วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘เป็นคนดี มีคุณธรรม’ คาถาธุรกิจ ‘พิพัฒ พะเนียงเวทย์’ ผู้สร้างตำนาน ‘มาม่า..อร่อย’

เส้นทาง "พิพัฒ พะเนียงเวทย์" ตำนานผู้สร้าง "มาม่า" บะหมี่ลำดับที่ 4 ของเมืองไทย สู่เบอร์ 1 อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมกำชับ "ทายาทพะเนียงเวทย์" ยึดมั่นแนวทาง ‘เป็นคนดี มีคุณธรรม’ เคลื่อนอาณาจักรต่อไป

วงการธุรกิจสูญเสียแม่ทัพคนสำคัญ เมื่อ “พิพัฒ พะเนียงเวทย์” ประธานกรรมการ และประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด(มหาชน) หรือผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเบอร์ 1 ของเมืองไทยอย่าง “มาม่า” ได้ถึงแก่กรรมด้วยสิริอายุ 87 ปี

การจากไปของ “พิพัฒ” สร้างความอาลัยให้กับทายาท “พะเนียงเวทย์” อย่างยิ่งยวด และคนในภาคธุรกิจได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง

กรุงเทพธุรกิจ มีได้สัมภาษณ์ “พิพัฒ” ในหลายโอกาส ไม่ว่าจะเป็นวาระครอบรอบ 50 ปี “มาม่า” ที่มี “ทายาทพะเนียงเวทย์” 5 คน ฉายวิสัยทัศน์ธุรกิจ โดยมี “กุนซือ” ข้างกาย หรือในงานสหกรุ๊ปแฟร์ ที่ทุกๆปี จะเห็น “พิพัฒ” ในบทบาทของ “กุนซือ-พ่อ” เฝ้าดูลูกๆทำหน้าที่บอกเล่าแนวทางการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างใกล้ชิด

“พิพัฒ” ในวัย 80 กว่า ยังคงทำงานต่อเนื่อง ลุยสำรวจตลาดบะหมี่ฯทั้งในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด และหลายๆครั้งที่ “ทายาทพะเนียงเวทย์” มักแซวตัวเองถึงการทำงานที่มาช้าบ้าง แต่อีกด้านคือการยกย่อง “บิดา” ผู้เป็นต้นแบบการบริหารธุรกิจที่ยังคงขมักเขม้น มาทำงานแต่เช้ากว่าลูกๆ

ทำงานจนต้องไปบวชพระ

เป็นที่ทราบกันว่า “พิพัฒ” เป็นลูกหม้อของเครือสหพัฒน์ และได้รับความไว้วางใจจากนายห้างเทียม โชควัฒนา ผู้ก่อตั้งอาณาจักรสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำของเมืองไทย ในการทำหน้าที่ดูแลกิจการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

‘เป็นคนดี มีคุณธรรม’ คาถาธุรกิจ ‘พิพัฒ พะเนียงเวทย์’  ผู้สร้างตำนาน ‘มาม่า..อร่อย’

ทว่า เส้นทางธุรกิจไม่ง่าย โดยหนึ่งในบทสนทนาที่ “พิพัฒ” เคยเล่าให้กรุงเทพธุรกิจ รับทราบอย่างเข้มข้นคือ

“เอางี้..ความหลังนะ ทำงานจนต้องไปบวชพระ จริง! มันไม่ไหว กดดัน ยอดขายไม่ดี คุณภาพก็มีปัญหา” เขาฉายภาพการเผชิญมรสุมลูกแรกๆในการดำเนินธุรกิจ แต่อุปสรรค ไม่ได้ทำให้ท้อแท้ หากแต่การพึ่งพาร่มกาสาวพัตร์ ถือเป็นการ “หาทางสงบ”

ยอดขายไม่ดี คุณภาพสินค้าไม่ได้ในยุคแรก บทสดทอบหนึ่ง แต่เส้นทางธุรกิจหาโรยด้วยกลีบกุหลาบไม่ เพราะปีแรกของการปั้นอาณาจักรบะหมี่ฯ ถึงขึ้นเอาบ้านไปตึ๊ง(จำนอง) เพื่อหาเงินทุนมาสร้างกิจการ

“มันหมดตัวแล้ว..ตอนนั้นอายุ 36 นำบ้านแลกกับเงินก้อนโต 3 แสนกว่าบาท เพื่อนำไปซื้อแป้งหมี่(แป้งสาลี)วัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการผลิตบะหมี่ฯ”

ในโชคร้ายมักมีโชคดีซ่อนอยู่ เพราะ “ผู้มีพระคุณ” ได้หยิบยื่นเงินก้อนโตให้ต่อลมหายใจธุรกิจ

“ก็มีผู้ที่มีบุญคุณนะ เข้าไปหาในห้อง ปิดประตูเลย” เขาเล่า และขยายความ

“มึงเจ๊งไหม?”

