ขึ้นดอกเบี้ยแรงแล้วเจ็บระยะสั้นอาจเป็นแนวทางที่ดีในระยะยาว ตัวเลขเงินเฟ้อพ.ค.ที่สูงกว่าคาดทำให้ตลาดกลับมาตั้งคำถามกับเส้นทางการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยด้วยอัตราที่เร่งขึ้น (0.75% vs 0.50%)
และด้วยวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยที่ยาวนานขึ้น (ต้นปี 66 vs ก.ย.65) แต่ก็เป็นเส้นทางที่ทำให้ความเสี่ยงของการเกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน (Stagflation) สูงขึ้นเช่นกัน ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงจำนวนมากถูกขายและเกิดการปรับน้ำหนัก // เรามองการขึ้นดอกเบี้ยแรงอาจกระทบจิตวิทยาระยะสั้น แต่เป็นแนวทางที่ดีกับสินทรัพย์เสี่ยงในระยะยาว อย่างไรก็ตามภาพรวมการลงทุนหุ้นใรช่วง 3 เดือนหน้า จะถูกกระทบจากความเสี่ยงของการปรับประมาณการกำไรบจ. ทั้งจากผลของต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และต้นทุนทางการเงินที่จะเริ่มสะท้อนเข้าไปในงบ บริษัทที่แข็งแกร่ง เครดิตดี และมีความเป็นเจ้าตลาด จะได้เปรียบและเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ประเมินความเสี่ยงทางลงที่ 1,540 จุด ที่เป็นกรอบล่างของการเคลื่อนไหวทั้งปี
กลุ่มโรงกลั่นเผชิญความไม่แน่นอน หลังภาครัฐและนักการเมืองโจมตีโรงกลั่น (และโรงแยกก๊าซ) จากกำไรที่สูงปีนี้จากค่าการกลั่นที่สูงกว่าปกติ และมีการเสนอแนะหลายแนวทางในการเก็บเงินจากกลุ่มโรงกลั่นเพื่อสนับสนุนฐานะของการทุนน้ำมัน รวมไปถึงการเก็บภาษีลาภลอย แม้แนวทางต่างๆอาจนำไปสู่ภาคปฎิบัติไม่ง่ายและเสี่ยงต่อข้อหาแทรกแซงตลาด หากอิงแนวทางในปี 2551 อาจออกมาในรูปแบบของเงินบริจาค ซึ่งกลุ่มโรงกลั่นเคยบริจาคดังนี้ TOP 920 / PTTAR 600 / IRPC 415 / BCP 261 รวม 2,196 ล้านบาท (ขณะนั้น ESSO และ SPRC ยังไม่เข้าเป็นบริษัทจดทะเบียน) // เราคาดหุ้นโรงกลั่นในระยะสั้นจะ Underperform จนกว่าจะมีความชัดเจนเรื่องภาระต้นทุนส่วนนี้
สกุลเงินดิจิทัลทรุดจากความกังวลสภาพคล่องและบังคับขาย มาร์เก็ตแคปของเงินดิจิทัลลดลงจาก 3 ล้านล้านเหรียญฯ เหลือต่ำกว่า 1 ล้านล้านเหรียญฯ ในเวลา 1 ปี ขณะที่ BTC และ ETH สัปดาห์นี้ปรับลดลงราว 18% ซึ่งเราประเมินว่าเนื่องจาก 1) ตลาดกังวลกับการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด 2) แพลตฟอร์มฝากเงินดิจิทัล Celsius ที่มีผู้ใช้กว่า 2 ล้านราย ประกาศห้ามถอนสินทรัพย์ ออกจากแพลตฟอร์ม ทำให้ตลาดกังวลปัญหาขาดสภาพคล่อง 3) ความกังวลการบังคับขาย (Forced liquidation) สินทรัพย์ดิจิทัลของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่มีการถือครองด้วยการกู้ยืม อาทิ Microstrategy ที่ถือ BTC อยู่ 129,218 BTC และน่าจะมีต้นทุนอยู่ที่ 30,000 USD หากคิดจากราคาปัจจุบันที่ 23,000 USD เท่ากับบริษัทขาดทุนอยู่ราว 2.9 พันล้านเหรียญฯ ซึ่งมากกว่าส่วนผู้ถือหุ้น ณ สิ้นไตรมาส 1/65 ที่ 863 ล้านบาท
ประเด็นเก็งกำไรอื่น 1) กลุ่มเครื่องดื่ม อาทิ OSP, CBG, ICHI, SAPPE 2) กลุ่มท่องเที่ยว CENTEL, ERW, MINT, BAFS, AAV, SHR 3) กลุ่มเปิดเมือง CPALL, MAKRO 4) กลุ่มอาหารและเกษตร CPF, GFPT, TFG, TU, KSL, KTIS, KBS, BIS, 5) หุ้นประกัน TIPH, BLA, TVI, THREL (แค่เก็งกำไรรับไทยประกันเข้า IPO)
ภาพรวมกลยุทธ์: หลุด 1,600 ความเสี่ยงทางลงจะเปิด โดยมีแนวรับ 1,580 และ 1,540 จุด ตามลำดับ กลุ่มที่อาจถูกสลับมาเก็งกำไรหรือพักเงิน ได้แก่ ประกัน สาธารณูปโภคที่ปันผลสูง รวมถึงหุ้นเปิดเมืองที่ยังขึ้นน้อย //หุ้นแนะนำ: SPA*, DMT*, KASET*
แนวรับ: 1,580 / แนวต้าน : 1,605 จุด สัดส่วน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%
ประเด็นการลงทุน
ตลาดบอนด์สหรัฐเกิด inverted yield curve ส่งสัญญาณเศรษฐกิจถดถอย – อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปีดีดตัวสูงกว่าอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเม.ย. ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าธนากลางสหรัฐ (เฟด) จะเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
เฟดเผยผลสำรวจชี้ผู้บริโภคสหรัฐคาดเงินเฟ้อปรับตัวขึ้นช่วง 1 ปีข้างหน้า – ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์กเปิดเผยผลสำรวจกลุ่มตัวอย่างจาก 1,300 ครัวเรือนพบว่า ตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะสั้นสำหรับช่วง 12 เดือนข้างหน้าปรับตัวขึ้น 0.3% สู่ระดับ 6.6%
รมต.คลัง เสนอเก็บภาษีขายหุ้น 0.1% เข้าครม. เร็วๆนี้ – คาดสร้างรายได้เข้ารัฐหมื่นล้านบาท จะถูกจัดเก็บไม่ว่าขาดทุนหรือกำไร มีผลภายใน 90 วัน
Opportunity day – 14 มิ.ย. IP, LHK, GLOCON, ARROW, YGG / 15 มิ.ย. SEAOIL, TRC, EPG, SELIC / 16 มิ.ย. VRANDA, JR, MENA, IND, UBE, FN / 17 มิ.ย. SKE, FVC, GPI
หุ้นเข้าซื้อขายวันแรกในตลาด mai วันนี้ - STP หรือ 'บมจ. สหไทยการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์' ดำเนินธุรกิจ Packaging
ประเด็นติดตาม: 14 มิ.ย. – US PPI / 15 มิ.ย. – US Retail Sales, Fed Interest Rate Decision / 16 มิ.ย. – US Building Permits, US Initial Jobless Claims / 17 มิ.ย. – EU CPI, Fed Chair Powell Speaks
(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)









