วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สินทรัพย์เสี่ยงผันผวนก่อนรายงานตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ 11 พ.ค.

สินทรัพย์เสี่ยงผันผวนจากหลายปัจจัย ได้แก่ 1) ความกังวลเกี่ยวกับสภาพคล่องในการลงทุนที่จะลดลงจากนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ตึงตัวมากขึ้น (เร่งขึ้นดอกเบี้ยและลดงบดุล)

2) ความกังวลการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว (สงครามยูเครนและปิดเมืองที่จีน) กระทบต่อผลประกอบการในอนาคต 3) การแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐฯ ทำให้จิตวิทยาการลงทุนอยู่ในภาวะระวังต่อความเสี่ยง (risk-off) ทั้งนี้สหรัฐฯ จะรายงานตัวเลขเงินเฟ้อ เม.ย.ในวันที่ 11 พ.ค. ซึ่งตลาดคาดจะเห็นเงินเฟ้อที่ชะลอลงเป็น 8.1% (จากมี.ค.ที่ 8.5%) ซึ่งหากเงินเฟ้อเป็นไปตามคาด เราอาจเห็นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ 10 ปี ชะลอตัวลงจากระดับ 3.0-3.5% ซึ่งอาจจะทำให้การปรับฐานของสินทรัพย์เสี่ยงมีโอกาสชะลอตัวลง

ตลาดเงินดิจิตัลปั่นป่วน ระวังหุ้นที่เกี่ยวข้อง สกุลเงินดิจิตัลปรับตัวลดลงจากความกังวลสภาพคล่องที่จะหายไปจากนโยบายการเงินที่ตึงตัวของธนาคารกลางสหรัฐฯ ทั้งนี้การปรับฐานของสกลุลเงินดิจิตัลจำนวนมากสร้างแรงกดดันต่อกลไกการรักษาราคาของสกุลเงินดิตัลที่มีกลไกการคงมูลค่า (stable coin) ซึ่งแม้จะมีกลไกการทำงานที่ดี แต่ในกรณีที่ราคาของสินทรัพย์สำรองลดลงอย่างรวดเร็ว หรือกลไกการทำงานเริ่มผิดปกติจนต้องมีการเทขายสินทรัพย์สำรองเพื่อใช้รักษาระดับราคา จะสร้างแรงกระเพื่อมต่อเหรียญที่เกี่ยวกันเป็นลูกโซ่ ดังนั้นนักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังหุ้นที่เกี่ยวกับสกุลเงินดิจิตัลในระยะสั้น (ทั้งลงทุนและขุด) ทั้งนี้ควรติดตามผลประกอบการที่กำลังจะประกาศ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากราคาสินทรัพย์ติจิตัลที่ปรับลดลงในช่วงที่ผ่านมาได้เช่นกัน
 

ค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มถูกดดันตราบใดราคาพลังงานยังสูง ราคาน้ำมันดิบปรับลดลง 6% หลัง EU ยังไม่มีมาตรการแบนน้ำมันจากรัสเซียที่เด็ดขาด อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวในระดับสูง 90-100 เหรียญฯ ทำให้การนำเข้าพลังงานต่อการนำเข้ารวมของไทยอยู่ที่ราว 20% ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดขาดดุลการค้าและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งจะยังเป็นปัจจัยกดดันค่าเงินบาทในทิศทางอ่อนค่า โดยเฉพาะหากดุลบริการยังไม่สามารถกลับมาเพิ่มขึ้นได้รวดเร็วจากการเปิดประเทศที่ยังต้องใช้เวลา ทั้งนี้การอ่อนค่าของเงินบาทจะบวกต่อหุ้นส่งออก พวกห้องเย็น อาหาร และอิเล็กทรอนิกส์ (ควรซื้อหลังงบออก) 

