“อาคม” ระบุ การดูแลเศรษฐกิจระยะต่อไป ต้องเน้นไปที่การฟื้นฟู ขณะที่ การอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อเยียวยาควรลดลง ลั่น ยังไม่พิจารณาคนละครึ่งเฟส 5 ชี้การกู้เงินจะต้องคำนึงถึงวินัยการเงินการคลัง
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังการประชุมสภาธุรกิจตลาดทุนโดยระบุว่า ขณะนี้ทั่วโลก มุ่งสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจ มากกว่าการอัดฉีดเงินเยียวยา ดังนั้น การอัดฉีดเงินเพื่อการเยียวยาเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิดควรลดลง
ส่วนจะกู้เพิ่มเติมหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความจำเป็นในขณะนั้นๆ และการกู้เงินจะต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ขณะเดียวกัน การกู้เงินเพิ่มเติม เราจำเป็นต้องคำนึงถึงวินัยการเงินการคลังของประเทศด้วย ซึ่งขณะนี้ ทั่วโลกมองตรงกันว่า ปัจจุบันคนที่ติดเชื้อโควิดมีอาการรุนแรงน้อยลง และทุกประเทศเปิดประเทศกันหมด ดังนั้น มาตรการของเราควรมุ่งไปที่การฟื้นฟูเศรษฐกิจ ผ่านวงเงินในงบประมาณ และงบลงทุนในรัฐวิสาหกิจ
ในอีกด้านหนึ่ง การกู้เพิ่มเติมด้วยการออกพ.ร.ก.ก็มีความเป็นห่วงในเรื่องของหนี้สาธารณะที่จะพุ่งสูงขึ้น ซึ่งขณะนี้ระดับหนี้สาธารณะของไทยอยู่ในระดับ 60% ยังเหลือช่องอีก 10% ก่อนจะชนเพดาน แต่เราควรใช้ในยามฉุกเฉินจำเป็นจริงๆ เท่านั้น ทั้งนี้ หากไม่มีการกู้เพิ่มเติม ระดับหนี้สาธารณะในสิ้นปีงบประมาณ 2565 จะอยู่ที่ 62.76%
สำหรับกรณีที่มีกระแสข่าวว่าจะมีการปรับสูตร คนละครึ่ง เฟส 5 โดยรัฐสนับสนุน 25% และประชาชนจ่ายเงิน 75% นั้น ยังไม่มีการหารือกันในเรื่องดังกล่าว ส่วนจะมีการออกโครงการคนละครึ่ง เฟส 5 ต่อหรือไม่นั้น คงต้องติดตามสถานการณ์ จะต้องเรียนว่าในเรื่องงบประมาณ และเรื่องเงินกู้ มีข้อจำกัดมากขึ้น
ทั้งนี้ สำหรับโครงการคนละครึ่ง เฟส 4 ยืนยันว่า จะจบในวันที่ 30 เม.ย.65 นี้แน่นอน โดยยังไม่มีโครงการใดจะออกมาต่อทันทีในวันที่ 1 พ.ค.65 ซึ่งขอประเมินสถานการณ์ และความจำเป็นก่อน
“ยอมรับว่า ประโยชน์จากโครงการคนละครึ่งนั้น ก็มีขีดความสามารถในการใช้จ่ายมากขึ้นตามกำลังที่มีอยู่ แต่เราก็ต้องประเมินกันต่อไปว่า การเพิ่มขึ้นของรายได้ สำหรับผู้ที่มีรายได้ประจำ หรือผู้ที่มีรายได้ รายวันว่ามีรายได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ อย่างไร ก็ขอดูตรงนี้
เขากล่าวด้วยว่า อย่างที่เรียนไปแล้วว่า เวลานี้ดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น เพราะประชาชนเริ่มกลับมาทำงาน แต่อาจจะไม่ทั้งหมด แต่ก็กลับมาทำงานแล้ว โดยเฉพาะในธุรกิจโรงแรม ภัตตาคาร โรงงาน ซึ่งในส่วนของโรงงานต่างๆ ก็มีการเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นมา บางบริษัทก็มีการจ่ายโบนัส ก็ถือว่า รายได้เริ่มกลับมา ฉะนั้น ประชาชนส่วนหนึ่งที่มีรายได้
ฉะนั้น หมายความว่า เมื่อเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น ความจำเป็นที่จะเข้าไปดูแลเรื่องกระตุ้นอาจจะค่อยๆ ลดลงไป แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ดูแล ซึ่งอย่างที่เรียนว่า รัฐดูแลระดับการบริโภค โดยการบริโภค และการใช้จ่ายของประเทศไทย ส่วนหนึ่งมาจากภาคการท่องเที่ยว ซึ่งขณะนี้เริ่มที่จะเข้ามามากขึ้น โดยช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา คนไทยเดินทางมากขึ้น ต่างชาติก็เพิ่มขึ้น และมาตรการที่ ศคบ.ได้ผ่อนคลายจะทำให้มีรายได้มากขึ้น ส่วนนี้เกี่ยวข้องกับผู้ที่จ้างงานในระบบการท่องเที่ยว
ส่วนในเรื่องมาตรการด้านพลังงาน โดยเฉพาะการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ลง 3 บาท ซึ่งจะหมดอายุในวันที่ 20 พ.ค.นี้นั้น เขากล่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะพูดว่าจะขยายมาตรการลดภาษีดังกล่าวออกไปอีกหรือไม่ ซึ่งการพิจารณาขึ้นอยู่กับการประเมินภาวะเศรษฐกิจ และขีดความสามารถในการจัดเก็บรายได้
เขายังกล่าวถึงแผนพัฒนาตลาดทุนไทยฉบับที่ 4 ช่วงปี 2565 ถึง 2570 นั้น นายอาคม กล่าวว่า การประชุมสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เมื่อวานนี้ ได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ 5 ประการคือ 1.การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้มีส่วนร่วมในตลาดทุนไทย โดยเฉพาะธุรกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
2.การเข้าถึงตลาดทุน เพื่อเชื่อมโยงให้ผู้ที่มีเงินออม และผู้ที่ต้องการลงทุน มาพบกัน 3.การพัฒนาไปสู่ Digitalization หรือ digital economy และการกำกับดูแล Digital asset และคริปโทฯ ให้มีความชัดเจนขึ้น 4.การสร้างตลาดทุนไทยให้เกิดความยั่งยืน โดยผลักดันให้ออก product ใหม่ๆ เพิ่มเติม และ 5. Financial well being หรือการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านการเงิน และวินัยการออมของภาคประชาชน
พิสูจน์อักษร โดย....สุรีย์ ศิลาวงษ์