“มึงถามทำไม?”

“ถ้ามึงเจ๊ง..มึงบอกกู กูให้มึงแสนนึง” พิพัฒ เล่าอดีตที่ตนเองจดจำได้อย่างแม่นยำให้ฟัง

เจ๊ง! จุดกำเนิด “มาม่าซุปไก่-มาม่าหมูสับ”

“มาม่า” มีรสชาติยอดฮิตมากมาย ขายดีจนถึงปัจจุบัน แต่การออกสตาร์ททำธุรกิจ “กินเส้น” ของ “พิพัฒ” มี “บะหมี่ฮกเกี้ยน” นำร่อง แม้ก่อนทำตลาด จะสำรวจตลาด ความต้องการของผู้บริโภคมาอย่างดีในยุคนั้น ทว่า ลุยจริงกลับเจอผลตอบรับ “เจ๊ง..ไม่เป็นท่า”

“เอาเข้าจริงๆ เจ๊ง ขายไม่ได้ เราก็มาคิดว่า..ที่ขายไม่ได้ เพราะชื่อแบรนด์ไม่บอกอะไร” จากนั้นจึงทำการบ้านใหม่ หาจุดอ่อนของแบรนด์ กลยุทธ์การตลาด ตลอดจนการสร้างแบรนด์ในห้วงเวลานั้นเพื่อแก้เกมครั้งใหม่

‘เป็นคนดี มีคุณธรรม’ คาถาธุรกิจ ‘พิพัฒ พะเนียงเวทย์’  ผู้สร้างตำนาน ‘มาม่า..อร่อย’

สิ่งที่ “พิพัฒ” ทำคือการ “ยกเครื่องโปรดักท์” ออก 2 สินค้าใหม่คือ “มาม่าซุปไก่” รสชาติแรกในประวัติศาสตร์ของ “มาม่า” ต่อจากบะหมี่ฮกเกี้ยน ยังมี “มาม่ารสหมูสับ” ที่ออกมาเสิร์ฟผู้บริโภคจนขายดิบขายดี จน “คู่แข่ง” ที่รุกตลาดบะหมี่ฯมาก่อน ต้องเดินตามรอยด้วยรสชาติ “หมูบะช่อ” เข้าสู้

การออกรสชาติใหม่ของ “มาม่า” มักมีความใส่ใจรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ บอกชัดๆให้ผู้บริโภครับรู้ เห็นภาพ รสชาติชัด กระตุ้นการตัดสินใจซื้อเช่น มาม่า รสต้มยำกุ้ง ไม่ใช่แค่รสกุ้งเฉยๆ มาม่าหมูสับ ไม่ใช่แค่รสหมู เหล่านี้เป็นสูตรสำเร็จที่ “พิพัฒ” ยกให้เป็น “ทริกเล็กๆแต่ยิ่งใหญ่” ในเชิงการตลาด

“มาม่า” ยี่ห้อลำดับที่ 4 ในตลาดบะหมี่ฯ

ปัจจุบัน “มาม่า” เป็นผู้นำตลาดอย่างแข็งแกร่งมา 5 ทศวรรษ ด้วยการครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50% แต่ในแง่ของการถือกำเนิดแบรนด์ “มาม่า” กลับต่อแถวเป็นลำดับที่ 4 โดยมีแบรนด์ที่แจ้งเกิดไปก่อนถึง 3 แบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น ซันวา ยำยำ และไวไว

ส่วนภาพรวมตลาดบะหมี่ฯยุคนั้น มูลค่าประมาณ 10-20 ล้านบาท ไม่มีผู้นำตลาดอันดับ 1 หรือ 2 เช่นปัจจุบัน เพราะ “สินค้าขายไม่ได้ซักเจ้า” สำหรับปัจจุบันตลาดบะหมี่ฯมีมูลค่ากว่า 2.3 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การทำให้ “โปรดักท์” ประสบความสำเร็จในตลาดบะหมี่ฯ เพื่อให้คนไทยทั่วประเทศได้กิน “มามา อร่อย” ตามสโลแกนของแบรนด์ แค่สินค้าดีอย่างเดียวไม่พอ เพราะองค์ประกอบการตลาดยังต้องมี “ช่องทางจำหน่าย” การตั้งราคา กิจกรรมส่งเสริมการตลาด เป็นต้น

