ประเทศไทยเดินหน้าผลักดันศักยภาพใหม่สู่เวทีโลกผ่านมูลค่าทางวัฒนธรรม และ Soft Power โดยเฉพาะมิติการท่องเที่ยวไทย เครื่องยนต์หลักเศรษฐกิจไทย และการต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาทางวัฒนธรรม พลังเศรษฐกิจใหม่ ในงาน “NATION FORUM 2027: THAILAND’S AGENDA” วานนี้ (20 ต.ค.) ณ พารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน เปิดเวที “SAWASDEE, THAI RISING” ระดมความเห็นผู้นำทางความคิดต่อแนวทางขับเคลื่อน
ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ปี 2570 เป็นปีแห่งการทรานส์ฟอร์เมชันของภาคท่องเที่ยวไทย ภายใต้การรักษา “จุดแข็ง” ของประเทศไทย โดยเฉพาะทุนทางวัฒนธรรม หลังจากได้พูดคุยกับซีเอ็นเอ็นและผู้ประกอบการต่างชาติต่างบอกตรงกันว่าให้รักษา “ความเป็นไทย” (Thainess) เอาไว้ อย่าเปลี่ยนหัวใจของคำว่า “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์” (Amazing Thailand) เพราะนี่คือสโลแกนที่สะท้อนอัตลักษณ์ของภาคท่องเที่ยวไทยได้ดีที่สุดแล้ว
สำหรับทิศทางการพัฒนาสินค้าและบริการท่องเที่ยวในปี 2570 ของ ททท. จะมุ่งตอบโจทย์ 5 ทิศทางสำคัญ ได้แก่
1.Wellness and Longevity Tourism ประเทศไทยมีความพร้อมในการเป็น “โกลบอล เฮลธ์ แอนด์ ฮีลลิ่ง เดสติเนชัน” เพราะปัจจุบันโลกมีความวุ่นวายมาก คนที่มีเงินมาก อาจไม่มีความสุขในชีวิต จึงอยากให้ไทยเป็นที่รักษาและฟื้นฟูสุขภาพ สร้างสมดุลกายใจในเชิงป้องกัน
2.Festival and Night Economy เพื่อขยายเวลาการพำนักของนักท่องเที่ยวให้นานขึ้น จึงขายเมืองหลักอย่างเดียวไม่ได้ ต้องขายเมืองรองด้วย
3.Creative Economy ใช้ทุนทางวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และภูมิปัญญา มาเป็นทุนในการขาย
4.Sustainable and Regenerative Tourism ขายความยั่งยืน
5.Trusted Thailand เพราะหัวใจของการท่องเที่ยว คือการสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยว ให้มั่นใจด้านความปลอดภัย ด้วยคาถามัดใจนักท่องเที่ยว ได้แก่ ซื่อสัตย์ ได้คุณภาพ ปลอดภัย และได้ประสบการณ์
ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์
สร้างประสบการณ์-ย่านการค้าดึงทัวริสต์
วรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวถึง การต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมของไทยสู่เวทีโลก ในฐานะค้าปลีกชั้นนำของเมืองไทย ให้ความสำคัญสุดคือการ “เข้าใจลูกค้า” เป็นอันดับแรก ดังนั้นจึงเก็บข้อมูลเชิงลึกด้วยการสอบถามนักท่องเที่ยวในพื้นที่ จนทราบความต้องการเที่ยวแบบคนท้องถิ่นหรือโลคัล ไม่ใช่แบบนักท่องเที่ยว เดอะมอลล์ จึงมุ่งสร้างประสบการณ์ทั้งเอกลักษณ์ วัฒนธรรม การต้อนรับอันอบอุ่นไม่แพ้ชาติใดในโลก มอบให้แก่นักเดินทางผู้มาเยี่ยมเยือนที่หาไม่ได้ในที่อื่นในโลก
การสร้างย่านการค้ายังเป็นอีกยุทธศาสตร์ เพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่มีเวลาจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงการมัดรวมศิลปะของไทยมาไว้ให้ครบครัน เพราะนักท่องเที่ยวมามักต้องการสินค้างานฝีมือ เพื่อบอกต่อผู้คนว่ามาเยือนไทย มากกว่าจะซื้อสินค้าแบรนด์เนมไฮเอนด์ ที่การแข่งขันด้านราคายังเป็นโจทย์ของประเทศ ตัวอย่างสินค้างานฝีมือแบรนด์สัญชาติไทย “ภิพัชรา” (PIPATCHARA) ที่ผสานแฟชั่น วัสดุรีไซเคิล ประกบคู่สินค้าลักชัวรี การจัดแคมเปญ “คัดไทย” (Kudthai) เช่น เลือกทุเรียน 40 สายพันธุ์เสิร์ฟนักท่องเที่ยว สะท้อนถึงความตั้งใจยกระดับมูลค่าของไทย
