วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน 2569

Login
Login

‘ล่าเมียว’ ว่าที่ร้านหมาล่า ‘500 ล้าน’ เตรียม IPO ภายใน 3 ปี หวังเป็นอาหารจีนเบอร์ 1 ของประเทศ

‘ล่าเมียว’ ว่าที่ร้านหมาล่า ‘500 ล้าน’ เตรียม IPO ภายใน 3 ปี หวังเป็นอาหารจีนเบอร์ 1 ของประเทศ

ในวันที่ “หมาล่าสายพาน” ครองเมืองจนแทบจะเดินเจอทุกๆ 500 เมตร “ล่าเมียว” (La Meow) ร้านอาหารจีนหูหนานที่มาพร้อม “หมาล่าบาร์” ยืนยันว่า อีกไม่นานหมาล่าสายพานจะเข้าสู่ช่วงขาลง จากนั้นจะเข้าสู่ยุคของหมาล่าทั่ง ใครจะไปคิดว่า คาดการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริง เพราะตอนนี้ร้านหมาล่าสายพานหลายแห่งปรับตัวด้วยการยกโต๊ะสายพานออก และนำตู้หมาล่าบาร์มาตั้งแทนที่ แบบเดียวกับที่ “ล่าเมียว” ทำมาก่อนใครก่อนเขาตั้งแต่ 7 ปีที่แล้ว

“ล่าเมียว” ก่อตั้งและบริหารโดย “แอมป์-รัตตรุจน์ ทองประดิษฐ์” อดีตวิศวกรที่ตัดสินใจลาออกหลังกลับจากถูกส่งไปดูงานที่ประเทศจีน พร้อมกับได้คู่ชีวิตชาวหูหนานเพื่อกลับมาสร้างครอบครัวด้วยกันที่เมืองไทย แม้ตอนนั้น “แอมป์” มีหน้าที่การงานมั่นคงด้วยตำแหน่งวิศวกรเงินเดือนหลักแสน แต่เขากลับตัดสินใจลาออกมาตั้งไข่ทำธุรกิจร้านอาหารจีน เพราะอยากจัดสรรเวลาให้กับลูกๆ แม้ทำอาหารไม่เป็น ไม่มีองค์ความรู้เรื่องธุรกิจร้านอาหาร คิดเพียงว่า ลองไปตายเอาดาบหน้าดูก็ได้

‘ล่าเมียว’ ว่าที่ร้านหมาล่า ‘500 ล้าน’ เตรียม IPO ภายใน 3 ปี หวังเป็นอาหารจีนเบอร์ 1 ของประเทศ -หน้าร้าน La Meow ตกแต่งด้วยสีสันสดใส มีแมวเป็นมาสคอตประจำร้าน-

ลาออกมาเซ้งร้านอาหารจีนเพื่อขายคนจีน ชื่อ “ล่าเมียว” เพราะแมวน่ารัก

ย้อนกลับไป 7 ปี ก่อนที่ “ล่าเมียว” จะถือกำเนิดขึ้น “แอมป์” ไม่ได้ข้องเกี่ยวกับธุรกิจร้านอาหารมาก่อน เขาทำงานเป็นวิศวกรในโรงงานผลิตรองเท้า เป็นความโชคดีที่ตอนนั้นบริษัทส่งไปฝึกงานที่ประเทศจีน การไปอยู่จีนครั้งนั้นทำให้ “แอมป์” เจอกับภรรยา จากนั้นจึงกลับมาแต่งงานสร้างครอบครัวด้วยกันที่ไทย 

ภรรยาของแอมป์เป็นชาวจีนจากมณฑลหูหนาน เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารรสชาติเผ็ดร้อน ในขณะที่อาหารไทยภาคกลางมีรสชาติกลางๆ ติดหวาน จึงไม่ค่อยถูกปากมากนัก ประกอบกับตอนนั้นภรรยาตั้งครรภ์ “แอมป์” คิดหลายอย่างประกอบกัน อยากทำร้านอาหารที่มีรสชาติแบบหูหนาน-เสฉวนแท้ๆ อยากจัดสรรเวลางานกับชีวิตได้อิสระแบบที่ไม่ต้องยึดกับการเข้างาน 9 โมงเช้า และเลิกงาน 6 โมงเย็น จึงตัดสินใจลาออกจากงานทั้งๆ ที่ตอนนั้นได้เงินเดือนหลักแสนเข้าไปแล้ว

