วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ขุนพล 'บุญรอด' แนะอ่านกระแสให้ออก สูตรช่วยลงทุน จับตาฟองสบู่เอไอ

ขุนพล 'บุญรอด' แนะอ่านกระแสให้ออก สูตรช่วยลงทุน จับตาฟองสบู่เอไอ

ปลาที่ว่ายตามน้ำจะไปเร็วกว่าปลาว่ายทวนน้ำ สูตรช่วยการลงทุน "วรภัทร ชวนะนิกุล" ขุนพลบุญรอดเทรดดิ้ง แบ่งปันประสบการณ์ลงทุนผ่านหมวก 3 ใบ เคลื่อนบุญรอด VC และกองทุน BMB

งานสัมมนา Liberator Investment Forum 2026 โลกใหม่ โอกาสใหม่ ลงทุนอย่างไรให้ออกดอกออกผล บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด หรือ Liberator เป็นเวทีที่หยิบยกประเด็นสำคัญที่มีผลต่อฉากทัศน์ของการลงทุน รวมถึงเทรนด์ ธุรกิจแห่งอนาคต จากบรรดานักธุรกิจ กูรูด้านการลงทุน เพื่อใช้เป็นเลนส์ในการมองหาโอกาสและประกอบการตัดสินใจ

สำหรับหัวข้อ “Hidden Growth Business : ธุรกิจแห่งอนาคต ภายใต้ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจใหม่” กับการมอง “ไทย” มีธุรกิจที่ซ่อนตัวพร้อมสร้างการเติบโตประหนึ่งอัญมณีเม็ดงาม การมองผลกระทบของ 2 มหาอำนาจงัดข้อชิงผู้นำโลก การมาของเทคนโลยีปัญญาประดิษฐ์(เอไอ)เข้าสู่ยุคฟองสบู่หรือยัง ผ่านมุมมองของนักลงทุนชั้นนำ

วรภัทร ชวนะนิกุล Chief Strategy Officer & Chief Financial Officer บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด และ Chief Executive Officer ของ Singha Venture Capital Fund Limited ให้มุมมองเกี่ยวกับ ธุรกิจแห่งอนาคต หรือ Hidden Growth Business ของประเทศไทยผ่าน 3 บทบาทที่ตนเองขับเคลื่อนธุรกิจ โดยหมวกแรกคือการเป็นหนึ่งในขุนพลธุรกิจบุญรอดฯ การลงทุนธุรกิจแห่งอนาคตจะต้องเสริมแกร่งธุรกิจหลัก(Core Business)กลุ่มเครื่องดื่มและอาหาร โดยยกเทรนด์ “สุขภาพ” หรือ Wellness ที่มาแรงตอบสนองผู้บริโภค

หนึ่งในกระแสการดูแลสุขภาพ ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการ “ลดบริโภคน้ำตาล” บริษัทจึงมีการลงทุนใน 2 บริษัทที่ “อิสราเอล” และ “สหรัฐ” ซึ่งพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม “โปรตีนเคลือบน้ำตาล” เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ยังต้องการกินน้ำตาล แต่กินน้อยลง ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีดังกล่าวถูกขยายสู่เชิงพาณิชย์และทำตลาดในสหรัฐแล้ว

ส่วนหมวกของการเป็นผู้ลงทุน(Venture Capital : VC) ย้อน 3 ปีก่อน กิจการแห่งโอกาสที่ถูกซ่อนตัวคือ “OpenAI” โดยบริษัทเข้าไปลงทุนในรอบเดียวกับ Microsoft และ Amazon และภายหลังยังมี Amazon และ Google ลงลงทุนใน Anthropic แล้ว 

หากมอง 2 กรณีข้างต้น การตัดสินใจลงทุนเหมือนกับ “ปลาที่ว่ายน้ำตาม” ซึ่งจะไปได้เร็วกว่าปลาที่ว่ายทวนน้ำ พร้อมยกตัวอย่าง ช่วงที่ AI มาแรง มีการทดสอบ ChatGPT โดยถามเบียร์แบรนด์ “ลีโอ” ใครเป็นเจ้าของ คำตอบได้รับเวลานั้นคือชื่อ “คู่แข่ง” จนตั้งคำถามกับทีมจะให้ลงทุนกับ AI จริงๆหรือ เพราะเวลานั้น AI ยังไม่ชาญฉลาดเท่ากับปัจจุบัน

“การลงทุนไม่ว่าในไทยหรือที่ไหนก็ตาม กระแสน้ำไปทางไหน จะช่วยเราลงทุนมากขึ้น”

อย่างไรก็ตาม การลงทุนใน AI ถือเป็นเครื่องมือ เพราะการที่บริษัทเคลื่อนธุรกิจประสบความสำเร็จได้ “ขุมข่ายคลังข้อมูล” หรือ Data สำคัญ

“หากเราไปขี่บนหลังยักษ์ เราต้องเดิมพัน อย่าง OpenAI และ Anthropic หากขายหุ้นบางส่วนออกไป การรอ IPO คาดหวังจะช่วยให้มีส่วนแบ่งกำไรจากกองทุน”

