดิม และขยายพอร์ตโฟลิโอด้วยแบรนด์น้องใหม่ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายสูงสุด คือการเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอนาคตอันใกล้
-ต้มปลาผักกาดดอง เมนูซิกเนเจอร์ที่ร้าน MOYU MEOW-
อยากเป็นเบอร์ 1 อาหารจีนในไทย เป้าหมายคือ IPO มีอย่างน้อย 10 แบรนด์ในอาณาจักร
ปัจจุบันเครือล่าเมียวมีร้านอาหารทั้งหมด 3 แบรนด์ ได้แก่ 1. ล่าเมียว จบถึงสิ้นปีนี้จะมี 11 สาขา 2. MOYU MEOW ปลาต้มผักกาดดองราคาย่อมเยา เริ่มต้นที่ 199 บาท เจาะกลุ่ม “Solo Dining” จะมี 3 สาขาภายในสิ้นปีนี้ 3. Mala.U ร้านหมาล่าทั่งนอกห้าง มี 1 สาขา และ 4. Keep in-touch ร้านบาร์บีคิวจีนเตาหมุน จะเปิดสาขาแรกที่สยามพารากอนปลายปีนี้
ด้านรายได้ปีนี้เนื่องจากมีการลงทุนขยายพอร์ตเยอะมาก จึงตั้งเป้าเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย คาดว่า จะไปจบปีที่ 230 ล้านบาท ส่วนปีหน้าหลังจากผงาดแบรนด์ใหม่เต็มสูบ ตั้งเป้าใหญ่ขยับเป็น “500 ล้านบาท” พร้อมกับการเปิดสาขาใหม่ๆ อีกเท่าตัว ซึ่งนอกจากเปิดเองแล้ว ตอนนี้ “ล่าเมียว” ยังขายแฟรนไชส์ด้วย แต่ด้วยงบลงทุนสูงถึง 7 ล้านบาท จึงหาคนมาลงทุนยากพอสมควร “แอมป์” บอกว่า ส่วนใหญ่คนที่ติดต่อเข้ามาขอซื้อแฟรนไชส์ ก็เป็นกลุ่มลูกค้าประจำของล่าเมียวนี่แหละ
ที่เปิดร้านเยอะขนาดนี้ “แอมป์” บอกว่า เพราะยังไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ อยากให้มีอย่างน้อยๆ 10 แบรนด์ รวมของคาว ของหวาน และเครื่องดื่ม เพื่อเป็นเบอร์ 1 อาหารและเครื่องดื่มจีนในประเทศไทย จะทำอย่างนั้นได้ต้องมีแหล่งเงินทุนมากพอ นอกจากการระดมทุนที่แอมป์ทำอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายอีก 3 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2571 “ล่าเมียว” จะเข้าตลาดหลักทรัพย์
ฝันข้างหน้าของเจ้าของร้านอาหารจีนคนนี้ คือการพาล่าเมียวไปอยู่ทุกจังหวัดในไทย ยอมรับตรงๆ ว่า ถ้าไม่มีเงินทุนก็ยากที่จะทำสิ่งนี้ และอีกเหตุผลที่อยู่ในใจแอมป์มาตลอด คือมีลูกค้าอีกเยอะมากที่ยังไม่รู้ว่า “ล่าเมียว” เป็นของคนไทย คิดว่า ล่าเมียวเป็นจีนเทา การเข้าตลาดหลักทรัพย์จะทำให้ภาพลักษณ์ขาวสะอาดตรวจสอบได้ ทั้งยังอยากสร้างบริษัทที่เป็นระบบ เพื่อส่งต่อให้ทายาทหรือผู้บริหารรุ่นหลัง เพื่อทำให้ธุรกิจแข็งแกร่งมากขึ้น
“ผมอยากเป็นเบอร์ 1 F&B เกี่ยวกับจีน เพราะเราเข้าใจว่า เทรนด์อาหารจีนเป็นอย่างไร รสชาติแบบคนไทยเป็นอย่างไร อะไรที่ดังในจีน อีก 3 ปีเดี๋ยวในไทยก็ดัง เช่น แบรนด์ปิ้งย่างที่ผมกำลังนำเข้ามา อันนั้นคนไทยที่ไปจีนต้องไปกิน แต่ผมไม่ได้เอาแบรนด์นี้มา ผมปั้นเอง จ่ายเขา 1 ล้านบาทเพื่อไปเรียนสูตรกับเขามา เพราะเขาไม่ขายแบรนด์แต่ขายสูตร”
ในทางกลับกัน “แอมป์” อยากพาอาหารไทยไปบุกตลาดจีน ด้วยเป้าหมายเบอร์ 1 เช่นกัน ในอดีตช่วงโควิด-19 เขาเคยเปิดร้านอาหารไทยที่นู่นมาก่อนแล้ว แต่ก็ต้องพับโปรเจกต์และหันมาโฟกัสธุรกิจที่ไทยก่อน ระบุว่า ตอนนี้ยังให้ความสำคัญกับเครือล่าเมียวเป็นหลัก รอจนกว่าจะดันธุรกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ มีเงินทุนมากพอแล้วจะกลับไปเปิดร้านอาหารไทยที่จีนอีกครั้ง
“พวกร้านอาหารไทยดังๆ ใหญ่ๆ ในจีนที่มีกัน 50-100 สาขา ไม่มีคนไทยเอี่ยวเลยสักนิดเดียว เป็นปมในใจว่า อยากกลับไปทำให้ได้ เพราะเราเคยทำมาแล้วมันไม่ยาก เรามีทีมงานที่เป็นคนจีนมันน่าจะทำได้ แล้วคนไทยไปจีนมันยาก ท้าทายมาก ถ้าเราทำได้ก็จะทำให้มีภาษีที่ดีกว่า และมีความฝันอยากเอาแบรนด์เล็กๆ ไปโตที่จีน ไปสู้กับทุนจีน”