ดังนั้น “พิพัฒ” จึงยกย่อง “เครือสหพัฒน์” (โดยสหพัฒนพิบูล) ที่มีการจัดจำหน่าย การกระจายช่องทางจำหน่ายสินค้าที่แข็งแกร่ง รวมถึง “อาวุธการตลาด” ที่ครบเครื่องเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ทำให้ “มาม่า” เติบใหญ่จวบจนวันนี้

ที่สำคัญช่วงบริษัทเผชิญวิกฤติ “เครือสหพัฒน์” ยังส่งนักบริหารมือดีมาช่วยกอบกู้สถานการณ์ด้วย ถือเป็นการยกความดีความชอบให้กับทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่แค่ “ฝีมือตัวเอง” รวมทั้ง “ทีมงานบริษัท” เท่านั้น

1 ปีแย่ สู่นำพา “มาม่า” ติดลมบน

แม้การทำตลาดบะหมี่ฯในยุคก่อร้างสร้างตัว จะมีความยากลำบาก หากแต่ 3 ปี “พิพัฒ” สามารถนำพา “มาม่า” เห็นเค้าลางความสำเร็จที่ชัดเจนขึ้น จากกว่า 1 ปีเศษที่แบรนด์เริ่มติดลมบนแล้วด้วย

สำหรับห้วงแห่งความระส่ำของการทำธุรกิจ เกิดจากผู้บริโภคยุคนั้นยังไม่รู้จักบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอีกปมใหญ่คือ “คุณภาพสินค้า” ที่ยังไม่ดีมากนัก

“ปีที่แย่ๆ แค่ปีเดียว คือปีแรก หลังจากนั้นมาม่าก็ค่อยๆ ขยับขึ้น” เขาเล่าและว่า “ผู้บริโภคยุคนั้นยังไม่รู้จักบะหมี่ฯ และคุณภาพสินค้ายังไม่ค่อยดี..ต้องยอมรับ”

ยืดอกรับปากนายห้างเทียม การันตียอดขาย

การออกมาสร้างอาณาจักรบะหมี่ฯ “มาม่า” เดิมพันเส้นทางธุรกิจครั้งสำคัญ “พิพัฒ” สวมจิตวิญญาณนักแข่งอยู่เนืองนิต โดยเฉพาะเมื่อได้รับโอกาสจาก “นายห้างเทียม” ถึงกับ “กล้า” การันตียอดขาย

“ผมจำได้ รับปากคุณเทียมว่าจะขายเดือนหนึ่ง 8 ล้านบาท คุณเทียมถามว่า..เอาอย่างงั้นเหรอ เดือนละ 8 ล้านนะ” ดร.เทียม ถามกลับมาอีกว่าทำได้หรือไม่ ซึ่ง “พิพัฒ” ชิงตอบทันที “ได้ๆๆ”

โดยการสร้างยอดขายดังกล่าว สามารถทำได้หลังจากรับปากนายห้างเทียมได้ราว 1 ปี

“แล้วรับปากอีกที 30 ล้าน ก็ทำได้ใน 5 ปีต่อมา” เขาเล่า

พิพัฒ บอกด้วยว่า จากความสำเร็จครั้งนั้นจึงใช้จังหวะขอแหวน “อัศวิน” แหวนตราสัญลักษณ์สหพัฒน์มา 1 วง จากคู่หูนักธุรกิจอย่าง “อภิชาติ ธรรมมโนมัย” แม่ทัพคนสำคัญของ “ฟาร์มเฮ้าส์” ที่อดีตเคยเป็นฝ่ายขายของ “มาม่า”ด้วย

วางมือ สวมบทกุนซือ ส่งต่อ “ทายาท”

ราวปี 2551 เป็นช่วงที่ “พิพัฒ” มีอาการป่วย และทำการรักษาตัวอย่างต่อเนื่อง โดย 7 ปีต่อมา ที่ให้สัมภาษณ์แก่สื่อด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้ง ยังบอกเล่าเรื่องราวการทำงาน เข้าออฟฟิศเป็นปกติทุกวัย ทั้งที่อายุ 76 ปีแล้ว ถือเป็นวัยเกษียณสำราญด้วย

แต่มิติการเกษียณของ “พิพัฒ” ต่างจากระบบราชการ เพราะเป็นการเปิดทางให้ผู้อื่นรับผิดชอบการบริหารงาน ขับเคลื่อนองค์กรไป ดังนั้นการเกษีญณจึงเป็นการถอยออกไปเพื่อดูภาพใหญ่ แล้วปล่อยให้ “ทายาทพะเนียงเวทย์” โชว์ฝีไม้ลายมือ

