ผลสำรวจความเชื่อมั่น (Retail Sentiment Index) ของผู้ประกอบการค้าปลีก-ค้าส่ง (ความร่วมมือระหว่าง สมาคมผู้ค้าปลีกไทย และธนาคารแห่งประเทศไทย) ในภาพรวมพบว่า ดัชนี RSI เดือน ส.ค.2569 เพิ่มขึ้น 5.3 จุด เมื่อเทียบกับเดือน ก.ค.
KEY POINTS
- ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก (RSI) เดือนสิงหาคมปรับตัวสูงขึ้น 5.3 จุด ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากมาตรการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ที่ดำเนินมาเป็นเดือนที่ 3
- มาตรการดังกล่าวช่วยกระตุ้นกำลังซื้อระดับฐานราก ทำให้ผู้บริโภคออกมาจับจ่ายใช้สอยบ่อยขึ้น ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบและฟื้นฟูธุรกิจค้าปลีก
- แม้ความเชื่อมั่นในปัจจุบันจะดีขึ้น แต่ผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อกำลังซื้อในอีก 3 เดือนข้างหน้า หลังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสิ้นสุดลงในเดือนกันยายน
โดยปรับเพิ่มขึ้นทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่ SSSG (MoM) เพิ่มขึ้น 8.5 จุด ยอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จ (Shopping Per Basket) เพิ่มขึ้น 3.0 จุด และความถี่ในการใช้บริการ (Frequency of Shopping) เพิ่มขึ้น 4.6 จุด
การที่ตัวเลข SSSG (Same-Store Sales Growth) ขยับจาก 46.2 เป็น 54.7 เพิ่มขึ้น 8.5 จุดนั้น ไม่ได้เป็นผลจากวัฏจักรธุรกิจตามปกติโดยลำพัง แต่น่าจะมาจาก “การอัดฉีดนโยบายผ่านเข้าเดือนที่ 3” ร่วมกัน ทั้งนี้ ตัวเลข ความถี่ในการซื้อ (Frequency of Shopping) เพิ่มขึ้นค่อนข้างเด่น (จาก 47.7 เป็น 52.3 จุด) สะท้อนพฤติกรรมที่น่าสนใจ ซึ่งหากเป็นปกติ Seasonality อาจจะช่วยเรื่องยอดขายรวม แต่การที่ลูกค้า “เดินมาซื้อถี่ขึ้น” ในเดือนที่ 3 ของการอัดฉีดเม็ดเงิน น่าจะเป็นผลการอัดฉีดนโยบาย ไทยช่วยไทย พลัส ผ่านเข้าเดือนที่ 3 เม็ดเงินในมือผู้บริโภคฐานรากเริ่มหมุนเวียนกลับมาเติมสภาพคล่องผู้ค้าปลีกค้าส่งวัฏจักรสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างเต็มสูบ
อย่างไรก็ตาม สำหรับ ดัชนี RSI ใน 3 เดือนข้างหน้าลดลงเล็กน้อยจาก 55.3 จุด มาอยู่ที่ 52.3 จุด ลดลง 3.0 สะท้อนถึงผู้ประกอบการมีความกังวล เมื่อหมดเม็ดเงินอัดฉีดสิ้นสุด ก.ย. นี้แล้ว กำลังซื้อจะยังคงเติบโตต่อได้เองตามธรรมชาติได้หรือไม่ !!!!!
กำลังซื้อกระเตื้องหลังอัดฉีดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ในภาพรวมพบว่า ดัชนี RSI เดือน ส.ค.2569 “เพิ่มขึ้น” จากเดือน ก.ค. 5.3 จุด โดยปรับเพิ่มขึ้นทุกองค์ประกอบ
SSSG (MoM) ปรับจาก 46.2 จุด ไปที่ 54.7 จุด เพิ่มขึ้น 8.5 จุด
Spending Per Bill ปรับจาก 47.0 จุด ไปที่ 50.0 จุด เพิ่มขึ้น 3.0 จุด
Frequency of Shopping ปรับจาก 47.7 จุด ไปที่ 52.3 จุด เพิ่มขึ้น 4.6 จุด
สะท้อนถึง กำลังซื้อมีลักษณะกระเตื้องขึ้นหลังจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เข้าเดือนที่ 3 ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นโดยรวม ในเดือน ส.ค.2569 ปรับตัวสูงขึ้นกว่าเดือน ก.ค.อย่างเห็นได้ชัด
ขณะที่ ฐานข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่าช่วง 4 สัปดาห์ของเดือน ก.ค. (นับถึงวันที่ 1 ส.ค.2569) มีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมเพิ่มขึ้นประมาณ 2.3 ล้านคน และเมื่อดูช่วง 4 สัปดาห์ของเดือน ส.ค. (นับถึงวันที่ 29 ส.ค.2569) ตัวเลขก็เพิ่มขึ้นในระดับที่ใกล้เคียงกันมากที่ราวๆ 2.29 ล้านคน
ซึ่งยืนยันได้ระดับหนึ่งว่า การเพิ่มขึ้นของดัชนีในเดือน ส.ค. เป็นผลการอัดฉีดนโยบาย ไทยช่วยไทย พลัส ผ่านเข้าเดือนที่ 3 เม็ดเงินในมือผู้บริโภคฐานรากเริ่มที่หมุนเวียนกลับมาเติมสภาพคล่องผู้ค้าปลีกค้าส่งวัฏจักรสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างเต็มสูบ
อย่างไรก็ตาม มุมมองอนาคตมีความระมัดระวังขึ้น แม้ความเชื่อมั่นปัจจุบันจะปรับตัวดีขึ้น แต่ความเชื่อมั่นล่วงหน้า 3 เดือนข้างหน้ากลับปรับตัวลดลงจาก 55.3 เหลือ 52.3 จุด ซึ่งแสดงถึงมุมมองที่ระมัดระวังมากขึ้นในอนาคตอันใกล้ นับตั้งแต่ ความกังวลหลังจากนโยบาย ไทยช่วยไทย พลัส ที่จะสิ้นสุดเดือน ก.ย. ความไม่แน่นอนสถานการณ์พลังงานโลก รวมถึง ประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง
เหตุผล ทำไม ยอดขายเดือน ส.ค. ดีกว่าเดือน ก.ค.
