วันพุธ ที่ 16 กันยายน 2569

Login
Login

‘แรบบิท ไบต์ส’ จิกซอว์ กระจายเสี่ยงอีคอมเมิร์ซ สู่ภารกิจสร้างแบรนด์ ปั๊ม ‘กำไร’

"แรบบิท ไบต์ส" หาน่านน้ำใหม่ สร้างการเติบโต จากนำเข้า-ตัวแทนจำหน่าย หนุนสินค้าอื่น สู่บริหารแบรนด์เอง ยก "ครีเอเตอร์" กลยุทธ์ชิงขุมทรัพย์ตลาด 3,000 ล้านบาท นำร่องขนมขบเคี้ยว เฟส 2 กระจายตลาดทั่วประเทศ

ธุรกิจในบริบทโลกใหม่ ที่ดิจิทัลทรงพลัง พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน การใช้ “กระบวนท่าเดิม” ในการหารายได้ สร้างการเติบโต ไม่เพียงพอ

“เครือบีทีเอส” ไม่เพียงเป็นยักษ์ใหญ่ด้านการให้บริการเครือข่ายระบบขนส่งมวลชนของเมืองไทย แต่ยังมีระบบชำระเงินหรือเพย์เมนต์ การตลาด การจัดจำหน่าย ค้าปลีก และผู้นำสื่อโฆษณา ฯลฯ  ภาพใหญ่ถือว่ามี “อีโคซิสเทม” ครบครัน ที่สำคัญมี “ฐานผู้ใช้งาน” หรือทราฟฟิกในมือมหาศาลที่จะต่อยอดธุรกิจ โดยเฉพาะการหา “น่านน้ำใหม่”

หนึ่งในการต่อ “จิกซอว์” แรบบิท กรุ๊ป ที่ภายใต้บริษัทยังมี “แรบบิท ไบต์ส”(Rabbit Bytes) มองหาโอกาสใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

เจาะบทบาท “แรบบิท ไบต์ส”

วิทยา โตโพธิ์ยศสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แรบบิท กรุ๊ป ในเครือบีทีเอส ฉายภาพ กรุงเทพธุรกิจ ถึงโครงสร้างของแรบบิท กรุ๊ป มีธุรกิจหลากหลาย ทั้งเทคโนโลยีการเงินหรือฟินเทค เพย์เมนต์ ค้าขายออนไลน์ บริการทางการเงิน ฯลฯ ยังมี “วีจีไอ” ทำสื่อโฆษณา และมุ่งการตลาดดิจิทัล ซึ่งในโลกออนไลน์ยังต้องลงลึก “อีคอมเมิร์ซ” โฟกัสการสร้างยอดขาย(Conversion) ให้ได้ นั่นคือ ความคาดหวัง ความต้องการของแบรนด์สินค้าสูงมาก

ช่วง 4-5 ปีก่อน "สินค้าจีน” มีบทบาทกับตลาดมากขึ้น บริษัทจึงต้องการมีส่วนร่วมกับแบรนด์จีน และได้เจอกับบริษัท แฟนสลิ้งค์ คอมมูนิเคชั่น จำกัด หรือ Fanslink ที่เป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้า “เสียวหมี่” (Xiaomi) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย มีโอกาสได้เจรจาถือหุ้น 50% จากนั้นมีการปรับโครงสร้างบริษัทใหม่ เดิมทำหน้าที่เป็น “ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย” หรือ ดิสทริบิวเตอร์ ขยายสู่แกนหลักใหม่ๆ

‘แรบบิท ไบต์ส’ จิกซอว์ กระจายเสี่ยงอีคอมเมิร์ซ สู่ภารกิจสร้างแบรนด์ ปั๊ม ‘กำไร’

จากแฟนสลิ้งค์ สู่ “แรบบิท ไบต์ส” วางโครงสร้างธุรกิจใหม่ ประกอบด้วย 3 แกนหลัก ได้แก่ 1.นำเข้า และกระจายสินค้า(Distributor) ที่ต้องใช้เงินลงทุนเองเคลื่อนธุรกิจ แบกรับความเสี่ยงเรื่องสต๊อก และกำไรบาง 2.ส่งเสริมแบรนด์อื่น(Enabler) ในการขายสินค้า แม้ความเสี่ยงต่ำ แต่ “กำไรบาง” และ 3.บริการจัดการแบรนด์ตัวเอง(Brand Management) รับบทสร้างสรรค์สินค้า บริหารแบรนด์ของตัวเอง ซึ่งรับความเสี่ยงเองทั้งหมด แต่ “กำไรสูงที่สุด”

“ภาพหลักเราต้องการขยับจากรีเทล และดิสทริบิวเตอร์ จึงขยายสู่ Enabler สร้างแบรนด์เอง เพราะกำไรดี แต่ทั้ง 3 แกนมีข้อดี ความเสี่ยงแตกต่างกัน”

