EEC Enterpriseตามแนว  ecosystem business model

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) มีแนวทางในการพัฒนาวิสาหกิจในพื้นที่อีอีซี โดยเป็นการร่วมลงทุนระหว่าง สกพอ. และสำนักงานกองทุนหมู่บ้านเอกชน โดยทำหน้าที่ วางแผนการผลิต วางแผนการตลาด และส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง

เพื่อการพัฒนาส่งเสริมทักษะและช่องทางการจำหน่าย เบื้องต้นจะทำการคัดเลือกกลุ่มวิสหกิจชุมชนที่มีศักยภาพสูง เพื่อมาพัฒนาทักษะทางธุรกิจในด้านต่างๆ และจะมุ่งเน้นเป้าหมาย 9 กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ซึ่งประกอบด้วย การท่องเที่ยวชุมชน เสื้อผ้าสิ่งทอ สัตว์เลี้ยง อาหารริมทาง สินค้าแปรรูป พืชสมุนไพร สินค้าเกษตร ผลไม้ และของที่ระลึก อย่างไรก็ดีรายละเอียดในส่วนของการร่วมงานกับภาคเอกชนนั้น ยังไม่ชัดเจน แนวทางในการพัฒนาควรให้ความสำคัญกับแนวทาง ecosystem business model หรือ แบบการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ ที่ส่งเสริมการพัฒนาวิสาหากิจชุมชนไปพร้อมๆกัน

การตั้งบรรษัทวิสาหกิจชุมชนนั้น เพื่อเป็นแนวทางที่จะส่งเสริมและสร้างประสิทธิภาพในด้านการบริหารจัดการ เพื่อการนำการเกษตรไปในเชิงพาณิชย์ที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น หากการพัฒนารูปแบบของบรรษัทวิสาหกิจชุมที่เกิดขึ้นในอีอีซีประสบความสำเร็จ ก็จะเป็นจุดเปลี่ยนของหนึ่งชุมชน แต่ถ้าเรามุ่งหวังในการสร้างจุดเปลี่ยนในอีอีซี หรือ ไปถึงการสร้างจุดเปลี่ยนของประเทศในการพัฒนารูปแบบบรรษัทนั้น ควรกำหนดรูปแบบธุรกิจโดยพิจารณาหลักใหญ่ เช่น การขยายธุรกิจภาคบริการ และการแนวการพัฒนาสินค้าที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและการผลิตของทั้งประเทศ เบื้องต้นของการพัฒนา ควรเป็นแนวคิดที่ไม่จำกัดเพียงเฉพาะในชุมชน แต่อาจจะปรับแนวคิดและมุมมองที่อาจจะเป็นการร่วมกันมากกว่าหนึ่งชุมชน มากกว่าหนึ่งตำบล และมากกว่าหนึ่งอำเภอ

การพิจารณาการขยายธุรกิจภาคบริการ แนวทางการมุ่งเน้นในการพัฒนามุ่งที่เป้าหมาย 9 กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ซึ่งสัดส่วน สินค้าและบริการนั้น 8:1 ซึ่งด้านสินค้า เสื้อผ้าสิ่งทอ สัตว์เลี้ยง อาหารริมทาง สินค้าแปรรูป พืชสมุนไพร สินค้าเกษตร ผลไม้ และของที่ระลึก และบริการคือการท่องเที่ยวชุมชน การบริการที่ควรพิจารณาให้ความสำคัญนั้นคือการบริการภาคธุรกิจ ซึ่งควรพัฒนาทุกชุมชนตามศักยภาพและความต้องการในภาพรวม (training according to its ability, produce according to demand) เพราะทุกชุมชนสามารถพัฒนาไปพร้อมๆ กันตามศักยภาพที่มี และเพื่อการพัฒนาประเทศแบบยั่งยืน หากชุมชนใดที่มีศักยภาพที่สามารถผลิตสินค้า ก็ควรการพัฒนาด้านการผลิต หากชุมชนใดที่มีศักยภาพที่สามารถด้านการบริหารจัดการก็มุ่งเน้นการพัฒนาด้านการบริหารจัดการ และนำแต่และชุมชนมาจัดตั้งเป็นบริษัท ซึ่งจะคล้ายกับการที่บริษัทมีการจัดจ้างงานจ้างภายนอก (outsourcing)

หากในกรณีใดที่หลายๆ ชุมชนยังขาดศักยภาพในหลายๆ ด้าน ก็อาจจะต้องพึ่งพาเอกชนมากขึ้นหรือวิสาหกิจอื่นๆ ตามแนวทางการพัฒนาธุรกิจแบบใหม่ (new business model) เช่น contract manufacturing contract farming โดยรวม บ้างชุมชนอาจจะรับผิดชอบด้านบริหารจัดการองค์กร และอีกชุมชนดูด้านการตลาดและขนส่ง บางชุมชนอาจจะมุ่งเน้นการผลิต ในเบื่องต้นอาจจะเป็น

การสร้างเครือข่ายทางธุรกิจในจังหวัด และจังหวัดใกล้เคียง แนวทางการพัฒนาสินค้าที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและการผลิตของทั้งประเทศนั้นสำคัญ เพราะการทำเกษตรแบบ Demand Driven จะช่วยลดปัญหาสินค้าทางการเกษตรที่ล้นตลาด

แนวทางพัฒนาประเทศควรให้ความสำคัญและมุ่งเน้นในการยกระดับรายได้ทั้งประเทศ และขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนทั้งประเทศไปพร้อมๆกัน นโยบายการพัฒนานั้นควรสร้างศักยภาพในการแข่งขันเพื่อประสิทธิภาพที่มีผลบวกในภาพรวมของประเทศ หวังว่าการตั้งบรรษัทวิสาหกิจชุมชนนั้น จะเป็นจุดเริ่มต้นของจุดเปลี่ยนวิสาหกิจของทั้งประเทศซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนายกระดับรายได้อย่างยั่งยืนโดยการพัฒนาตามแนวทาง ecosystem business model แบบการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ แนวทางดังกล่าวนั้นจะส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจในอีอีซีและยังรวมการพัฒนาทั้งประเทศอย่างแท้จริง