โมเดล "No GP Creator Economy" จากไอเดียแล็บ(IdeasLabs) ภารกิจเซ็ตมาตรฐานใหม่ไม่เก็บค่า GP ช่วยอินฟลูเอนเซอร์ยุคเศรษฐกิจชะลอ พร้อมชู “KOLAXY” แพลตฟอร์มจักรวาลอินฟลู-ครีเอเตอร์ไทย เติบโต
ไอเดียแลบชี้การตลาดอินฟลูเอนซอร์(Influencer Marketing)น่าเป็นห่วงแพลตฟอร์มเรียกเก็บค่าคอมมิชชั่นหรือส่วนแบ่งงรายได้ หรือ GP สูงและต้นทุนทำโปรโมชั่นโหดกำลังกระทบทั้งผู้ประกอบการ ส่งผลแบรนด์หั่นงบฝั่งครีเอเตอร์(Creator)
ทำให้บริษัทเดินหน้างัดโมเดล No GP Creator Economy ผ่าน KOLAXY แพลตฟอร์ม MarTech โชว์กรณีศึกษาหรือเคสเปลี่ยนงบที่เคยเสียให้แพลตฟอร์มเป็นงบสร้างยอดขายผ่าน Influencer Marketing ใช้ AI และ Data Matching จับคู่แบรนด์กับอินฟลูเอนเซอร์ตามงบประมาณและกลุ่มเป้าหมายจริง
นอกจากนี้ ยังชวนมาร์เก็ตเพลส(Marketplace) ไทยที่คิด GP ต่ำหรือไม่คิด GP ร่วมสร้าง Digital Ecosystem ของคนไทย ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างประเทศ โดยตั้งเป้าภายใน 3-5 ปี ผลักดัน Creator ให้มีรายได้เฉลี่ย 10,000 บาทต่อคน พร้อมสร้างระบบที่กระจายรายได้สู่ Creator ทุกระดับ
นายธนดล พิทยานุวัฒน์ กรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ไอเดียแล็บ จำกัด (IdeasLabs) ผู้พัฒนาโซลูชันด้านv Influencer และ MarTech สัญชาติไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันการตลาดที่ใช้อินฟลูเอนเซอร์ หรือ Influencer Marketing ซึ่งประกอบด้วย 4 ecosystem ทั้ง ผู้บริโภค ผู้ประกอบการ(เจ้าของแบรนด์) ครีเอเตอร์ และแพลตฟอร์ม กำลังประสบปัญหาจากการที่แต่ละฝ่ายเติบโตไม่พร้อมกัน โดยเฉพาะฝั่งแพลตฟอร์มที่เปรียบเสมือนผู้คุมเกม และเป็นผู้กำหนดค่าคอมมิชชั่นหรือส่วนแบ่งงรายได้หรือ GP รวมถึงกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาด
ตัวอย่าง การออกคูปองส่วนลด ซึ่งข้อกำหนดเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเป็นต้นทุนที่เกิดกับเจ้าของแบรนด์ แต่ยังกระทบกับ Influencer ด้วยเช่นกัน เนื่องจากทางแบรนด์จะงบในการจ้าง Influencer เพื่อไปถัวเฉลี่ยกับต้นทุนที่ต้องจ่ายให้ทางแพลตฟอร์ม Influencer รวมถึงครีเอเตอร์จำนวนมากที่มีโอกาสได้รับงานน้อยลงจึงกลายเป็นผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุด
ประเทศไทยตลาดอินฟลูเอนเซอร์ยังพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างประเทศเป็นหลัก ดังนั้นการกำหนดกติกาต่างๆจึงไม่ได้สร้างมูลค่าให้กับทุกฝ่าย จึงมองว่าถึงเวลาที่ต้องออกแบบโมเดลใหม่ให้เม็ดเงินทางการตลาดกลับไปสร้างมูลค่าให้ทุกฝ่าย มากกว่าหายไปกับต้นทุนของแพลตฟอร์ม อุตสาหกรรมจะเติบโตได้ ecosystem ต้องเติบโตไปด้วยกันทั้งหมด ไม่ได้อยู่ที่การทำอย่างไรให้แพลตฟอร์มเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างโมเดลธุรกิจที่ทำให้ผู้บริโภค ผู้ประกอบการ(แบรนด์) ครีเอเตอร์ และแพลตฟอร์ม สามารถเติบโตไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืน
จากแนวคิดดังกล่าว IdeasLabs ซึ่งเป็นผู้พัฒนา KOLAXY ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม MarTech ที่รวบรวมอินฟลูเอนเซอร์และ KOLs กว่า 300,000 บัญชี(Accounts) และมี Active Accounts 20,000 ที่รับงานอย่างต่อเนื่อง เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคทั่วไป เช่น พนักงานออฟฟิศ นักเรียน นักศึกษา ให้สามารถใช้เป็นพื้นที่รีวิวสินค้า ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรม แก้ปัญหาต้นทุนแฝง ปฏิวัติการบริหารแคมเปญ และผลักดันเทรนด์ Deep Influencer (ครีเอเตอร์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านลึกซึ้ง) รวมถึงใช้เทคโนโลยี AI Matching และระบบวิเคราะห์ข้อมูลที่ช่วยจับคู่แบรนด์กับครีเอเตอร์ได้อย่างแม่นยำ
บริษัทได้พัฒนาโมเดล "No GP Creator Economy" ที่เปลี่ยนวิธีคิดของ Influencer Marketing จากการเก็บค่า GP แบบตายตัว มาเป็นการจับคู่ระหว่างแบรนด์และครีเอเตอร์บนพื้นฐานของ "ความพึงพอใจ" และความเหมาะสมของงบประมาณเป็นการ เปลี่ยน "ค่า GP" ให้เป็น "งบสร้างยอดขาย"
โมเดลดังกล่าวแทนที่ผู้ประกอบการจะต้องนำงบประมาณส่วนหนึ่งไปจ่ายเป็นค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม โมเดลของ KOLAXY เปิดโอกาสให้นำเม็ดเงินดังกล่าวกลับมาลงทุนกับการสร้างยอดขายผ่าน Influencer Marketing ได้โดยตรง แบรนด์สามารถกำหนดงบประมาณที่มี ขณะที่ครีเอเตอร์เสนอราคาที่พร้อมรับงาน ก่อนให้ระบบ AI ทำหน้าที่คัดเลือกและจับคู่ผู้ที่เหมาะสมที่สุด
โดยจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เข้าถึง Influencer ที่ตอบโจทย์สินค้าและกลุ่มเป้าหมายภายในงบประมาณที่มี ขณะที่ครีเอเตอร์ได้รับค่าตอบแทนที่สะท้อนมูลค่าของตนเองมากขึ้น โดยไม่ต้องถูกกดราคาจากโครงสร้างค่าธรรมเนียมของคนกลาง
"KOLAXY เชื่อว่า โมเดลดังกล่าวจะตอบโจทย์ผู้ประกอบการในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว เพราะช่วยเปลี่ยนต้นทุนที่เคยสูญเสียไปกับค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายแฝง มาเป็นการลงทุนด้านการตลาดที่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้โดยตรง ทั้งในแง่การสร้างการรับรู้ การเข้าถึงผู้บริโภค และการเพิ่มยอดขาย ผ่านครีเอเตอร์ที่มีความเหมาะสมกับสินค้าแต่ละประเภท มากกว่าการเลือกจากจำนวนผู้ติดตามเพียงอย่างเดียว"
นอกจากนี้ ไอเดียแล็บ ยังมีแนวคิด ชวน Marketplace ไทยที่ไม่เก็บ GP และคิด GP ต่ำมาช่วยสร้าง Digital Ecosystem ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างประเทศ เพื่อลดปัญหาฝั่งแบรนด์ต้องแบกรับต้นทุนซ้ำซ้อน ตั้งแต่ค่าธรรมเนียมการขาย ค่าการตลาด ไปจนถึงต้นทุนในการทำโปรโมชั่น เมื่อกำไรลดลง งบการตลาดถูกจำกัด ส่งผลให้การสร้างยอดขายในระยะยาวทำได้ยากขึ้น