“การสร้างย่านเอ็ม ดิสทริค เพราะย่านสุขุมวิทเป็นที่อยู่อาศัยของคนในพื้นที่หรือโลคัลมายาวนาน แต่ยังเป็นที่ชาวต่างชาติพำนักในไทยหรือเอ็กแพทอยู่มากสุด 25-30% ตอบโจทย์การทำให้ย่านเป็นหมุดหมายนักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องการมา เรามุ่งสร้างประสบการณ์ระดับโลก ผสานกับโลคัลให้ดีสุดมาอยู่ในที่เดียวกัน ที่สำคัญคุณศุภลักษณ์ อัมพุช ได้ดำริแคมเปญ คอลลิ่ง เดอะเวิลด์ พยายามผลักดันให้ไทยเป็นแหล่งพักพิงของโลก”
แนะปิด 2 จุดอ่อน ยกระดับท่องเที่ยวไทย
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ Senior Fellow, Harvard Kennedy School กล่าวว่า เมื่อมองฝั่งดีมานด์นักท่องเที่ยวต่างชาติ พบว่าประเทศไทยไม่แพ้ใคร มีจำนวนการเดินทางเข้า “กรุงเทพฯ” มากเป็นอันดับ 1 ในปี 2568 ด้วยจำนวนกว่า 30.3 ล้านคน มากกว่าฮ่องกง ลอนดอน มาเก๊า อิสตันบูล และดูไบ แต่ในฝั่งซัพพลาย จากรายงานของเวิลด์ อีโคโนมิกส์ ฟอรัม ระบุว่า ไทยอยู่อันดับ 47 สะท้อนให้เห็นถึง “ช่องว่าง” ระหว่างฝั่งดีมานด์กับซัพพลาย
“ฝั่งดีมานด์ไม่มีปัญหา แต่ฝั่งซัพพลายแม้จะมี 2 เรื่องที่ไทยทำได้ดีคือการแข่งขันด้านราคาและโครงสร้างพื้นฐานการเดินทางทางอากาศ แต่ยังมี 2 จุดอ่อน คือการนำวัฒนธรรมมาเป็นต้นทุนหรือทรัพยากรในการขาย ยังน้อยกว่าประเทศคู่แข่ง เช่น ญี่ปุ่น และสเปน และยังมีช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐาน ต้องเร่งแก้เพื่อยกระดับการท่องเที่ยว”
ปัจจุบันรายได้การท่องเที่ยวไทยกว่า 70% กระจุกแค่ 5 จังหวัดท่องเที่ยวหลัก นี่คือโจทย์การบริหารของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ ททท. โดยมองว่าอนาคตของการท่องเที่ยวมี 3 เรื่องหลักที่ต้องเร่งเปลี่ยน ได้แก่ เปลี่ยนจากเน้นเชิงปริมาณเป็นเชิงคุณค่า เปลี่ยนจาก ซี แซนด์ และซัน (Sea, Sand, Sun) เป็น ฮีล เฮลธ์ ฮาร์ท (Heal, Health, Heart) และเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ให้กระจายไปเมืองรอง ไม่กระจุกตัวแค่ในเมืองหลัก
ดัน “ไมซ์” ควิกวินเศรษฐกิจไทย
สุรัชสานุ์ ทองมี รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า การดึงงานอีเวนต์และไมซ์ (MICE: การประชุม เดินทางเพื่อเป็นรางวัล สัมมนา และงานแสดงสินค้า) ระดับโลก ถือเป็นควิกวินสำคัญที่ช่วยต่อยอดในเชิงธุรกิจ จะเห็นได้จากงานประชุม IMF-World Bank เมื่อกลางเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา สร้างอิมแพ็คต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก
โดยทีเส็บมุ่งเดินหน้าในบทบาท National Bidder ผู้ประมูลสิทธิ์ดึงงานอีเวนต์สำคัญเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ ควบคู่กับบทบาทในการสร้างเมือง อาศัยอัตลักษณ์ท้องถิ่นและชุมชนมาพัฒนาเป็นเฟสติวัลดึงคนเข้ามาจับจ่ายในจังหวัดนั้นๆ เช่น โครงการ “อวดเมือง” จัดประกวดเมืองทั่วประเทศเมื่อปี 2568 เพื่อดึงคนมาค้นของดี เพราะเชื่อว่าเมืองมีดี โดยจังหวัดที่ได้รับรางวัลชนะเลิศคือ “นครราชสีมา” เตรียมจัดเฟสติวัลภายใต้ชื่อ K-BATTLE International Street Culture Festival 2026 ในปลายเดือน พ.ย.นี้





