แนะรับมือความเครียดจากดราม่าโซเชียล อย่าตอบโต้ด้วยอารมณ์ รู้จักปล่อยวาง หันหาคนที่ไว้ใจ พร้อมฝึกคิดวิเคราะห์ ตั้งคำถาม “ทำไม-อย่างไร” รับมือโลกอนาคตอย่างชาญฉลาด
KEY POINTS
- ความเครียดสะสมส่วนหนึ่งเกิดจากสภาพแวดล้อมและสังคมที่ผู้คนชอบวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของผู้อื่น ซึ่งโซเชียลมีเดียยิ่งขยายเรื่องเล็กน้อยให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ (ดราม่า)
- วิธีรับมือกับแรงกดดันคือหลีกเลี่ยงการโพสต์ความรู้สึกส่วนตัวบนโซเชียลมีเดียหากเป็นคนอ่อนไหวต่อคำวิจารณ์ และหันไปปรึกษาหรือระบายกับคนที่ไว้ใจ เช่น พ่อแม่ หรือครูอาจารย์
- เมื่อถูกวิจารณ์ในโซเชียลมีเดีย ควรรับฟังก่อน แต่อย่าโต้ตอบบนนั้นโดยตรง หากเรื่องไม่ร้ายแรงให้ใช้หลักอุเบกขา แต่หากเป็นการกล่าวหาที่ผิดกฎหมายควรปรึกษานักกฎหมาย
- เทคนิคการผ่อนคลายความเครียดคือการทำร่างกายและจิตใจให้ว่าง แล้วนึกถึงช่วงเวลาดีๆ ในชีวิต โดยอาจใช้ภาพถ่ายเก่าๆ ช่วยเตือนความจำถึงความสุขในอดีต
- อย่ากังวลเรื่องอนาคตมากเกินไป และฝึกฝนการคิดเชิงวิเคราะห์ด้วยการตั้งคำถาม "ทำไม" (Why) และ "อย่างไร" (How) เพื่อช่วยให้อยู่รอดในโลกอนาคตได้อย่างชาญฉลาด
อ่านเรื่องความเครียดในชีวิตของนักหมากรุกแชมป์โลก ในวันที่พ่ายแพ้ คอมพิวเตอร์ แต่ก็สามารถหาความท้าทายอื่นในชีวิต เรื่องของแม่บ้านญี่ปุ่นรุ่นเบบี้บูมที่ต้องลาออกจากงานหลังแต่งงาน เพื่อทำงานบ้าน ดูแลลูก และรับใช้สามีที่เป็นผู้หาเงินหลักของบ้าน มีจำนวนมากที่ไม่มีความสุข แต่ต้องอดทนรอเวลามา 30 กว่าปี เพื่อใช้สิทธิ์ในการขอหย่าสามีหลังจากสามีเกษียณ และได้รับส่วนแบ่งเงินเกษียณของสามี รวมถึงเรื่องการลุกฮือของเยาวชนฝรั่งเศสเพื่อเรียกร้องให้มีการจัดการงบประมาณในโรงเรียนให้ดีขึ้น ให้มีครูเพียงพอ ฯลฯ แต่บานปลายกลายเป็นเรื่องการประท้วงที่ค่าครองชีพสูง และผสมโรงกับการระบายความแค้นสะสมที่เห็นความเหลื่อมล้ำมากขึ้น และลามไปในอิตาลี และอาจลามต่อไปอีก ในสังคมที่มีความเปราะบางเช่นในปัจจุบัน แล้วอยากเขียนเรื่องความเครียดค่ะ
ดิฉันได้เคยเขียนถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำและการปฏิวัติลุกฮือมาหลายปีแล้ว โดยเล่าถึงข้อสังเกตที่มีผู้สังเกตเอาไว้ตั้งแต่เกิดปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรกๆ ว่า ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ โลกจะเกิดความไม่สงบ เพราะจะเกิดความเหลื่อมล้ำที่มากขึ้นในกลุ่มคนที่ “มี” เทคโนโลยี กับคนที่ “ไม่มี” เทคโนโลยี
