อยากมีชีวิตมั่นคง ขอพับอาชีพฟรีแลนซ์-ทำชาใส่ขวดขาย คุยกับ “เอก-ธิติ” เจ้าของและผู้ก่อตั้ง “พยัคฆ์” เริ่มจากขายน้ำส้มแต่ไม่ประสบความสำเร็จ หันทำชาเพราะชอบกินเอง ขายราคาไม่แพงจนโตวันโตคืน ปีล่าสุดรายได้ทะลุ “188 ล้าน” ผลิตส่ง 7-Eleven โมเดิร์นเทรดวันละ “100,000 ขวด” ตั้งเป้าปีนี้โตกว่าเดิม
KEY POINTS
- “พยัคฆ์” ชากาแฟบรรจุขวดที่มีจุดเริ่มต้นจากการขายน้ำส้มมาก่อน “เอก-ธิติ” เจ้าของและผู้ก่อตั้งพยัคฆ์ยึดอาชีพฟรีแลนซ์ด้าน IT มาทั้งชีวิต กระทั่งอายุ 30 คิดอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง จึงลงทุน 500,000 บาท เพื่อผลิตน้ำส้มคั้นขาย
- ทำน้ำส้มคั้นมา 4-5 ปีก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ จนมาเจอจุดเปลี่ยนเมื่อทีม CPALL แนะนำให้ทำโปรดักต์ใหม่เข้า 7-Eleven “เอก” จึงคิดทำชาซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวเองชอบกิน
- ปีที่ผ่านมา “พยัคฆ์” ภายใต้การบริหารของ บริษัท เก้าหมิง กรุ๊ป จำกัด มีรายได้ 188 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้าเกือบ 54% พร้อมกับกำลังการผลิตกว่า 100,000 ขวดต่อวัน “เอก” บอกว่า ความต้องการแน่นมากจนต้องเลิกรับจ้างผลิต OEM เพื่อมาโฟกัสกับ “พยัคฆ์” เพียงแบรนด์เดียว
ย้อนกลับไป 8 ปีที่แล้ว การกินชากาแฟโดยไม่ใส่น้ำแข็งอาจจะดูเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทย แต่ “เอก-ธิติ พัววรานุเคราะห์” ที่ยึดอาชีพด้าน IT มาทั้งชีวิต อยากลองเสี่ยงทำชานม-ชาไทย-ชาเขียวบรรจุขวดขายดูสักตั้ง หลังจากเคยเริ่มต้นเส้นทางผู้ประกอบการด้วยการทำน้ำส้มคั้นขายแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จตามที่หวังไว้
ผ่านไป 8 ปี ชาบรรจุขวดถูกวางขายทั่วประเทศในชื่อ “พยัคฆ์” พร้อมกับผลประกอบการปีที่ผ่านมา บริษัท เก้าหมิง กรุ๊ป จำกัด ทำรายได้ไป “188 ล้านบาท” เติบโตจากปีก่อนหน้าเกือบ 54% ที่มีรายได้อยู่ 122 ล้านบาท ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ “เอก” เริ่มต้นลองผิดลองถูกด้วยตัวเองเพียงคนเดียว ไม่มีหุ้นส่วนธุรกิจนับตั้งแต่วันแรก มีเพียงภรรยาที่เข้ามาช่วยดูแลงานฝั่งบัญชี พร้อมกับเป้าหมายในปีนี้ที่อยากดันรายได้โตกว่าเดิม ที่สำคัญ ต้องผลิตให้ทันกับออเดอร์ที่เข้ามาทุกวันด้วย