“เราคอยดู ให้คนอื่นรับผิดชอบงานไป นี่เรียกว่าเกษียณ ไม่ใช่ว่าเกษียณออกมาแล้วอยู่บ้าน อันนี้ไม่ใช่”

ขอเจน 2 ยึดถือ “การเป็นคนดี มีคุณธรรม”

เวลานั้น หากถาม “พิพัฒ” ถึงคาถาดำเนินธุรกิจที่ต้องการให้ “ทายาทพะเนียงเวทย์” ยืดถือ คำตอบจาก แม่ทัพธุรกิจ หรือบทบาทพ่อถึงลูกๆเจนเนอเรชัน 2 คือ ต้องยึดมั่นแนวทาง “การเป็นคนดี มีคุณธรรม” พ่วงด้วยการไม่ใช้จ่ายเกินตัว ต้องรู้จักช่วยเหลือเพื่อนฝูง ช่วยเหลือสังคมได้ย่อมเป็นสิ่งดี ส่วนเรื่องธุรกิจ ต้องยึดถือ “สินค้าคุณภาพ” เพื่อสร้างความยั่งยืนให้อาณาจักรบะหมี่ฯ

‘เป็นคนดี มีคุณธรรม’ คาถาธุรกิจ ‘พิพัฒ พะเนียงเวทย์’  ผู้สร้างตำนาน ‘มาม่า..อร่อย’

“พิพัฒ” ขับเคลื่อนอาณาจักร “มาม่า” ให้เติบใหญ่กว่า 5 ทศวรรษ เสิร์ฟความอร่อยคู่คนไทย เป็น “อาหารยามยาก” เป็น “มื้อพิเศษ” ของใครหลายๆคน เมื่อครั้งได้ถามถึงผลงานชิ้นโบว์แดงตลอดชีวิตการทำงาน กลับ “ถ่อมตัว” ด้วยถ้อยคำว่าไม่มี เพราะ “ในชีวิตการทำงาน ไม่มีอะไรที่ยังไม่ได้ทำ” พร้อมขยายความว่า

“ผมบอกว่าถ้าหมื่นล้าน (ยอดขาย) เกษียณ!! ก็ทำจนหมื่นล้าน ณ ปี 2558 เลยบอกให้รุ่น ไปต่อ 2 หมื่นล้าน”

โดยการสนทนาวันนั้น เมื่อ “พิพัฒ” เริ่มเสียงแหบหายไป จึงต้องหยุดบทสนทนาไว้พร้อมประโยค

“โอเค..พอแล้ว เหนื่อยแล้ว”

นอกจากหมวกนักบริหาร พิพัฒ ชื่นชอบกีฬาว่ายน้ำ เป็นนักฬาว่ายน้ำทีมชาติ หนึ่งในบทสนาขณะนั้นคือการถามไถ่กิจวัตรประจำวันเรียบง่าย

“ถ้าอยู่ในประเทศจะตื่น 6 โมงเช้า พอ 6 โมงครึ่ง ออกกำลังกาย ถ้าไม่หนาวก็ว่ายน้ำ แต่ถ้าหนาวจะเดินเร็วสักครึ่งชั่วโมง 7 โมงได้เวลาอาหารเช้า 8 โมงเข้าออฟฟิศ ประชุมเที่ยงถ้าไม่มีแขกก็เดินไปซื้อก๋วยเตี๋ยว กินก๋วยเตี๋ยวเสร็จ คร่อก...ครึ่งชั่วโมง แล้ว 5 โมงเย็นก็กลับบ้าน"

ความชื่นชอบการว่ายน้ำของ "พิพัฒ" ถึงขั้นสร้าสระว่ายน้ำไว้ที่บ้าน และได้เปิดให้คนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นด็กๆ สามารถใช้ฝึกซ้อมว่ายน้ำ ยังมีครูฝึกมาคอยสอนอย่างต่อเนื่องด้วย 

‘เป็นคนดี มีคุณธรรม’ คาถาธุรกิจ ‘พิพัฒ พะเนียงเวทย์’  ผู้สร้างตำนาน ‘มาม่า..อร่อย’

"สร้างสระว่ายน้ำให้เด็กๆมาว่าย ตัวเองก็ว่ายด้วย ขาดทุนทุกเดือน" พิพัฒ เล่าพร้อมยิ้มกว้างอย่างมีความสุขกับการให้(เฉพาะประโยคนี้มาจาก KBank Live)

