ท่ามกลางไฟสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังระอุ และยืดเยื้อเป็นเวลาหลายเดือน นานาประเทศต่างจับตามองถึงผลจากสงครามที่จะกระทบไปทั่วทั้งโลก โดยเฉพาะวิกฤติพลังงาน จากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งวิกฤติครั้งนี้จะส่งผลอย่างไร อ่านเพิ่มเติมได้จากบทความนี้
นายดิษทัต ปันยารชุน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เผยว่า สงครามในครั้งนี้เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก เนื่องจากรัสเซียเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก โดยก่อนที่สงครามจะเกิดขึ้น รัสเซียมีกำลังการผลิตน้ำมันสูงถึงประมาณ 11 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา โดยมีซาอุดิอาระเบียอยู่ในอันดับที่ 3 ในช่วง 3 เดือนของ สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ผ่านมา รัสเซียตกมาอยู่อันดับที่ 3 ด้วยกำลังการผลิตน้ำมันที่ลดลงเหลือ 10.05 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยนักวิเคราะห์ได้มองว่าอาจจะลงมาเหลือเพียง 9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งนั่นหมายถึงปริมาณน้ำมันดิบที่ขาดหายไปในตลาด
หลายประเทศพากันออกมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย เพื่อตอบโต้การรุกรานยูเครน โดยล่าสุด สหภาพยุโรป ได้เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ต่อรัสเซีย โดยเน้นไปที่การห้ามซื้อน้ำมันจากรัสเซีย เพื่อสกัดกั้นในการเข้าถึงแหล่งรายได้ โดยจะมีการคว่ำบาตรถอนการนำเข้าน้ำมันดิบ ภายใน 6 เดือนข้างหน้า ส่วนน้ำมันสำเร็จรูปจะดำเนินการภายในสิ้นปี 2022
ปัจจุบัน สหภาพยุโรปยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่เป็นเอกฉันท์ได้ จึงกลายเป็นความกังวลว่าวิกฤติพลังงาน จะจบลงอย่างไร ปริมาณน้ำมันและพลังงานอื่นๆ จะเพียงพอต่อความต้องการของตลาดโลกหรือไม่ เมื่อความเป็นจริง สหภาพยุโรปพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียเป็นหลัก น้ำมันที่รัสเซียผลิตได้กว่า 55% ถูกกระจายไปยังประเทศต่างๆ ทั่วยุโรป ไม่ใช่แค่เพียงน้ำมัน แต่ยังรวมถึงก๊าซธรรมชาติกว่า 40% ของการอุปโภคอีกด้วย
นอกเหนือจากมาตรการคว่ำบาตรเพื่อแสดงจุดยืนต่อต้านสงครามแล้ว การที่บางประเทศเลี่ยงที่จะนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย ก็เป็นเพราะการดำเนินการที่ยุ่งยากขึ้น ทั้งเรื่องสินเชื่อ (Bank Credit) การประกันภัย การเดินเรือต่างๆ ไม่สามารถดำเนินการได้สะดวกเหมือนก่อนเกิดสงคราม จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียลดลง
ณ ตอนนี้ รัสเซียยังคงส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติไปยังยุโรป ผ่านท่อส่งซึ่งเป็นช่องทางหลัก ในขณะที่บางส่วนมีการนำเข้าทางทะเล ผ่านท่าเรือ ซึ่งถือเป็นอีกช่องทางในการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากแหล่งอื่นได้ หากต้องลดการนำเข้าจากรัสเซียลง
การนำเข้าก๊าซธรรมชาติผ่านทางเรือนั้น มีขั้นตอนที่ยุ่งยากกว่าขนส่งน้ำมัน เพราะต้องเปลี่ยนสถานะก๊าซให้เป็นของเหลว (Liquefied) ในอุณหภูมิที่เย็นจัด ลบ 660 องศาเซลเซียส พอถึงปลายทางต้องทำการเปลี่ยนสถานะของเหลวให้เป็นก๊าซ (Regasification) อีกครั้ง ซึ่งต้องมีการลงทุนจำนวนมหาศาล
ดังนั้น การประกาศคว่ำบาตรน้ำมันจากรัสเซียของยุโรปจึงทำได้ง่ายกว่าลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติของรัสเซีย เพราะต้องมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งใช้เวลาเตรียมการนานหลายปี โดยล่าสุด ทางรัสเซียได้เรียกร้องให้คู่ค้าในยุโรปชำระค่าก๊าซเป็นสกุลรูเบิลของตนเอง ทำให้บางประเทศ เช่น โปแลนด์และบัลแกเรียไม่พอใจที่ทางรัสเซียไม่ปฏิบัติตามสัญญาเดิมที่เคยได้ตกลงไว้ รัสเซียเลยประกาศระงับการส่งพลังงานให้
ในขณะที่รัสเซียกำลังใช้พลังงานในมือ ตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก สหรัฐอเมริกาในฐานะผู้ผลิตน้ำมันเบอร์หนึ่งของโลก พยายามแก้ไขปัญหาโดยปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองออกมาเพิ่ม แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อปริมาณน้ำมันที่ขาดหายไปจากรัสเซีย หลายชาติจึงได้เรียกร้องให้ซาอุดีอาระเบีย รวมไปถึงโอเปก (OPEC) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ เพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันดิบ ซึ่งจะช่วยปรับลดราคาน้ำมันลงได้ แต่กลับไม่เป็นผล
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโอเปกต้องการที่จะรักษาความสัมพันธ์อันดีกับรัสเซีย ซึ่งร่วมอยู่ในกลุ่มโอเปกพลัส ซึ่งเป็นการรวมตัวของสมาชิกโอเปก 13 ประเทศ และ 10 ชาติพันธมิตร โดยมีกำลังการผลิตน้ำมันดิบสูงถึงราว 40% ของปริมาณการผลิตทั้งหมดในตลาดโลก
หากการคว่ำบาตรน้ำมันจากรัสเซียเกิดขึ้นจริง รัสเซียถูกตัดขาด ไม่สามารถค้าขายพลังงานได้เช่นเคย และโอเปกไม่ให้ความร่วมมือในการผลิตน้ำมันเพิ่มอย่างเพียงพอ แน่นอนว่าปริมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกย่อมลดน้อยลง สหภาพยุโรปเองย่อมจะต้องเข้ามาซื้อจากแหล่งผลิตในเอเชีย และตะวันออกกลาง เพื่อทดแทนน้ำมันจากรัสเซีย ยิ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันขยับตัวสูงขึ้น
เมื่อถึงเวลานั้น ผลกระทบจะไม่ใช่แค่เรื่องสงคราม หรือวิกฤติพลังงานอีกต่อไป แต่จะรวมถึงคุณภาพชีวิตของคนทั่วโลก ที่ต้องเผชิญกับปัญหาความมั่นคงทางด้านอาหาร จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ขยับตัวสูงขึ้นตาม
สำหรับประเทศไทย พลังงานที่นำเข้าส่วนใหญ่มาจากตะวันออกกลางเป็นหลัก ตามมาด้วย แอฟริกาตะวันตก และสหรัฐอเมริกา แม้จะไม่ได้พึ่งพาพลังงานจากรัสเซียนัก แต่ยังคงต้องจับตาดูสถานการณ์ สงครามรัสเซีย-ยูเครน และการคว่ำบาตรของชาติยุโรป ว่าจะมีทางออกอย่างไร เพราะราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นยังเป็นประเด็นหลักที่กระทบต่อประเทศและการดำเนินชีวิตของคนไทย