อาณาจักรบีทีเอสช่วย “ช็อตคัท” ธุรกิจ 

“แรบบิท ไบต์ส” มีการจำหน่ายสินค้า และทำตลาดอยู่กว่า 20 แบรนด์ ครอบคลุม 4 หมวดหมู่สินค้า(แคทิกอรี) ได้แก่ 1.อุปกรณ์ไอที(แกดเจต) แบรนด์ต่างๆ amazfit GUSTRON GANO และ EZhome 2.สินค้าสัตว์เลี้ยง แบรนด์ pando 3.สินค้าสุขภาพ แบรนด์ life space โปรไบโอติกชั้นนำ จากออสเตรเลีย และ BIOHYLUX ผลิตภัณฑ์สารไฮยาลูโรนิค แอซิดจากแดนมังกร และ 4.ครีเอเตอร์ และอื่นๆ เช่น การนำทรัพย์สินทางปัญญา(IP)ต่อยอดสินค้า เช่น สตาร์ วอร์ส ทอย สตอรี่ ฯลฯ และการปั้นโปรเจกต์ “Snack Maker” ผนึกเหล่าครีเอเตอร์คนดัง สร้างสรรค์สินค้าแบรนด์ตัวเองรุกตลาดขนมขบเคี้ยวต(สแน็ก)

ทั้งนี้ หมากรบสำคัญยกให้ “pando” ขานรับตลาดสินค้าสัตว์เลี้ยงที่เติบโต เฉลี่ย 18-20% ต่อเนื่อง 3-5 ปี รวมถึงโปรเจกต์ “Snack Maker” หลังกระแสตอบรับดี และตอบโจทย์การทำ “กำไร” ยิ่งกว่านั้นหากมองสินค้าแกดเจต และอุปกรณ์สำหรับสัตว์เลี้ยง การซื้อจะมีรอบ หรือปีละครั้ง เช่น มีรุ่นใหม่ออกมา สินค้าพัง ฯลฯ แต่ขนมขบเคี้ยวเสิร์ฟการบริโภคได้ทุกวัน

‘แรบบิท ไบต์ส’ จิกซอว์ กระจายเสี่ยงอีคอมเมิร์ซ สู่ภารกิจสร้างแบรนด์ ปั๊ม ‘กำไร’

อย่างไรก็ตาม จุดแข็งความ “ครบครัน” ของอาณาจักรบีทีเอส ยังเป็นกุญแจสำคัญให้ “แรบบิท ไบต์ส” สยายปีกได้ตามแผนด้วย

“สิ่งที่เราได้เปรียบคือ มีอีโคซิสเทมครบ ทั้งฟูลฟิลเมนต์ โลจิสติกส์ อีคอมเมิร์ซ ออฟไลน์ และสื่อโฆษณา เราต้องการเข้ามาในธุรกิจนี้ เพราะเรามีครบทุกอย่าง A ถึง Z คนอื่นอาจต้องใช้เวลา แต่แรบบิท ไบต์ส เราช็อตคัทได้ เพื่อแบรนด์ตัวเอง และพันธมิตร”

“ครีเอเตอร์” รายได้เชิงยุทธศาสตร์

เชิงโครงสร้างรายได้บริษัท ปัจจุบันแกดเจตมีสัดส่วน 70% อุปกรณ์สัตว์เลี้ยง 20% ที่เหลือเป็นสินค้าสุขภาพ และสแน็ก แต่ก้าวต่อไป 18 เดือน คือ การบาลานซ์พอร์ตโฟลิโอ มุ่งสร้าง “กำไร” ผ่าน pando และสแน็ก โดยเฉพาะ “สแน็ก” หวังเพิ่มสัดส่วนเป็น 50%

สแน็กยังใช้ “ท่าใหม่” ด้วยการพึ่งพลัง “ครีเอเตอร์” ทำเงิน โดยโปรเจกต์แรก “Snack Maker” ได้ควงครีเอเตอร์ตัวท็อปของเมืองไทยเปิดตัวขนมขบเคี้ยว 9 แบรนด์” ได้แก่ 1.ไก่เด้อ xPeach Eat Laek 2.Mu-Te-Boom กัมมีเลมอนรสเปรี้ยวจี๊ด โดย OHANA 3.Maison Taohuu ฟองเต้าหู้ทอดกรอบรสไลท์ชีส โดย Zom Marie 4.DOTS กราโนลารสช็อกโกแลตผสมแครนเบอร์รี โดย PigkaPloy 5.แมดแม็กซ์ (MADMAXX) สแน็กมันฝรั่งแท่ง โดยแบงกิ(BANKII) 6.นึบหนึบโดยเบเบ้ ธันย์ชนก" (Bebe) 7.จุ๊มมี่กัมมี่ จาก “เจแปน แอนด์ เฟรนด์” 8.Bow’s Chip จากโบว์-กัญญารัตน์ (Bow Kanyarat) และ 9.ลัลลาโรล สตรอว์เบอรี่ โรลล์ จากเมอา(Mayy R)