หมวกสุดท้ายกับบทบาทกองทุน "BMB Capital Partners” ที่เกิดจาก 3 ผู้ประกอบการ คือ ตัววรภัทรเอง ร่วมกับหมู อุ๊คบี และ ภูริต ภิรมย์ภักดี รวมตัวกันเพื่อมองหาโอกาสลงทุน ซึ่งนอกจากลงทุนในต่างประเทศ ยังเติมการลงทุนในประเทศด้วย ซึ่งที่ผ่านมาเคยลงทุนใน “buzzebees” เชี่ยวชาญด้านการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า(CRM) ซึ่งถอนการลงทุนหรือ Exits แล้ว รวมถึงร้านชาชื่อดังอย่าง “Bearhouse” และยังมี “Nose Tea” ที่เข้าไปลงทุนจนมี 10 สาขา

“สุดท้ายแม้จะไปลงทุนที่โน่นที่นี่ เพื่อ diversify แต่เราคนไทยอยากกลับมาช่วยในฐานะนักลงทุนให้ประเทศพัฒนาขึ้น อย่าง 2 บริษัทแรกที่ลงทุนถือเป็น Hidden gem ตอนลงทุนยอดยังไม่เติบโตเท่านี้ อย่าง Bearhouse ลงทุนไปสร้างการเติบโต 7-8 เท่าตัวในปีเดียว กำไรโต 10 เท่า เป็นหนึ่งในบริษัทที่สำเร็จ บริษัทที่ดี ซึ่งผู้ก่อตั้งซารต์และกานต์ ไม่ยอมหยุดเติบโตด้วย การจะลงทุนเราจะมองว่าจุดแข็งของประเทศคืออะไร”

ศึกชิงบัลลังก์มหาอำนาจระหว่าง “สหรัฐ VS จีน” มีผลต่อการลงทุน ยิ่งประธานาธิบดี “ทรัมป์” สร้างความไม่แน่นอนให้โลกอย่างมาก “วรภัทร” มองว่า ไม่ว่าทรัมป์จะมาหรือไป “สหรัฐ-จีน” ยังคงแข่งขันต่อเนื่อง เมื่อมีปมขัดแย้ง สงคราม มิตินักลงทุน หากมองเพียงบริบทของ “เทคโนโลยีเอไอ” หากต้องลงทุนใน 2 ประเทศ ต้องพิจารณาขีดความสามารถการแข่งขันของแต่ละชาติ ใครเก่งด้านไหน

ทั้งนี้ ยกสหรัฐเก่งด้านมันสมองของเอไอ(Brain) ที่ผ่านมาสหรัฐเปิดกว้างรับคนเก่งทั่วโลกเข้าไปเรียนและพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง ส่วนจีนเก่งด้านการสร้างหุ่นยนต์(Physical) ทว่า อีกด้านก็มีข้อจำกัดในการพัฒนา โดยเฉพาะ “สหรัฐ” ทีมีความเข้มด้านข้อมูลส่วนบุคคล(PDPA) ประชากร 200 ล้านคน เทียบกับ “จีน” ประชากรพันล้าน มีกล้องทุกหัวระแหง ใช้ข้อมูลได้เต็มที่เพื่อพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยี

“แง่ของการลงทุน ต้องมองจุดแข็งแต่ละประเทศจะไปได้ดีแค่ไหน ยกตัวอย่าง หากไทยมีบริษัทที่พัฒนาเอไอ ลุยเทคโนโลยีขั้นสูงต้องพิจารณาจะสามารถแข่งขันได้มากแค่ไหน มีโอกาสชนะเหมือนจีน สหรัฐ ทุกคนมีคำตอบในใจหากจะมาลงทุนในไทย”

ส่วนภาวะ “ฟองสบู่ไอเอ” หากพิจารณาหุ้นเทคโนโลยีจะเห็นว่าการประเมินมูลค่า(Valuation)ขณะนี้หลายคน “กลัว” แต่ที่ยังแตกต่างคือ “กำไร”(Earning profit) ยังแข็งแกร่ง ทว่า ทั้งหมดต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะยังมีปัจจัยเศรษฐกิจชะงักและเงินเฟ้อ(Stagflation) เงินฝืด มีผลกระทบ

อย่างไรก็ตาม หุ้นเทคโนโลยีปัจจุบันมูลค่ามหาศาล เช่น SpaceX ที่ยื่น IPO ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ และมูลค่าบริษัทระดับ “ล้านล้านบาท”(57 ล้านล้านบาท) ใหญ่กว่าขนาดเศรษฐกิจ(จีดีพี)ของหลายประเทศ และเทียบกับอดีตบริษัทที่มีขนาดพันล้านดอลลาร์ถือว่ามูลค่ามากแล้ว

“บริษัทเอไอ Valuation สูง บางบริษัทในจีนกำไร 400-500 เท่า ฟองสบู่ไหม..อุตสาหกรรมที่เห็น หากเราลงทุนให้ถูกตัว เป็นตัวที่มีพื้นฐาน หากำไรได้จริงจะต้องไปดู แต่หากใครที่ชอบความตื่นเต้นเหมือนนั่งรถไฟเหาะ อันนั้นแล้วแต่จริต..แต่ถามว่าฟองสบู่ไหม ก็ค่อนข้างน่ากลัวอยู่”

อย่างไรก็ตาม ในการลงทุน จะต้องพิจารณากระแสเหมือน “ปลาที่ว่ายตามน้ำ” นอกจากดูบริษัท โอกาสที่ธุรกิจของบริษัทนั้นๆจะชนะ หรือปัจจัยที่ทำให้บริษัทนั้นๆชนะคู่แข่ง บริษัทอื่นทำตามไม่ได้ ยังต้องดู “แม่ทัพ” หรือผู้ขับเคลื่อนธุรกิจ วิสัยทัศน์ เพื่อเป็น “เลนส์” ในการส่องหุ้นที่น่าสนใจด้วย