เรื่องเล่า “มาม่า” ครบ 50 ปี

อีกบทสนากับ “พิพัฒ” ในวันครบรอบ 50 ปี “มาม่า” ไม่เพียง “พะเนียงเวทย์” มารวมตัวกันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ยังมีคนนอกเป็น “กุนซือ” ร่วมกิจกรรมด้วย

เนื่องจาก “พิพัฒ” เป็นนักธุรกิจอารมณ์ดี ไม่ว่าจะพูดคุยกี่ครั้ง มักเต็มไปด้วยรอยยิ้มเปื้อนหน้าเสมอ เป็นผู้ใหญ่ใจดีสำหรับสื่อมวลชวน เมื่อ “มาม่า” 50 ปี เจ้าตัวถึงกับแซวบริษัทว่า

“บริษัทครบรอบ 50 ปี แต่คนรู้จักมาม่าเยอะกว่าบริษัทเสียอีก”

โอกาสนั้น “พิพัฒ” จึงย้ำความสำเร็จ “มาม่า” เกิดจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ 1.มีพันธมิตรที่ดี โดยเฉพาะ “เครือสหพัฒน์” รับบทเป็น “พี่เลี้ยง” ประคบประหงมบ่มเพาะให้บริษัทฝ่ามรสุมมาได้ทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติต้มยำกุ้ง หรือแม่กระทั่งวิกฤติโรคโควิด-19 ระบาด 2.การทำธุรกิจ “ผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพ” เป็นหัวใจสำคัญ รวมถึงทีมงานที่ร่วมหัวจมท้ายกับองค์กร และ 3.ฝ่ายบริหารมีความระมัดระวังด้านการลงทุน ไม่ลงทุนเกินตัว ดำรงอยู่ภายใต้เศรษฐกิจพอเพียง

“คุณเทียม โชควัฒนา(ผู้ก่อตั้งเครือสหพัฒน์)มอบหมายให้เราดูแลธุรกิจบะหมี่ฯ และ 3 ปัจจัยใหญ่ ทำให้เราผ่านวิกฤติ ดำเนินงานได้ราบรื่น” พิพัฒ ย้ำ  

ทายาทต้องฝ่าด่านอรหันต์

ยุคพ่อผู้ก่อร้างสร้างธุรกิจ วางรากฐานความสำเร็จสำคัญและเป็นแต้มต่อให้ ทายาทสานภารกิจ ก้าวต่อไปของ “มาม่า” เป็นหน้าที่ของลูกหลานสืบทอดต่อ แต่หนึ่งคัมภีร์ที่ “พิพัฒ” ย้ำให้ฟัง คือการมีพาร์ทเนอร์ดี บุคลากรมีส่วนสำคัญ และต้องทำตัวแบบพอเพียง

‘เป็นคนดี มีคุณธรรม’ คาถาธุรกิจ ‘พิพัฒ พะเนียงเวทย์’  ผู้สร้างตำนาน ‘มาม่า..อร่อย’

ช่วงที่ พิพัฒ ทำงานพลิกบทบาทเป็น “กุนซือ” มักคอยกำกับดูแลการเคลื่อนธุรกิจของเจนเนอเรชัน 2 อย่างใกล้ชิด บางโปรเจคที่ “ลูก” ในฐานะนักบริหารนำเสนอแผนงาน ใช่ว่าจะ “ผ่านด่านอรหันต์” เพราะฟุ้ง! ไปเรื่อย ไม่มียอดขาย ต้องจอด!

ปัจจุบันทายาทพะเนียงเวทย์ รับหน้าที่ต่างกันออกไป เช่น คนโต ดร.พจน์ พะเนียงเวทย์ ดูภาพใหญ่ขององค์กร ดร.พจนี พะเนียงเวทย์ ที่ดูแลการพัฒนาสูตรมาม่า พจนา พะเนียงเวทย์ ดูแลตลาดต่างประเทศ เพชร พะเนียงเวทย์ ดูแลการตลาดในประเทศภายใต้ สหพัฒนพิบูล พันธ์ พะเนียงเวทย์ ดูแลฝั่งการผลิตหรือโรงงาน เป็นต้น

ในวันที่สิ้นร่มโพธิร่มไทรของบ้าน และเสาหลักธุรกิจ สิ่งหนึ่งที่ “ทายาทพะเนียงเวทย์” แสดงให้เห็นเวลานี้คือ การยึดมั่นในความสมัครสมานสามัคคี ครอบครัวรักกัน พี่น้องสามัคคีกัน หรือพ่อสอนไว้..ให้รักกัน ล้วนเป็นเครื่องหมายย้ำเตือนและบอกผ่านว่า “ป๊าไม่ต้องเป็นห่วง”