1.ข้อมูลในอดีต 4-5 ปีหลัง ยืนยันตรงกันว่า เดือน ส.ค. มักเป็นช่วงที่กำลังซื้อและการค้าปลีกฟื้นตัวขึ้นจากเดือน ก.ค. ตามวัฏจักรธรรมชาติ (Seasonality) อยู่แล้ว
2.แม้ว่าตามฤดูกาลเดือน ส.ค. จะดีขึ้นเป็นปกติอยู่แล้ว แต่หากพิจารณาตัวเลขของปี 2569 ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (เช่น นโยบายอัดฉีดเงินเข้าระบบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3) จะพบว่า ความถี่ในการเข้าร้านเดือน ส.ค.ของทุกปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยฤดูกาลปกติอย่างเด่นชัด สะท้อนว่าเม็ดเงินจากมาตรการกระตุ้นที่หมุนมาถึงเดือนที่ 3 มีส่วนช่วย “ดึงให้ผู้บริโภคกลับมาจับจ่ายถี่ขึ้น” เสริมแรงกับช่วง Seasonality
3.แม้ความถี่ในการซื้อจะเพิ่มขึ้น แต่ค่า Spending Per Bill ขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย (50.0 จุด) สะท้อนว่าผู้บริโภคยังระมัดระวังการควักกระเป๋าต่อบิล ซื้อเฉพาะสินค้าจำเป็นจริงๆ ไม่กล้าซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยหรือสินค้ามูลค่าสูง
4.การกระตุ้นเศรษฐกิจรอบนี้ช่วยพยุง “กำลังซื้อฐานรากและร้านค้าชุมชน” ให้ฟื้นตัวได้ในระยะสั้น (เดือนที่ 3 ของนโยบาย ไทยช่วยไทย พลัส) แต่ภาพอนาคตอีก 3 เดือนข้างหน้าย่อลงเล็กน้อย แสดงให้เห็นว่าภาคธุรกิจยังไม่มั่นใจว่าเมื่อหมดเม็ดเงินอัดฉีดแล้ว กำลังซื้อจะยังคงเติบโตต่อได้เองตามธรรมชาติหรือไม่
สแกน“ไทยช่วยไทยพลัส” เดือน ส.ค. (เข้าสู่เดือนที่ 3)
1.ช่วงเวลาดำเนินมาตรการ: เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่ดำเนินงานในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ย.2569 โดยเดือน ส.ค.ถือเป็นการขับเคลื่อนเข้าสู่ “เดือนที่ 3” ซึ่งเม็ดเงินอัดฉีดจากภาครัฐเริ่มหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างเต็มที่
2.โครงการนี้ใช้รูปแบบรัฐร่วมจ่าย (60/40) โดยมียอดใช้จ่ายสะสมรวมในระบบสูงกว่า 43,000 ล้านบาท ประชาชนมีความคุ้นเคยและปรับตัวกับการใช้สิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชันได้สม่ำเสมอขึ้น
3.จากข้อมูลภาพรวมการใช้จ่ายของมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ในช่วงเดือนสุดท้าย (ก.ย.2569) พบว่ายอดสะสมการใช้จ่ายทั่วประเทศทะลุ 138,000 ล้านบาท และสามารถกระจายรายได้ไปสู่ร้านค้าและผู้ประกอบการในระบบกว่า 1.19 ล้านราย
4.กลุ่มที่ได้ประโยชน์สูงสุด (Winner) คือ ร้านค้าปลีกขนาดเล็ก ร้านค้าส่ง-ค้าปลีกท้องถิ่น (LMT) และโชห่วยในชุมชน เนื่องจากโครงสร้างการใช้สิทธิส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่ร้านค้ารายย่อยเหล่านี้ตามวัตถุประสงค์ของโครงการที่มุ่งกระจายรายได้สู่ฐานราก
5.กลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ (Challenger) คือ ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ (Modern Trade) และร้านค้าเชนในศูนย์การค้า กลับมียอดขายหน้าร้าน (In-store traffic) บางส่วนชะลอตัวลง เนื่องจากกำลังซื้อส่วนหนึ่งถูกดึงไปใช้ที่ร้านค้ารายย่อยในชุมชนที่เข้าร่วมโครงการแทน
กล่าวโดยสรุป ย่างเข้าเดือนที่ 3 “โครงการไทยช่วยไทย พลัส” ประสบความสำเร็จในการกระจายรายได้สู่ “ร้านค้ารายย่อยฐานราก” เม็ดเงินดังกล่าวได้ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ขับเคลื่อน ecosystem การบริโภคอย่างเต็มสูบ คงต้องจับตาดูเดือน ก.ย. หากดัชนี RSI ไม่ลดลงหรือทรงตัว (โดยวัฏจักรธุรกิจเดือน ก.ย. เป็นเดือนที่ดัชนี RSI ต่ำสุดของทุกปี) นั่นเป็นการตอกย้ำว่า “โครงการไทยช่วยไทย พลัส” ที่มาพยุงเศรษฐกิจช่วงขาลงประสบความสำเร็จได้อย่างที่ภาครัฐต้องการ