อยากมีธุรกิจของตัวเอง เริ่มจากทำน้ำส้มคั้น ลงทุนไป 500,000 บาทแต่ก็ไม่สำเร็จ
ก่อนจะมาทำธุรกิจ “เอก” ยึดอาชีพฟรีแลนซ์มาโดยตลอด รับหน้าที่ดูแลงาน IT ที่เกี่ยวข้องกับการวางระบบบัญชี จนกระทั่งอายุ 30 ปีก็เริ่มคิดอยากมีธุรกิจของตัวเอง เพราะถ้าเป็นฟรีแลนซ์แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ น่าจะไม่มั่นคงเท่าไหร่ ตอนนั้น “เอก” ปรึกษากับเพื่อนสนิทว่า ควรทำอะไรดี ก็มาเจอว่า บ้านเพื่อนคนนี้รับทำ OEM เครื่องดื่ม เอกชอบกินน้ำส้มคั้นเป็นทุนเดิมเลยตั้งโจทย์ทำน้ำส้มคั้นขาย เป็นจุดเริ่มต้นแรกที่ทำให้หันหน้าสู่เส้นทางผู้ประกอบการเมื่อ 10 ปีที่แล้ว
แม้จะอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ “เอก” ใจป้ำควักเงินก้อนใหญ่กว่า 500,000 บาท ลงทุนทำห้องปลอดเชื้อโดยใช้พื้นที่กั้นห้องในบริเวณบ้านตัวเอง ซื้อเครื่องจักรคั้นน้ำส้มมูลค่ากว่า 100,000 บาท พร้อมจ้างทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อดูว่า น้ำส้มคั้นที่อร่อยต้องใช้อุณหภูมิและเวลาเท่าไหร่ ประกอบกับตอนนั้นเทรนด์สุขภาพเติบโตมากขึ้น “เอก” ได้ดีลกับสวนส้มคุณภาพดีจากเชียงใหม่ จึงได้น้ำส้มคุณภาพดี ขายในราคาขวดละ 50 กว่าบาท
มาถึงตรงนี้ดูเหมือนน้ำส้มของเอกจะติ๊กถูกหลายข้อทั้งเรื่องคุณภาพและรสชาติ แต่กลายเป็นว่า ธุรกิจน้ำส้มเรื่อยๆ มาเรียงๆ ไม่ได้ประสบความสำเร็จตามที่คิด ขายมาได้ 4-5 ปีก็ยังไม่มีวี่แววเติบโต กระจายช่องทางการขายตามออฟฟิศ เข้าวิลล่ามาร์เก็ต ฟู้ดแลนด์ ส่งเข้าโมเดิร์นเทรดหลายๆ แห่งก็แล้ว กระทั่งเจอจุดเปลี่ยนระลอกใหญ่ เมื่อ “เอก” ตัดสินใจพาน้ำส้มคั้นไปออกบูธที่งาน Thaifex
การไป Thaifex ครั้งนั้น ทำให้ได้พบกับทีม CPALL (ซีพีออล) ทางบริษัทชักชวนให้เอกลองนำน้ำส้มมาวางขายในร้าน จากเคยทำเล็กๆ จึงลงทุนขยายโรงงานเพื่อส่งให้ “เซเว่น อีเลฟเว่น” (7-Eleven) ปรากฏว่า ยอดขายก็ยังทรงๆ ทาง CPALL จึงแนะนำให้ลองพัฒนาโปรดักต์อื่นมาวางขายด้วยกันใหม่ นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของ “พยัคฆ์” ในเวลาต่อมา
โควิด-19 ทำพฤติกรรมคนเปลี่ยน กินชาไม่ใส่น้ำแข็งก็ทำได้ ส่ง “พยัคฆ์” โตแรง
หลังได้รับคำแนะนำ “เอก” กลับมาพัฒนาโปรดักต์ใหม่ คิดถึงความชอบของตัวเองอีกครั้ง ถ้าไม่ใช่น้ำส้มก็น่าจะเป็นเครื่องดื่มประเภทชา ทั้งชานม ชาไทย และชาเขียว ใช้เวลาอยู่พักหนึ่งก็คลอดแบรนด์ใหม่ในชื่อ “Chamu” จนได้รับโอกาสให้มาออกบูธที่อีเวนต์ของ CPALL
