วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘TACC’ คนทำตู้กดน้ำใน 7-Eleven และ All Café เข้าซื้อ ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ ถือหุ้นสัดส่วน 30%

ศึกชาส้มยังไม่จบ! “TACC” เจ้าของตู้กดน้ำใน 7-Eleven และบริษัททำ OEM ให้ All Café เข้าซื้อหุ้น “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” สัดส่วน 30% มูลค่า 45 ล้านบาท เล็งขยายกิจการทั้งหน้าร้าน-โปรดักต์ผงช อนาคตมีแผนทำชารูปแบบอื่นๆ อีก 5 ปี พร้อมกางปีกพา “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” ไปต่างประเทศ

จากธุรกิจคาเฟ่เล็กๆ บนถนนบรรทัดทอง เริ่มทำเพราะเจอพิษโควิด-19 ส่งผลให้ธุรกิจเสื้อผ้าของที่บ้านหยุดชะงัก แต่แล้ววันหนึ่ง “วิว-พันธ์ทิพย์ ดีเจริญ” ก็คิดหยิบเมนูชาเย็นในร้านมาปั้นจริงจัง เพราะคาเฟ่แข่งขันดุเดือดจนหาจุดต่างยาก ทว่า ชาเย็นกลับมี “Repeat Purchase Rate” หรืออัตราการกลับมาซื้อซ้ำบ่อยที่สุด สุดท้าย “วิว” ตัดสินใจเปิดร้านชาเย็นที่มีชื่อจำง่ายในครั้งเดียวอย่าง “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน”

ปัจจุบัน “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด ก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 พร้อมกับแชปเตอร์ใหม่ที่ “วิว” บอกว่า นี่เป็นก้าวใหญ่ครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง หลังจากปั้นธุรกิจครบ 27 สาขา พร้อมแตกแบรนด์ในเครือ “ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน” เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ตอนนี้ถึงเวลาที่ “เบทเทอร์บีมฟู้ด” จะขยับอีกครั้งด้วยการมีพาร์ทเนอร์ธุรกิจ โดย “TACC” หรือ บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด เข้าซื้อหุ้น 30% มูลค่า 45 ล้านบาท ซึ่ง “TACC” ก็ไม่ใช่ใครอื่น เพราะนี่คือ “ตัวจริง” ในธุรกิจเครื่องดื่ม อยู่เบื้องหลังเครื่องกดชากาแฟในร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven (เซเว่น อีเลฟเว่น) ทั้งหมด รวมถึงโปรดักต์ผงชงชากาแฟในร้าน All Café (ออล คาเฟ่) ก็ด้วย 

‘TACC’ คนทำตู้กดน้ำใน 7-Eleven และ All Café  เข้าซื้อ ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ ถือหุ้นสัดส่วน 30%

-วิว-พันธ์ทิพย์ ดีเจริญ เจ้าของและผู้ก่อตั้งฉันจะกินชาเย็นทุกวัน-

“วิว” บอกว่า จุดที่ทำให้ตัดสินใจว่า “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” ต้องมีพาร์ทเนอร์ เป็นเรื่องความสามารถในการพัฒนาสินค้าและการเติบโตในอนาคต “TACC” เก่งและเชี่ยวชาญเรื่องซัพพลายเชน ให้การสนับสนุนช่องทางการจัดจำหน่ายที่ใหญ่ที่สุดในไทยได้ แข็งแรงเรื่องการพัฒนาสินค้า (R&D) ค่อนข้างมาก น่าจะทำให้แบรนด์ฉันจะกินชาเย็นทุกวันโตต่อในอนาคตได้อย่างมั่นคง

ที่ผ่านมามีผู้เล่นรายใหญ่เข้ามาพูดคุยหลายเจ้า ดีลนี้จึงใช้เวลาเจรจาเกือบ 1 ปี นอกจากความเก่งเรื่องซัพพลายเชนและการพัฒนาสินค้า ยังเกี่ยวข้องกับเป้าหมายที่ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” ต้องการเจาะตลาด B2B หลังจากสร้างและเติบโตผ่านการทำสินค้าหน้าร้าน “วิว” มองว่า มุ่งเพียงกลุ่มรีเทลอย่างเดียวอาจยังไม่พอ การทำให้โปรดักต์เข้าถึงผู้บริโภคได้หลากหลายมากขึ้นจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะพาธุรกิจเติบโต

