ถอดสมการ “อสมท” ควบรวม “ไทยพีบีเอส” เป็นไปได้ คาดกินเวลานาน 2 ปี ต้องไล่ภารกิจสื่อ ข้อกฎหมาย จัดการสินทรัพย์ หนี้สิน เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ เจาะทางเลือก “เข้าแผนฟื้นฟูกิจการ” หาเงินใช้หนี้เป็นโจทย์ยาก หาก “ยุบ” ถอนบริษัทออกจากตลาดหุ้น กระทรวงการคลังต้องไขก๊อก
ผ่าวิกฤติ “อสมท” แบกขาดทุน 9 ปีติดต่อกัน นับตั้งแต่ทรานส์ฟอร์มสู่ทีวีดิจิทัล คนดูลดลง รายได้ไม่เติบโต มีภาระหนี้สินที่ต้องปลดล็อก การพยายามต่อยอดที่ดินหารายได้เสริมสภาพคล่องยังไม่บรรลุเป้า ล่าสุด นำไปสู่กระแสการควบรวมกับสื่อสาธารณะอย่าง “ไทยพีบีเอส”
ย้อนดูผลการดำเนินงานของ “อสมท” ครึ่งปีแรก 2569 มีรายได้รวม 492 ล้านบาท ลดลง 8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน “ขาดทุน” 134 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนปี 2568 มีรายได้รวม 1,124 ล้านบาท ลดลง 4% จากปีก่อนหน้า “ขาดทุน” 308 ล้านบาท เป็นต้น
ท่ามกลางอุตสาหกรรมสื่อโทรทัศน์ และเม็ดเงินโฆษณาสื่อดั้งเดิม “ดิ่งลง” กระทบภาพรวมหลายๆช่องทีวีดิจิทัล ทำให้การปรับตัวเพื่ออยู่รอดสำคัญ ด้าน “อสมท” คือพยายามนำสินทรัพย์อย่างที่ดินแปลงต่างๆ มาหารายได้ โดยเฉพาะ “ที่ดิน 50 ไร่" ห้วยขวาง หรือย่านรัชดา-พระราม 9 อยู่ใจกลางย่านธุรกิจใหม่(New CBD) ซึ่งปัดฝุ่นหลายระลอกไม่ต่ำกว่า 4-6 ปี
“อสมท” จะดำรงอยู่ในฐานะ “สื่อของรัฐ” หรือ “ควบรวม” กับสื่อสาธารณะ “ไทยพีบีเอส” หรือมีทางเลือกอื่นเพื่อผ่าทางตัน-อยู่รอดในอนาคต
ผู้ถือหุ้นส่งสัญญาณออกตลาดหุ้น ฟื้นฟู-ยุบกิจการ
แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมสื่อ เปิดเผยว่า หากต้องการผ่าทางตันวิกฤติของ อสมท ก้าวแรกคือผู้ถือหุ้นใหญ่จะต้องส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าธุรกิจไม่สามารถไปต่อได้ และถอนบริษัทออกจากตลาดหุ้น เนื่องจากอยู่ต่อไปมีแต่จะส่งผลต่อมูลค่าหุ้นที่ลดลง ซึ่งกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ 65.80% จากนั้นพิจารณาแนวทางการเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ และนำที่ดินบางส่วนตัดขายเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับที่ดิน รวมถึงสร้างรายได้ เพิ่มสภาพคล่องให้กับองค์กร
เมื่อมีความชัดเจน จะต้องทบทวนการทำงานของพนักงาน ทั้งมุ่งสู่ออนไลน์ การทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายกรมประชาสัมพันธ์ สำนักข่าวต่างประเทศ ฯ
นอกจากนี้ หากต้องการคงไว้ในฐานะบทบาทสื่อรัฐ อาจลดโทนธุรกิจลงมา มีการแยกบริษัทลูกเพื่อดำเนินกิจการต่างๆ เช่น สำนักข่าวไทย หรือหน่วยงานสนับสนุนอื่นๆ หากทำธุรกิจแล้วไม่ประสบความสำเร็จหรือเจ๊ง อาจปิดกิจการ และอีกทางเลือกคือการพิจารณา “ยุบ” อสมท