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อผู้บริหารมีโอกาสแวะมาชิม “เอก” จึงถามกลับไปว่า รสชาติแบบนี้ในราคาขวดละ 20 บาท พอจะวางขายใน “เซเว่น อีเลฟเว่น” ได้หรือไม่ ผู้บริหารตอบตกลงพร้อมนัดหมายวันให้นำโปรดักต์เข้ามาเสนอที่บริษัท จาก Chamu ก็พัฒนาสูตร วางแบรนดิ้งใหม่ ออกมาเป็น “พยัคฆ์”
ที่ใช้ชื่อนี้เอกบอกว่า ต้องการสื่อสารถึงความเป็นไทย เข้าถึงง่าย ไม่หรูหราลักชัวรีจนเกินไป บวกกับความรู้สึกที่มองว่า ชาต้องขายรสเข้มข้น ชื่อ “พยัคฆ์” ฟังดูมีมนต์ขลัง ไม่โมเดิร์นมาก ชาวบ้านเข้าถึงได้ เจาะกลุ่มแมสตามที่ต้องการ พร้อมกับราคาขวดละ 20 บาท จึงทำให้ซื้อง่ายขายคล่อง
“ตอนโควิด-19 อยากหาโปรดักต์อื่นที่ไม่ใช่ผลไม้แล้ว ตอนนั้นก็คิดว่า คนไม่ตอบรับหรอก การกินชาไทยไม่มีน้ำแข็งเมื่อ 8 ปีที่แล้วเป็นเรื่องแปลก ไม่ใ่ส่แก้ว กินขวดเปล่าๆ มันไม่ได้ แต่พอโควิด-19 พฤติกรรมคนเปลี่ยน บางคนซื้อสินค้าเรากลับบ้านแล้วหาน้ำแข็งแยก หรือบางคนก็ไม่กินน้ำแข็งแช่เย็นกินได้เลย สินค้าของเราราคาเข้าถึงง่าย คุณภาพคุ้มค่า และเราเป็นคนชอบกินชาอยู่แล้ว เลยรู้ว่า รสไหนอร่อย อะไรหวานไปก็พยายามปรับสูตรให้เป็นหวานน้อย”
การเข้าไปวางขายใน “เซเว่น อีเลฟเว่น” ถือเป็นก้าวที่ใหญ่ที่สุด และเป็นจุดเปลี่ยนของ “พยัคฆ์” นับแต่นั้นเป็นต้นมา จากโรงงานเล็กๆ ผลิตแค่กะเดียว ต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานเปิดเครื่องจักรตลอด 24 ชั่วโมง ต้องย้ายโรงงานใหม่ ยอดขายกระโดดไปสิบเท่าตัว กลายเป็นผลิตไม่ทันกับความต้องการ
จากโรงงานเล็กๆ บนพื้นที่ 200 ตารางวา ย้ายมาอยู่บนพื้นที่ 2 ไร่ จากที่เคยผลิตได้ 3,000-4,000 ขวดต่อวัน กลายเป็นกำลังการผลิตหลักหมื่นขวดต่อวัน จนทุกวันนี้ “เอก” บอกว่า กำลังการผลิตต่อวันสูงถึง “100,000 ขวด” ต้องหยุดรับผลิต OEM ให้เจ้าอื่นๆ เฉพาะแบรนด์พยัคฆ์ก็แทบจะไม่ทันแล้ว แม้จะย้ายมาทำโรงงานใหม่ที่มีพื้นที่ใหญ่กว่าเดิมเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาก็ตาม
“การผลิตเราแตะหลักแสนขวดเมื่อช่วงเดือนธันวาคมปีที่แล้วเพราะมีเพิ่มไลน์โปรดักต์ใหม่เข้ามาด้วย เรามีชาไทย โกโก้ ชาเขียว กาแฟดำ กาแฟนม ชาไทยไร้สี แต่ถ้านำพอร์ตโมเดิร์นเทรดมาคิดรวมด้วยตอนนี้มีเกิน 10 ตัวแล้ว เฉพาะขายที่ เซเว่น อีเลฟเว่น มีราว 8 อย่าง สัดส่วนยอดขายเรามาจากเซเว่น 70% นอกนั้นเป็นโมเดิร์นเทรด ผมไม่ขายทั่วไป ไม่มีออนไลน์”