“เราพยายามหาช่องทางใหม่ๆ นอกจากขยายรีเทลก็ต้องมองหาโปรดักต์ที่จะมาช่วยเสริม ปีนี้ยากจริงๆ เพราะแบรนด์ต่างประเทศเข้ามาเยอะมาก และเทรนด์ลูกค้าเปลี่ยนทุกวัน เรื่องต้นทุนที่สูงขึ้นยากที่สุด ต้องทำอย่างไรก็ได้ให้ต้นทุและโปรดักต์ได้ประสิทธิภาพที่สุด ซึ่ง TACC เขาเก่งเรื่องนี้ ก็น่าจะทำให้เรามั่นคงมากขึ้น เราอาจจะต้องมีก้าวที่ใหญ่ขึ้น ขยับตัวเร็วขึ้น หลังจากที่ผ่านมาต้องคอยว่าจะพร้อมเมื่อไหร่ แต่ตอนนี้มีคนดันหลังเรา ซัพพอร์ตเรา มูฟเมนต์ก็จะไวขึ้นมากๆ มั่นคงขึ้นมากๆ”

‘TACC’ คนทำตู้กดน้ำใน 7-Eleven และ All Café  เข้าซื้อ ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ ถือหุ้นสัดส่วน 30%

ด้าน “ไตรทิพย์ ศิวะกฤษณ์กุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด หรือ “TACC” ระบุว่า เหตุผลที่เลือกแบรนด์นี้เพราะรสชาติของชาเป็นเอกลักษณ์ เป็นที่นิยมของลูกค้าค่อนข้างมาก เมื่อนำมารวมกับจุดแข็งเรื่องการพัฒนาโปรดักต์เครื่องดื่มประเภทชาและกาแฟของ TACC จึงน่าจะช่วยขยายฐานลูกค้าได้กว้างขึ้น 

“ด้วยความแข็งแกร่งของฉันจะกินชาเย็นในแง่รีเทล เราจะมาเติมงานด้าน R&D เราสามารถพัฒนาเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น หลากหลายมากขึ้น เพื่อให้ตอบสนองความต้องการลูกค้ามากขึ้น นอกจากเครื่องดื่มที่ขายตามร้านต่างๆ ยังมีช่องทางจัดจำหน่าย เราต้องการเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นด้วยจำนวนที่มากขึ้น ไม่ใช่แค่หน้าร้านแต่สามารถไปซื้อที่ไหนก็ได้”

ไตรทิพย์ บอกว่า “TACC” เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านชาและกาแฟมากที่สุด ในแง่จำนวนแก้ว “TACC” ผลิตชาได้มากถึง 100 ล้านแก้วต่อปี แม้ที่ผ่านมาจะทำธุรกิจ B2B มาโดยตลอด แต่หลังจากนี้ขอลุย B2C มากขึ้น โดยมี “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” เป็นพาร์ทเนอร์คนสำคัญที่จะพาธุรกิจไปถึงตรงนั้นได้

‘TACC’ คนทำตู้กดน้ำใน 7-Eleven และ All Café  เข้าซื้อ ‘ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน’ ถือหุ้นสัดส่วน 30%

ผู้บริหาร TACC แง้มว่า สิ่งที่จะได้เห็นในอนาคต คือจำนวนสาขาของฉันจะกินชาเย็นทุกวันที่เพิ่มขึ้นแน่นอน อาจจะได้เห็นแฟลกชิปสโตร์เร็วๆ นี้ ได้เห็นโปรดักต์อื่นๆ ในชื่อ “ฉันจะกิน … ทุกวัน” ส่วนในแง่ของโปรดักต์ชาเย็นจะได้เห็นสินค้าที่เข้าถึงมือผู้บริโภคมากขึ้น พร้อมกับแผนพา “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” ไปต่างประเทศ ขอใช้เวลาไม่เกิน 5 ปีหลังจากนี้

ทั้งนี้ “วิว” ปิดท้ายว่า ปีนี้อาจจะยังไม่เห็นมูฟเมนต์หลังการจับมือที่เป็นรูปธรรม ต้องใช้เวลาในการพัฒนาสินค้า แต่ปี 2570 ภายในไตรมาสแรกมีให้เห็นแน่นอน หลักๆ เป็นเรื่องการขยายสาขา โปรดักต์ใหม่ๆ ปีนี้รักษาระดับรายได้ให้เท่ากับปีก่อนๆ พร้อมกับโฟกัสแบรนด์ใหม่ “ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน” ที่ตอนนี้ทยอยเปิด Pop-up ตามห้างสรรพสินค้าเพื่อเก็บฟีดแบ็ก ถ้าการตอบรับที่ไหนดีก็มีสิทธิได้เห็นสาขาแรกอย่างเป็นทางการ