จากความคิดที่อยากเปิดร้านอาหาร ไม่มีองค์ความรู้ ทำอาหารไม่เป็น เขานำเงินเก็บที่มีมาวางแผนบริหารจัดการ กันส่วนหนึ่งไว้จ้างเชฟประจำร้าน อีกส่วนนำไปเซ้งร้านอาหารจีนที่อยู่ใกล้กับแหล่งทัวร์จีน หวังได้กลุ่มเป้าหมายเป็นคนจีนเที่ยวไทยที่นึกคิดถึงอยากกินอาหารบ้านเกิด “แอมป์” มองด้วยเลนส์แบบเดียวกับที่คนไทยไปเที่ยวต่างประเทศแล้วเดินเข้าร้านอาหารไทย ปรากฏว่า เทคนิคนี้ได้ผล เพราะทัวร์จีนเข้ามาอุดหนุนร้านของแอมป์จริงๆ

ธุรกิจดำเนินไปได้ราวๆ ครึ่งปีก็เริ่มคิดขยายกิจการ อยากเข้าไปอยู่ในห้างสักตั้ง ตอนนั้นร้านอาหารจีนของแอมป์ไม่ได้มีแค่ทัวร์จีนแล้ว แต่มีคนไทยเข้ามากินแล้วชื่นชอบในรสชาติอาหารด้วย ติดอย่างเดียวคือบรรยากาศร้านที่ไม่เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนไทยเท่าไหร่ สุดท้ายไปได้โลเคชันที่ห้างเอสพลานาด สาขารัชดา พร้อมกับยกเครื่องคอนเซปต์ใหม่ทั้งหมด

‘ล่าเมียว’ ว่าที่ร้านหมาล่า ‘500 ล้าน’ เตรียม IPO ภายใน 3 ปี หวังเป็นอาหารจีนเบอร์ 1 ของประเทศ -หมาล่าทั่ง เมนูสร้างชื่อของล่าเมียว-

“แอมป์” อธิบายว่า แม้อาหารในร้านจะเป็นจีนแท้ๆ แต่ยุคนั้นคนไทยยังไม่นิยมกินอาหารจีนอย่างทุกวันนี้ จึงต้องใช้คอนเซปต์น่ารักๆ มาเรียกแขก ออกแบบให้ร้านมีสีสันการตกแต่งคล้ายกับคาเฟ่ พร้อมชื่อร้านที่มีความหมายว่า แมวเผ็ด หรือที่ในภาษาจีนอ่านว่า “ล่าเมียว” มั่นใจว่า ล่าเมียวเป็นร้านแรกที่ดิสรัปต์วงการอาหารจีนด้วยการตกแต่งร้านที่ไม่ได้มีกลิ่นอายแบบจีนจ๋าๆ ทั้งยังมีตู้หมาล่าบาร์มาตั้งเป็นร้านแรกในไทยด้วย

“ตอนนั้นเทรนด์ตั้งชื่อร้านเป็นสัตว์กำลังมา เราดูแล้วก็เห็นมีทั้งเพนกวิน เสือ หมี ช้าง แต่แมวยังไม่มีใครทำ ถ้าอย่างนั้นก็เอาแมวแล้วกัน และจะได้เป็นร้านอาหารจีนที่มีความทะเล้น ขี้เล่น ตอนนั้นไม่ได้คิดถึงเรื่องแบรนดิ้ง แต่จะเห็นว่า ต่อมาเราก็มีการออกแบบท่าทางของแมวให้เกี่ยวข้องกับอาหาร เช่น แมวกำลังทำเต้าหู้เหม็นในร้าน แมวกำลังผัดหมาล่า เลยเอาแมวมาสื่อสารในภาพรวมของร้าน”