รัฐทุกรัฐ จึงต้องตระหนักในเรื่องนี้ และพยายามที่จะพาทุกคนก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน โดยไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง
แต่ชีวิตไม่ได้ง่ายแบบนั้น แม้รัฐบาลจะมีนโยบายลดความเหลื่อมล้ำ แต่ก็ไม่สามารถทำให้เกิดผลได้ง่าย ๆ และถ้ารัฐบาลไม่ได้ตระหนักถึงการลดความเหลื่อมล้ำเลย ก็จะยิ่งไม่สามารถไปถึงเป้าหมายได้เลย
กลับมาที่หัวข้อในวันนี้ ดิฉันไม่ใช่นักจิตวิทยา แต่อยากใช้ประสบการณ์ของตัวเองและที่ได้รับฟังหรือได้อ่านมาช่วยแนะนำแนวทางให้คนในสังคม ซึ่งรวมถึงตัวดิฉันเองด้วย มองหาแนวทางในการจัดการกับความเครียดสะสมของตัวเอง ไม่ปล่อยให้ความเครียดสะสม ทำลายความสุขในชีวิตทั้งของตัวเองและของคนรอบข้างค่ะ
มาดูต้นเหตุก่อน ดิฉันว่าเกิดจากนิสัยใจคอและสภาพแวดล้อมค่ะ เท่าที่สังเกตดู ประเทศที่ผู้คนชอบฟังเรื่องชาวบ้าน อยากรู้ข่าวคราว ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้อื่น จะมีแนวโน้มที่ก้าวล้ำพื้นที่ส่วนบุคคล ด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ ด้วยคำพูด ด้วยการกระทำ จนบางครั้งลืมไปว่า แต่ละคนก็มีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจในแนวทางของตนเอง และหากผู้รับคำวิจารณ์ไม่หนักแน่นพอ ก็อาจจะเสียความมั่นใจในตัวเอง และอาจเสียผู้เสียคน กู่ไม่กลับ
คนชอบฟังเรื่องชาวบ้าน และเมื่อโลกโซเชียลเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น เมื่อคนถูกใจแชร์ต่อ ๆ กันไป ความไม่พอในเล็กๆ ความผิดพลาดนิดๆหน่อย ๆ ก็จะถูกขยาย บางทีก็อาจบานปลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตระดับชาติ สาเหตุคือคนเขียนโซเชียลปัจจุบันชอบแต่งเรื่องราวเพิ่มให้น่าสนใจ น่าทึ่ง หรือ ศัพท์สมัยใหม่เรียกว่า “ดราม่า” ซึ่งย่อมาจาก dramatize คือการสร้างสีสันให้เรื่องราวน่าสนใจ เสมือนทำเป็นละคร โดยดราม่าที่เราใช้กันอยู่ มีนัยแฝงว่า ทำให้เป็นเรื่องใหญ่เกินจริง หรือคำศัพท์วัยกลางคน เรียกว่า “เว่อร์” นั่นเอง
เท่าที่สังเกต คนไทยและคนเกาหลีใต้ชอบฟังเรื่องราวของคนอื่นค่ะ อยากรู้อยากเห็น เวลาเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน รถมักจะติดมากเป็นพิเศษ ไม่ใช่เพราะว่าอุบัติเหตุกินพื้นที่ถนนมาก แต่เป็นเพราะว่าคนชะลอรถเพื่อดูว่า เกิดอะไรขึ้น มีคนเจ็บไหม ฯลฯ บางครั้งเพียงชนท้ายกันนิดหน่อย รถติดทั้งสองฝั่งเลย เพราะฝั่งตรงกันข้ามก็ชะลอดูด้วย เดี๋ยวจะได้เอาไปคุยต่อ
ส่วนประเทศที่อยู่ในกฎเกณฑ์เข้มงวด มีระเบียบวินัย เอาจริงเอาจังกับงาน เคารพในสิทธิส่วนบุคคล เขาจะไม่ค่อยยุ่งกับเรื่องคนอื่น เช่น เยอรมนี ญี่ปุ่น