ทั้งนี้ ครีเอเตอร์ทั้ง 9 มีฐานแฟนรวมกันเกินกว่า 50 ล้านราย เฉพาะ “OHANA” ฐานแฟนทุกแพลตฟอร์มมากกว่า 20 ล้านราย เป็นต้น

“เฟสแรกเป็นการเทสต์ครีเอเตอร์ ทั้งด้านการทำงานกับเราทุ่มเทเกินที่เราขอหรือไม่ ความสัมพันธ์ ตลอดจนสินค้ามีลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ ซึ่งที่ผ่านมาเราเห็นตัวเลขอย่าง Mu-Te-Boom และ Bow’s Chip สร้างปรากฏการณ์ขายดีมากใน 2 วัน และ 10 นาทีตามลำดับ”

‘แรบบิท ไบต์ส’ จิกซอว์ กระจายเสี่ยงอีคอมเมิร์ซ สู่ภารกิจสร้างแบรนด์ ปั๊ม ‘กำไร’

ปัจจุบัน Snack Maker เข้าสู่เฟส 2 คือการคัดเลือกแบรนด์ที่ได้ “เซ็นสัญญา” ไปต่อ 2 ราย ได้แก่ OHANA และ Bow’s Chip และพิจารณาเพิ่ม 2-3 ราย จากนั้นช่วงปีใหม่จะขยายช่องทางจำหน่ายให้กว้าง(Mass)มากขึ้นทั้งห้างค้าปลีกสมัยใหม่ ร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ จากเดิมขายผ่านออนไลน์ รวมถึงพัฒนารายการสินค้า(SKU)ใหม่ๆ ตอบโจทย์ตลาดแมส

“เราเข้าตลาดสแน็กเพราะอยากเข้าสู่ตลาดการบริโภคอย่างต่อเนื่อง มีการกินใช้ทุกวัน และโปรเจกต์ Snack Maker เป็นยุทธศาสตร์สร้างรายได้จากตลาดครีเอเตอร์ หรือ Creator Revenue ที่มีมูลค่าราว 3,000 ล้านบาท อีกทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยชอบช้อปพร้อมความสนุก สนับสนุนครีเอเตอร์ เคโอแอล ซึ่งจากจุดเริ่มตลาดสแน็กเราเตรียมขยายไลน์สู่สินค้าใหม่ๆ ในกลุ่ม FMCG ด้วย”

ห่วงซื้อก่อน จ่ายทีหลังฉุดกำลังซื้อ

ด้านภาพรวมธุรกิจแรบบิท ไบต์ส ครึ่งปีแรก มีการเติบโตตามเป้า และทั้งปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 15-20% จากปี 2568 ปิดรายได้ 548 ล้านบาท และกำไรขั้นต้นเติบโต 33% ในอดีตบริษัทเคยมีรายได้ระดับ​ “พันล้านบาท” แต่เผชิญ “ขาดทุน” ส่วนเป้าหมายแตะ “พันล้านบาท” อีกครั้ง คาดเห็นใน 2-3 ปีข้างหน้า

“แรบบิท ไบต์ส เราไม่ใช่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เราคือ ธุรกิจแบรนด์ อีคอมเมิร์ซยิ่งโตยิ่งขาดทุน และเป้าหมายธุรกิจเราคือ สร้างกำไร หากยอดขายสูง แต่กำไรบาง ไม่เมกเซนส์”

สำหรับครึ่งปีหลัง บริษัทมีความเป็นห่วงเรื่องเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว รวมถึงกำลังซื้อผู้บริโภค ที่ปัจจุบันมีตัวแปรสำคัญอย่าง “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” หรือ Buy Now, Pay Later(BNPL)จะเป็นตัวฉุดอำนาจซื้อในอนาคตด้วย

ทั้งนี้ BNPL เกิดจากแพลตฟอร์ม “อีคอมเมิร์ซ” กดดันให้ใช้ร่วมกับคูปองส่วนลด พฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทย “ติดแกลม” ยังมีผลด้วย ตัวอย่างหนึ่งคือ การครอบครองไอโฟนสูงถึง 30-35% มากกว่าค่าเฉลี่ยประเทศอื่นๆ ทั่วโลกอยู่ที่ 15-20% โปรแกรมผ่อน 0% นาน 10 เดือน ที่มีแค่ในประเทศไทย ล้วนทำให้ BNPL พุ่งแตะ 50% จากอดีตเห็นสัดส่วน 5-10%

“BNPL เป็นความเสี่ยงดึงเงินในอนาคตจากกระเป๋าผู้บริโภค”

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์