ตั้งใจเปิดร้านติดกับ “Haidilao” อยากเป็นเบอร์ 1 ต้องรีบเปิดสาขา 

แม้ตอนนั้นจะยังไม่มีตู้หมาล่าบาร์ แต่ “แอมป์” มั่นใจว่า ต่อไปเทรนด์นี้ต้องติดลมบนแน่ๆ เขาดูงานมาหลายประเทศ ทั้งสิงคโปร์ ออสเตรเลีย อังกฤษ พม่า ฯลฯ ทุกที่มีร้านหมาล่าแบบนี้แข่งขันกันหลายแบรนด์ ถ้าทั่วโลกให้การตอบรับแล้วทำไมที่ไทยจะเกิดขึ้นไม่ได้ “แอมป์” วัดดวงซื้อตู้หมาล่าบาร์มาตั้งหน้าร้านด้วยความมั่นใจ ซึ่งข้อสันนิษฐานก็เป็นไปตามนั้นจริง เพราะไม่นานคนก็เริ่มให้ความสนใจหมาล่าบาร์ ตรงกับช่วงเวลาที่ร้านหม้อไฟอันดับ 1 ของโลก “Haidilao” เข้ามาเปิดทำการในไทยด้วย 

การเข้ามาของ “Haidilao” ยิ่งทำให้ “ล่าเมียว” มั่นใจ เพราะยิ่งมีคู่แข่ง ยิ่งช่วยขยายตลาดได้แรงและไกลกว่าเดิม หม้อไฟ Haidilao สร้างปรากฏการณ์ต่อคิวยาวนาน 3-4 ชั่วโมง จนทำให้ “แอมป์” ตัดสินใจเข้าไปปักหมุดทำเลใจกลางเมืองแห่งเดียวกับ Haidilao เขาเริ่มจากเข้าไปติดต่อขอเช่าพื้นที่ ทำพรีเซนเทชัน ทำโมเดล 3D ไปนำเสนอทีมคัดเลือก แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นผล

‘ล่าเมียว’ ว่าที่ร้านหมาล่า ‘500 ล้าน’ เตรียม IPO ภายใน 3 ปี หวังเป็นอาหารจีนเบอร์ 1 ของประเทศ

-แอมป์-รัตตรุจน์ ทองประดิษฐ์ เจ้าของและผู้ก่อตั้ง La Meow-

“แอมป์” รู้ดีว่า แบรนด์ล่าเมียวใหม่มาก ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างด้วยซ้ำ จะหยิบโปรไฟล์อะไรไปให้พิจารณาก็คงสู้ยักษ์ใหญ่ไม่ได้ ครั้งสุดท้ายจึงใช้วิธีส่งอาหารที่ร้านไป 20 กล่อง กว่า 2 เดือนที่ปิงปองกันไปมาระหว่างแลนด์ลอร์ดและล่าเมียว ขมวดเรื่องจบได้ทันทีที่ทีมได้ลิ้มรสอาหารจีนที่ร้าน เป็นอันว่า “ล่าเมียว” ได้โลเคชันบริเวณชั้น 7 ติดกับร้าน Haidilao

การเข้าไปอยู่ห้างใจกลางเมือง ทำให้ชื่อชั้นของ “ล่าเมียว” เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ธุรกิจดูจะไปได้สวย จนกระทั่งมาเจอกับโรคระบาดใหญ่ ร้านต้องปิดลงชั่วคราว รอจนโควิด-19 เริ่มซา “แอมป์” จึงปรับทัพด้วยการปิดสาขาเอสพลานาดรัชดา เพราะนักท่องเที่ยวจีนที่เป็นกลุ่มลูกค้าหลักยังไม่กลับมา และเปิดสาขาใหม่ที่เดอะมอลล์ ท่าพระ โดยมีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นคนจีนแต้จิ๋วมีอายุที่ไม่น่าจะชื่นชอบหมาล่าบาร์ ทว่า ได้รับการตอบรับดี จุดติดตั้งแต่เดือนแรก 

อดีตวิศวกรไปต่อ หาเงินระดมทุนจากการออกรายการ “Shark Tank Thailand Season 3” แม้ไม่ได้รับเลือกจากชาร์คคนไหนเลย แต่มีแลนด์ลอร์ดเล็งเห็นศักยภาพ “ล่าเมียว” ได้ทำเลไพร์มอีกครั้งที่ “เซ็นทรัลลาดพร้าว” เร่งหาทุนด้วยการเข้าโครงการ “Crowdfunding” กับตลาดหลักทรัพย์ จนได้ทุนก้อนใหญ่จากเครือสหพัฒน์มาราวๆ 45 ล้านบาท