“ตอนนี้ผู้ถือหุ้นใหญ่ต้องส่งสัญญาณให้คณะกรรมการบริษัทหรือบอร์ดทราบแนวทางที่ชัดเจน เพราะผู้ถือหุ้นใหญ่กว่าบอร์ด ซึ่งก้าวแรกจะออกจากตลาดหุ้นไหม เพราะอยู่ไปมูลค่าหุ้นของกระทรวงการคลังจะลดลง ส่วนการจะนำ อสมท เข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ หรือยุบกิจการ น้ำหนักควรเป็นทางใด ย่อมขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลัง โดยมุมมองต่อการเข้าแผนฟื้นฟูกิจการเหมือนการบินไทย อสมท มีหนี้ไม่มากนัก แต่โอกาสทำเงินสร้างรายได้เพื่อนำไปใช้หนี้ไม่ค่อยมี”
แหล่งข่าว กล่าวว่า อสมท มีหนี้สินค่อนข้างมาก ที่ไม่ได้มาจากการกู้ยืนสถาบันการเงิน หรือธนาคารต่างๆ แต่ยังเกิดจากคดีฟ้องร้องต่างๆด้วย
ควบรวม “ไทยพีบีเอส” คาดกินเวลา 2 ปี
ส่วนประเด็นการนำ “อสมท” ไปควบรวมกับ “ไทยพีบีเอส” มีความเป็นไปได้ และสูตรคล้ายกับเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมทีวี เมื่อเกิดการเปลี่ยนผ่าน “ไอทีวี” สู่ไทยพีบีเอส ในปี 2551 แต่ครั้งนี้จะต้องดูบริบทต่างๆให้ครบถ้วน มีการจัดทำเมทริกซ์ ดังนี้ 1.พิจารณาภารกิจของสื่อแต่ละสถานี อย่างกรมประชาสัมพันธ์ ไทยพีบีเอส และ อสมท ว่าเป็นอย่างไรมีความซ้ำซ้อนกันหรือไม่ เช่น สื่อสาธารณะ สื่อรัฐ หรือสื่อที่มีความเป็นเอกเทศ
2.ภารกิจของบุคลากร หรือพนักงาน มีทักษะ ความรู้แตกต่างกันอย่างไรภายใต้อัตรากำลังพลที่มี 3.พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) หรือกฎหมายที่รองรับการควบรวม 4.หากมีทรัพย์สิน จะจัดการอย่างไร รวมถึงหนี้สินในตลาดฯ และส่วนของผู้ถือหุ้น จะต้องมีการประเมินหรือตีมูลค่า ซึ่งจะต้องว่าจ้างที่ปรึกษาใช้เงินจำนวนมาก ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย และ 5.หากควบรวมจะเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างไร ทั้งพนักงาน จะต้องกู้เงินมาดำเนินการหรือไม่
“ถ้าควบรวมอย่างแรกต้องเคลียร์ทรัพย์สิน เช่น ที่ดินแปลงใหญ่ หนี้สินในตลาดฯ และส่วนของผู้ถือหุ้น การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งหากดำเนินการทางเลือกนี้ คาดว่าต้องใช้เวลานานราว 2 ปี และเป็นช่วงที่ อสมท จะสิ้นสุดใบอนุญาตประกอบการทีวีดิจิทัลด้วย ถึงวันนั้นบริบทของอุตสาหกรรมสื่อย่อมเปลี่ยนแปลงอีกมากด้วย”
อย่างไรก็ตาม หากมองมิติการดำรงอยู่ หรือยุติบทบาทสื่อใดสื่อหนึ่ง จะต้องพิจารณาภารกิจเป็นตัวตั้ง การดำเนินกิจการคุ้มค่าเงินหรือไม่ แต่หากต้องยุบ จะต้องเยียวยา และทรัพย์สินที่มีอยู่จะตกเป็นของใคร
“เนื่องจาก อสมท อยู่ในตลาดหุ้น สินทรัพย์ย่อมเป็นของผู้ถือหุ้นกลับไปที่กระทรวงการคลัง ซึ่งมีที่ดินราชพัสดุ ภายใต้กรมธนารักษ์จำนวนมากอยู่แล้ว รวมถึงผู้ถือหุ้นรายย่อยจะคิดอย่างไร จะต้องใช้เวลา ส่วนทรัพย์สินที่เป็นคลื่นความถี่ ต้องคืนสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ที่เหลือจะเป็นแค่เสาส่งสัญญาณ อาคาร ฯ นำไปตีมูลค่า สามารถใช้ประโยชน์ได้หรือไม่”