สำหรับกลุ่มลูกค้าของ “พยัคฆ์” เอกบอกว่า ส่วนใหญ่เป็นพนักงานที่ต้องทำแบบเข้ากะ เวลาทำงานไม่เอื้อให้เดินออกมาซื้อชากาแฟเป็นแก้ว หรือบางครั้งก็ไม่สามารถสั่งผ่านเดลิเวอรี่ให้ส่งตามจุดโลเคชันนั้นๆ ได้ การเดินไปซื้อชากาแฟแบบขวดที่ร้านสะดวกซื้อจึงตอบโจทย์คนกลุ่มนี้มาก ดึกๆ ร้านน้ำชงก็ปิดกันหมดแล้ว ถ้าอยากกินชากาแฟตอนดึกก็ต้องมาจบที่ “พยัคฆ์”
ตั้งเป้าโตทุกปี ผลิตให้ทัน คุณภาพยังได้ มองบทเรียนเป็น SMEs ต้องอดทน
ปีที่ผ่านมาผลประกอบการ บริษัท เก้าหมิง กรุ๊ป จำกัด เจ้าของ “พยัคฆ์” ยังเติบโตต่อเนื่อง มีรายได้ 188 ล้านบาท กำไรสุทธิ 781,404 บาท ส่วนปีก่อนหน้ามีรายได้ 122 ล้านบาท กำไรสุทธิ 384,166 บาท “เอก” บอกว่า ไม่ได้มีเป้าในใจแบบชัดๆ ขอแค่โตกว่าเดิมทุกปีก็พอ มีกำไรพออยู่ได้ เลี้ยงพนักงานได้ ถ้าทำของดีธุรกิจก็จะเติบโตเอง ตอนนี้สิ่งที่โฟกัสมากกว่า คือกำลังการผลิตที่ต้องทำให้ทันกับความต้องการ รวมถึงคุณภาพที่ต้องคงไว้ให้ได้ตามมาตรฐานเดิม
“เราไม่ได้ต้องการความมั่งคั่งต้องการความมั่นคง ทำให้สินค้าอยู่ในตลาดไปได้นานแสนนานเท่าที่จะดูแลพนักงานไปได้จนเขาเกษียณ พยายามออกสินค้าใหม่ๆ และคงคุณภาพสินค้าเก่าให้ดี แผนออกโปรดักต์ใหม่ก็มี ส่วนการทำสินค้าพรีเมียมแมสก็มีในราคา 25 บาท และก็น่าจะเป็นโปรดักต์ใหม่ตัวสุดท้ายของปีนี้แล้ว”
“เอก” บอกว่า ทุกวันนี้กำลังการผลิตแน่นมาก ยังมีแผนซื้อเครื่องจักรเพิ่ม ลงมาเท่าไหร่ก็เต็ม คนงานเองก็ผลิตไม่ทัน ตอนนี้เน้นที่เครื่องจักรมากกว่าคน มีคนทำงานเข้าสองกะรวมกันประมาณ 40 คน ส่ง เซเว่น อีเลฟเว่น ทั้งประเทศ รวมถึงโมเดิร์นเทรดอย่างโลตัส บิ๊กซี ซีเจ แม็กซ์แวลู ด้วย
ในฐานะ SMEs ที่กำลังเติบโต-ก้าวขึ้นสู่แบรนด์ร้อยล้านหมาดๆ “เอก” ให้คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการมือใหม่ถึงบทเรียนที่ผ่านมา ระบุว่า ช่วงเริ่มต้นให้ค่อยๆ “แหย่ขา” ลงไป อย่าเพิ่งลงทุนเยอะ เริ่มจากโปรดักต์หนึ่งอย่างเล็กๆ แล้วค่อยๆ พัฒนาจากจุดนั้น ถ้าไปต่อได้ค่อยมองหาช่องทางการขายที่จะช่วยติดสปริงบอร์ดอย่างโมเดิร์นเทรดหรือร้านสะดวกซื้อ ดูช้าๆ พิจารณาดีๆ ว่า ตลาดเป็นอย่างไร ใจเย็นๆ เพราะเป็น SMEs ต้องอดทน