‘ล่าเมียว’ ว่าที่ร้านหมาล่า ‘500 ล้าน’ เตรียม IPO ภายใน 3 ปี หวังเป็นอาหารจีนเบอร์ 1 ของประเทศ

นี่คือช่วงน้ำขึ้นให้รีบตัก เมื่อเทรนด์หมาล่ากำลังมาก็ต้องเร่งเปิดสาขาใหม่ๆ “ล่าเมียว” ขยายไปอีกหลายแห่ง อาทิ เซ็นทรัลเวสต์เกต เทอร์มินัล 21 เดอะมอลล์บางกะปิ ฯลฯ “แอมป์” บอกว่า เขาหวังให้ธุรกิจหมาล่าแมวเผ็ดไปไกลกว่าการเป็น SMEs เล็กๆ ตั้งแต่วันแรก อยากเป็นหมาล่าเบอร์หนึ่งของประเทศจะใช้เวลาเก็บเงินสดสะสมเพื่อไปเปิดสาขาเองคงช้าเกินไป ป่านนั้นคู่แข่งคงวิ่งไปไกลแล้ว “ล่าเมียว” ต้องหาทาง “Shortcut” เพื่อชิงแชร์เบอร์หนึ่งตลาดให้ได้

“พอเปิดครบ 3 สาขา เราเห็นแล้วว่า อาหารแบบเราเริ่มมา ลูกค้าเข้ามาทานเยอะขึ้น จึงปรับ Vision ว่า อยากเป็นหมาล่าเบอร์ 1 ของไทย เลยคิดว่า ต้องหาวิธี ถ้าไม่รีบหาเงินเข้ามาตอนนี้เดี๋ยวคู่แข่งมาแน่ อาจจะเป็นแบรนด์ใหญ่กระโดดลงมา มีเงินก็เข้ามาได้เลย ความยากของธุรกิจทุกวันนี้ คือถ้าธุรกิจมันมีตลาดของมันอยู่ แล้วเราไม่รีบจับตลาดให้ทัน เป็น Top of mind ให้ได้ เราอาจจะเป็นผู้ตามไปตลอด”

หมาล่าสายพานถึงคราวขาลง แต่ “ล่าเมียว” ยังทำ New High

ผ่านเวลามา 7 ปี กับตลาดหมาล่าในไทยที่ขึ้นสุดลงสุดยิ่งกว่ารถไฟเหาะ “แอมป์” บอกว่า เป็นโชคดีที่ “ล่าเมียว” มาก่อนตลาด พอหมาล่าเกิดกระแสจึงทำให้ร้านได้รับอานิงสงส์ไปด้วย ความนิยมไปกระจุกตัวที่หมาล่าสายพานก่อนก็จริง แต่อย่าลืมว่า ร้านสายพานอยู่นอกห้าง คนเดินห้างที่นึกอยากกินหมาล่าแล้วไม่รู้จะไปร้านไหน ก็ต้องมาเดินเข้ามาหา “ล่าเมียว”

ทั้งนี้ “แอมป์” ยังบอกด้วยว่า ก่อนหน้านี้ตนเองเคยออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับภาพรวมเทรนด์ร้านหมาล่าไว้ว่า หากหมาล่าสายพานเริ่มทำราคาบุฟเฟ่ต์เมื่อไหร่ ธุรกิจนี้จะเปลี่ยนจากยุคทองเป็นขาลงทันที ซึ่งก็พบว่า เริ่มมีร้านที่ไปต่อไม่ไหว-ถอนตัวออกจากตลาด และเมื่อหมดยุคสายพานไปแล้ว บางร้านที่ยังไปได้ ก็เลือกเดินหน้าสู่รูปแบบ “หมาล่าทั่ง” ยกตู้หมาล่าบาร์มาวางหน้าร้าน คิดราคาเริ่มต้นขีดละ 29 บาท แต่ถ้าอนาคตมีใครผุดกระแสทำหมาล่าทั่งบุฟเฟ่ต์ก็จะเป็นอีกโจทย์ที่อาจนำไปสู่จุดจบได้เช่นกัน

‘ล่าเมียว’ ว่าที่ร้านหมาล่า ‘500 ล้าน’ เตรียม IPO ภายใน 3 ปี หวังเป็นอาหารจีนเบอร์ 1 ของประเทศ