ประเด็นเก็งกำไรอื่น 1) กลุ่มเครื่องดื่ม อาทิ OSP, CBG, ICHI, SAPPE 2) กลุ่มท่องเที่ยว CENTEL, ERW, MINT, BAFS, AAV, SHR 3) กลุ่มเปิดเมือง CPALL, MAKRO 4) กลุ่มมีลุ้นเข้า SET50 ได้แก่ JMT, JMART 5) กอง REIT ได้แก่ FTREIT, WHART 6) ขณะที่หุ้นกลาง-เล็กที่สามารถเลือกเก็งกำไร (แบบกำหนดจุดตัดขาดทุน) ในช่วงนี้ ได้แก่ THREL, BLA, MAJOR, TH, SCN, SCI, CMR, TKN, SPA เป็นต้น

ภาพรวมกลยุทธ์: มีโอกาสปรับลงต่อ โดยรวมยังคงมุมมองระมัดระวังสำหรับไตรมาส 2/65 ที่อัพไซต์อาจจะจำกัด ยังคงกลยุทธ์ “แค่เก็งกำไรระหว่างรอจุดซื้อที่ดี” โดยเน้นในหุ้นใหญ่พื้นฐานดีที่ valuation ไม่แพงหรือกระแสเงินสดสูงที่สามารถจำกัด downside risk ได้เป็นหลัก //หุ้นแนะนำ:  OR*, MAJOR*, ASIAN*

แนวรับ: 1,585-1,600 / แนวต้าน : 1,615 จุด สัดส่วน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%
 

ประเด็นการลงทุน

กบน. กัดฟันตรึงดีเซลลิตรละ 32 บาท ต่ออีก 1 สัปดาห์ – ด้านคลังบรรจุวงเงินกู้ 3 หมื่นล้านอุ้มกองทุนน้ำมันเข้างบปี 65

ADVANC ค้านควบ TRUE-DTAC หวั่นเกมผูกขาด - ยันไม่เป็นธรรมกับผู้ให้บริการที่เหลือ แถมผูกขาดตลาด ลดทางเลือกผู้บริโภค ชี้หาก กสทช. ไม่ระงับการควบรวม ต้องจ่ายเยียวยา ADVANC หลังต้องเสียเงินประมูลคลื่น 700 MHz 2 รอบ

สธ.ลดเตือนภัยโควิด ‘ระดับ 3’ – โดยลดจาก 4 เหลือ 3 ทุกจังหวัดทั่วประเทศ เร่งฉีดวัคซีนเข็ม 3 ขณะที่ 12 พ.ค. ชงผ่อนคลายมาตรการ “ผับ-บาร์” 1 ก.ค. พร้อมโรคประจำถิ่น

บิ๊กล็อต BH รวมกว่า 1 หมื่นลบ. "สาธิต" ขายให้สถาบันการเงิน - ทีราคาเฉลี่ย 151.50 บาท/หุ้น ขณะที่ราคาหุ้นปิดเทรดที่ 162.50 บาท รายงานจาก BH เผยว่า นายสาธิต ประธาน PRINC ได้ทำบิ๊กล็อตเนื่องจากเป็นการถือเพื่อลงทุน เมื่อราคาปรับขึ้น จึงขายบางส่วนเพื่อมาชำระเงินกู้และเพื่อลงทุนต่อในอนาคต

MSCI rebalancing – MSCI จะประกาศในวันที่ 12 พ.ค. รู้ผลเช้าวันที่ 13 พ.ค. โดยสื่อในประเทศรายงานหุ้นที่มีโอกาสเข้า MSCI Global Standard Index มากที่สุดคือ JMT หุ้นอื่นที่มีโอกาสเข้าคือ COM7, TTB, BANPU และ TIDLOR ขณะที่หุ้นที่มีโอกาสถูกปรับออก ได้แก่ BGRIM และ STGT

ASIAN และบ.ย่อย ไตรมาส 1/65 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 248.35 ลบ. – กำไรต่อหุ้น 1Q22 ที่ 0.31 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 19.23% yoy เปรียบเทียบกับ 1Q21 ที่ 0.26 บาทต่อหุ้น

 

ประเด็นติดตาม: 10 พ.ค. ประธาน Fed ในหลายรัฐออกมาพูดให้ความเห็น / 11 พ.ค. – US CPI, ปรมูลพันธบัตรสหรัฐฯอายุ 10 ปี / 12 พ.ค. – MSCI Rebalancing, US PPI, US Initial Jobless Claims 

(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)