8 ปี ปัดฝุ่นเช่าที่ดิน 50 ไร่ เหตุติดล็อกภายใน
ระยะเวลา 9 ปีที่ อสมท เผชิญขาดทุนมาโดยตลอด ที่ผ่านมาพยายามนำสินทรัพย์ที่ดินหลายแปลงมาต่อยอดหารายได้ แต่กลับไม่สำเร็จตามแผน เนื่องจากติดล็อกปัญหาภายในบางประการ ทำให้เดินต่อได้ค่อนข้างยากลำบาก
เมื่อเร็วๆ นี้ อสมท ได้ประกาศโค้งสุดท้ายในการประกาศขายซองประมูลสิทธิการเช่าที่ดิน 50 ไร่ ทำเลห้วยขวาง ซึ่งสิ้นสุดวันที่ 26 สิงหาคม 2569 โดยมีผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายรายให้ความสนใจซื้อซอง แต่ไม่แจกแจงจำนวน แหล่งข่าว กล่าวว่า การดำเนินการเรื่องนี้ควรเปิดเผยให้สาธารณชนทราบอย่างเป็นทางการ ไม่ควรปิดเงียบ
“อดีตราว 8 ปีก่อน อสมท ได้นำที่ดิน 50 ไร่มาพัฒนาภายใต้แผนการร่วมมือในรูปแบบรัฐ-เอกชน หรือ PPP แต่กลับติดล็อกปัญหาภายใน ทั้งที่เวลานั้นมีทุนใหญ่ชั้นนำของประเทศของบรรดาเจ้าสัวต่างๆ รวมถึงทุนเกาหลี จีนให้ความสนใจมาซื้อซองประมูลสิทธิการเช่า จนถึงปัจจุบันที่ดินดังกล่าวถูกนำมาปัดฝุ่นแล้วปัดฝุ่นอีก ส่วนผู้มาซื้อซองฯ ก็ยังต้องจับตาว่าเป็นบริษัทอสังหาฯ ระดับชาติหรือรายเล็ก จึงควรเปิดเผยให้ทราบ”
สางวิกฤติ “อสมท” ต้องแก้ทั้งองคาพยพ
มิติการแก้วิกฤติที่เกิดกับ อสมท สิ่งสำคัญต้องดำเนินการจากภายในองค์กร ต้องจัดการทั้งองคาพยพค่อนข้างมาก หากย้อนการแปรสภาพ อสมท เป็นมหาชน เคยใช้เวลาถึง 3 ปี แต่ขณะนั้น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บอร์ดบริษัท ฯ ล้วนเห็นพ้องกัน ทำให้ทุกอย่างเดินหน้าได้
ท่ามกลางปัญหาที่เกิดขึ้น อสมท ยังขาดแม่ทัพใหญ่อย่างเป็นทางการราว 5 ปี มีเพียงการแต่งตั้งรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่เท่านั้น ซึ่งส่งผลต่อการขับเคลื่อนธุรกิจ หากนับตั้งแต่ปี 2520 ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ และกรรมการผู้อำนวยการใหญ่จนครบวาระมีเพียง 2 คน ได้แก่ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ และเขมทัตต์ พลเดช ขณะที่ ศิวะพร ชมสุวรรณ มีวาระ 2 ปีตามเงื่อนไขสัญญา
“ตอนแปรสภาพ อสมท เป็นมหาชน ทุกฝ่ายเสียงเดียวกันหมด แต่ตอนนี้ต้องถามว่าเสียงเดียวกันหรือไม่ อย่างไรก็ตาม หาก อสมท ต้องการฝ่าวิกฤติเพื่ออยู่รอด สิ่งสำคัญคือการมีผู้นำที่เข้าใจธุรกิจสื่อ เข้าใจการทำงานขององค์กร และพนักงานจะต้องเข้าใจบริบทต่างๆ การทำงานที่ต้องปรับตัว ทำให้เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง มักจะเกิดข้อขัดแย้ง และเข้าหาสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งที่เป็นผู้รับทราบ เพราะอำนาจ การสั่งการอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจหรือสคร.”