สำหรับ “ล่าเมียว” แอมป์บอกว่า ช่วงปี 2565-2566 แข่งขันง่ายมาก เปิดสาขาใหม่ที่ไหนก็มีลูกค้าเข้าคิวเต็มตลอด แต่หลังจากปี 2567 เป็นต้นมา ตลาดหมาล่าถึงจุดพีค คู่แข่งทั้งในและต่างประเทศเยอะขึ้น ร้านอยู่เฉยๆ ไม่ได้จึงกลับมารีแบรนดิ้ง โฟกัสการทำ CRM ทำ TikTok ทำให้ปี 2568 “ล่าเมียว” กลับมาทำยอดขาย New High ได้สำเร็จในช่วงเดือนพฤษภาคม ประกอบกับคู่แข่งที่เคยเข้ามาเมื่อ 1-2 ปีก่อนหน้านี้เริ่มหายไป คนเริ่มกลัวการเปิดร้านหมาล่า 

“ทุกคนคิดว่า หมาล่าจบแล้ว แต่เรากลับมา New High จึงกลับมาขยายต่อได้” แอมป์บอก

มูลค่าตลาดหมาล่าในไทยตอนนี้สูงถึง 10,000 ล้านบาท รูปแบบร้านหมาล่าตอนนี้เต็มไปด้วยตู้หมาล่าบาร์แบบที่แอมป์เคยคาดการณ์ไว้ ระบุว่า ตลาดตอนนี้ใหญ่มาก ถ้า “ล่าเมียว” ได้ส่วนแบ่งสัก 10% ของตลาด หรือราวๆ 1,000 ล้านบาท ก็น่าจะพอมีลุ้นอยู่บ้าง

สเตปถัดจากนี้วางแผนระดมทุนเพิ่มอีก 50-100 ล้านบาท จะขยายทั้งแบบออกข้าง ลงล่าง และขึ้นบน ความหมายคือเปิดสาขาใหม่ๆ ของแบรนด์เดิม และขยายพอร์ตโฟลิโอด้วยแบรนด์น้องใหม่ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายสูงสุด คือการเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอนาคตอันใกล้

‘ล่าเมียว’ ว่าที่ร้านหมาล่า ‘500 ล้าน’ เตรียม IPO ภายใน 3 ปี หวังเป็นอาหารจีนเบอร์ 1 ของประเทศ

-ต้มปลาผักกาดดอง เมนูซิกเนเจอร์ที่ร้าน MOYU MEOW-

อยากเป็นเบอร์ 1 อาหารจีนในไทย เป้าหมายคือ IPO มีอย่างน้อย 10 แบรนด์ในอาณาจักร

ปัจจุบันเครือล่าเมียวมีร้านอาหารทั้งหมด 3 แบรนด์ ได้แก่ 1. ล่าเมียว จบถึงสิ้นปีนี้จะมี 11 สาขา 2. MOYU MEOW ปลาต้มผักกาดดองราคาย่อมเยา เริ่มต้นที่ 199 บาท เจาะกลุ่ม “Solo Dining” จะมี 3 สาขาภายในสิ้นปีนี้ 3. Mala.U ร้านหมาล่าทั่งนอกห้าง มี 1 สาขา และ 4. Keep in-touch ร้านบาร์บีคิวจีนเตาหมุน จะเปิดสาขาแรกที่สยามพารากอนปลายปีนี้

ด้านรายได้ปีนี้เนื่องจากมีการลงทุนขยายพอร์ตเยอะมาก จึงตั้งเป้าเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย คาดว่า จะไปจบปีที่ 230 ล้านบาท ส่วนปีหน้าหลังจากผงาดแบรนด์ใหม่เต็มสูบ ตั้งเป้าใหญ่ขยับเป็น “500 ล้านบาท” พร้อมกับการเปิดสาขาใหม่ๆ อีกเท่าตัว ซึ่งนอกจากเปิดเองแล้ว ตอนนี้ “ล่าเมียว” ยังขายแฟรนไชส์ด้วย แต่ด้วยงบลงทุนสูงถึง 7 ล้านบาท จึงหาคนมาลงทุนยากพอสมควร “แอมป์” บอกว่า ส่วนใหญ่คนที่ติดต่อเข้ามาขอซื้อแฟรนไชส์ ก็เป็นกลุ่มลูกค้าประจำของล่าเมียวนี่แหละ