หาก Marketplace ของคนไทยสามารถลดภาระค่า GP เช่นเดียวกับที่ KOLAXY ช่วยให้แบรนด์เข้าถึง Influencer ได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม เม็ดเงินที่เคยสูญเสียไปกับต้นทุนของแพลตฟอร์มจะถูกเปลี่ยนกลับมาเป็นงบประมาณเพื่อสร้างยอดขายและสร้างการเติบโตให้ธุรกิจแทน
แนวคิดดังกล่าวยังช่วยลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างประเทศ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยมีทางเลือกในการทำธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่หลายธุรกิจกำลังมองหาวิธีควบคุมต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เม็ดเงินด้านการตลาด และแบรนด์สามารถกำหนดงบประมาณที่ต้องการใช้ ระบบจะช่วยค้นหาครีเอเตอร์ที่เหมาะสมที่สุดภายในงบ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้งบประมาณได้คุ้มค่ามากขึ้น
“หลายปีที่ผ่านมา แพลตฟอร์มด้าน Creator Economy มักแข่งขันกันด้วยตัวเลขจำนวน Creator หรือจำนวนผู้ใช้งานที่อยู่ในระบบ แต่ KOLAXY มองว่า ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนคุณค่าที่แท้จริงของแพลตฟอร์มแต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ จำนวนครีเอเตอร์ที่สามารถสร้างรายได้จริง และมีโอกาสเติบโตในอาชีพอย่างยั่งยืนดังนั้น KOLAXY ไม่ได้อยากเป็นแพลตฟอร์มที่มี Creator มากที่สุด แต่อยากเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยผลักดันทั้ง ecosystem เติบโตได้อย่างยั่งยืน"
บริษัทยังตั้งเป้าหมายที่จะสร้างระบบที่กระจายโอกาสอย่างทั่วถึง ไม่ให้รายได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะอินฟลูเอนเซอร์ระดับบน แต่เปิดโอกาสให้ Nano Creator และ Micro Creator ซึ่งมีฐานผู้ติดตามเฉพาะกลุ่ม ได้รับงานเพิ่มขึ้น ผ่านการใช้ข้อมูลและ AI เพื่อค้นหาความเหมาะสมระหว่างสินค้า กลุ่มเป้าหมาย และครีเอเตอร์ มากกว่าการวัดจากจำนวนผู้ติดตามเพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้ KOLAXY ตั้งเป้าหมายระยะ 3-5 ปี ผลักดันให้ครีเอเตอร์บนแพลตฟอร์มมีรายได้เฉลี่ยอย่างน้อย 10,000 บาทต่อคน โดยเชื่อว่าความสำเร็จของ Creator Economy ไม่ได้วัดจากมูลค่าของแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากการที่ผู้คนสามารถสร้างอาชีพและมีรายได้อย่างยั่งยืน เป้าหมายดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้จากการขยายฐานแบรนด์ที่เข้ามาใช้แพลตฟอร์ม การเพิ่มโอกาสในการจับคู่ระหว่างผู้ประกอบการกับครีเอเตอร์ และการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจับคู่ ลดต้นทุน และสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นให้กับทุกฝ่าย
"หากบริษัทสามารถทำให้ครีเอเตอร์ทุกระดับมีรายได้เพิ่มขึ้น พร้อมกับช่วยให้ผู้ประกอบการขายสินค้าได้ดีขึ้น นั่นหมายถึงเราไม่ได้สร้างแค่แพลตฟอร์ม แต่กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานของ Creator Economy ที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน”