ที่เปิดร้านเยอะขนาดนี้ “แอมป์” บอกว่า เพราะยังไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ อยากให้มีอย่างน้อยๆ 10 แบรนด์ รวมของคาว ของหวาน และเครื่องดื่ม เพื่อเป็นเบอร์ 1 อาหารและเครื่องดื่มจีนในประเทศไทย จะทำอย่างนั้นได้ต้องมีแหล่งเงินทุนมากพอ นอกจากการระดมทุนที่แอมป์ทำอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายอีก 3 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2571 “ล่าเมียว” จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ 

‘ล่าเมียว’ ว่าที่ร้านหมาล่า ‘500 ล้าน’ เตรียม IPO ภายใน 3 ปี หวังเป็นอาหารจีนเบอร์ 1 ของประเทศ -หน้าร้าน MOYU MEOW สาขาเซ็นเตอร์พอยท์ สยามสแควร์-

ฝันข้างหน้าของเจ้าของร้านอาหารจีนคนนี้ คือการพาล่าเมียวไปอยู่ทุกจังหวัดในไทย ยอมรับตรงๆ ว่า ถ้าไม่มีเงินทุนก็ยากที่จะทำสิ่งนี้ และอีกเหตุผลที่อยู่ในใจแอมป์มาตลอด คือมีลูกค้าอีกเยอะมากที่ยังไม่รู้ว่า “ล่าเมียว” เป็นของคนไทย คิดว่า ล่าเมียวเป็นจีนเทา การเข้าตลาดหลักทรัพย์จะทำให้ภาพลักษณ์ขาวสะอาดตรวจสอบได้ ทั้งยังอยากสร้างบริษัทที่เป็นระบบ เพื่อส่งต่อให้ทายาทหรือผู้บริหารรุ่นหลัง เพื่อทำให้ธุรกิจแข็งแกร่งมากขึ้น

“ผมอยากเป็นเบอร์ 1 F&B เกี่ยวกับจีน เพราะเราเข้าใจว่า เทรนด์อาหารจีนเป็นอย่างไร รสชาติแบบคนไทยเป็นอย่างไร อะไรที่ดังในจีน อีก 3 ปีเดี๋ยวในไทยก็ดัง เช่น แบรนด์ปิ้งย่างที่ผมกำลังนำเข้ามา อันนั้นคนไทยที่ไปจีนต้องไปกิน แต่ผมไม่ได้เอาแบรนด์นี้มา ผมปั้นเอง จ่ายเขา 1 ล้านบาทเพื่อไปเรียนสูตรกับเขามา เพราะเขาไม่ขายแบรนด์แต่ขายสูตร”

ในทางกลับกัน “แอมป์” อยากพาอาหารไทยไปบุกตลาดจีน ด้วยเป้าหมายเบอร์ 1 เช่นกัน ในอดีตช่วงโควิด-19 เขาเคยเปิดร้านอาหารไทยที่นู่นมาก่อนแล้ว แต่ก็ต้องพับโปรเจกต์และหันมาโฟกัสธุรกิจที่ไทยก่อน ระบุว่า ตอนนี้ยังให้ความสำคัญกับเครือล่าเมียวเป็นหลัก รอจนกว่าจะดันธุรกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ มีเงินทุนมากพอแล้วจะกลับไปเปิดร้านอาหารไทยที่จีนอีกครั้ง

“พวกร้านอาหารไทยดังๆ ใหญ่ๆ ในจีนที่มีกัน 50-100 สาขา ไม่มีคนไทยเอี่ยวเลยสักนิดเดียว เป็นปมในใจว่า อยากกลับไปทำให้ได้ เพราะเราเคยทำมาแล้วมันไม่ยาก เรามีทีมงานที่เป็นคนจีนมันน่าจะทำได้ แล้วคนไทยไปจีนมันยาก ท้าทายมาก ถ้าเราทำได้ก็จะทำให้มีภาษีที่ดีกว่า และมีความฝันอยากเอาแบรนด์เล็กๆ ไปโตที่จีน ไปสู้กับทุนจีน”