วิธีรับมือกับแรงกดดันในชีวิต มีหลายวิธี บางคนถูกกดดันเพราะสถานการณ์บังคับ บางคนน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตาของตัวเอง สมัยก่อน น้อยใจก็จะบ่นกับคนใกล้ชิดไม่กี่คน สมัยนี้ น้อยใจก็ต้องโพสต์ ดีใจก็ต้องโพสต์ หากเราเป็นผู้ที่อ่อนไหวไปตามคำวิจารณ์ ขอแนะนำว่าอย่าเอาความรู้สึกส่วนตัว ไปโพสต์เด็ดขาด โพสต์เมื่อไร ชีวิตจะไม่เป็นสุขเมื่อนั้น เพราะสาเหตุคือ คนในโลกโซเชียลมองตัวเองว่าเป็น “ผู้รู้” ไปหมด
แนะนำให้หาผู้ที่เราไว้วางใจ จะเป็นพ่อแม่ พี่น้อง หรือครู อาจารย์ มารับฟัง และขอความเห็นจากท่านเหล่านั้น การได้เล่า ได้ระบายออก ก็ช่วยไปได้เปลาะหนึ่งแล้ว และท่านเหล่านั้น อาจมีคำพูด แนวความคิดดี ๆ หรือปรัชญาชีวิตดี ๆ ทำให้เราได้คิด และมองปัญหาหรือความกดดันในอีกมิติหนึ่งก็ได้
กรณีเป็นผู้ถูกวิจารณ์ และอาจมีเรื่องปรากฏในสื่อโซเชียล ต้องใช้หลักการในการแก้ไขสถานการณ์หลายหลัก อย่างแรกที่อยากแนะนำคือ รับฟังก่อน คำวิจารณ์อาจมีประโยชน์ในการทำให้เราได้เห็นและคิดถึงแง่มุมอื่นๆ ของเรื่องนั้นๆ แต่หากไม่ถูกต้องและต้องการโต้แย้ง ให้หาช่องทางที่ไปตรงยังต้นตอ อย่าโต้ตอบบนสื่อโซเชียล เพราะในโลกโซเชียลมีเดีย ทุกคน “ใหญ่” หมด ทุกคนมีตัวตน และไม่ชอบอ่านความเห็นที่ไม่เหมือนของตน การชี้แจงและโต้แย้ง อาจถูกมองว่าเป็นการ “แก้ตัว”
หากต้องอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น ขอให้ยึดหลัก “อุเบกขา” ทำใจเป็นกลาง ไม่ต้องการรู้ก็ไม่เป็นไร หากเรื่องราวนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่โต หรือเป็นการกล่าวหาว่าผิดกฎหมาย เพราะตบมือข้างเดียวย่อมไม่ดัง แต่หากเป็นการกล่าวหาที่จะดึงเราไปผิดกฎหมาย ขอให้ใช้บริการมืออาชีพ คือปรึกษานักกฎหมาย เพราะอาจต้องฟ้องหมิ่นประมาท
ยามรู้สึกกดดัน ให้พยายามทำร่างกายให้ผ่อนคลาย ทำใจให้ว่าง แล้วให้นึกถึงช่วงเวลาดี ๆ ในชีวิต เช่น หากเรารู้สึกดีตอนไปเที่ยวญี่ปุ่น ก็จำความรู้สึกนั้นไว้ เพื่อนำมาใช้ในยามที่รู้สึกเครียด สักพัก เราจะรู้สึกดีขึ้น มีพลังเพิ่มขึ้น มีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป เพราะฉะนั้น การถ่ายรูปสถานที่ที่เราไปแล้วมีความสุข รู้สึกสนุกเอาไว้ มีประโยชน์มากในการนำมาเตือนความจำ และเตือนให้หวนระลึกถึงความรู้สึกดีๆ ความสดชื่น ตื่นเต้น ฯลฯ ที่เรามี ณ ขณะนั้น
สุดท้าย อย่ากังวลถึงอนาคตมากจนเกินไป กังวลให้พอดีๆ เพื่อกระตุ้นให้เรามีพลังใจในการเรียนรู้ มีความพยายามในการทำสิ่งต่างๆให้สำเร็จ
การจะอยู่ในโลกอนาคตต่อไป ต้องรู้จักถามคำถาม และเยาวชนไทย ต้องถามคำถามประเภท ทำไม (Why?) และอย่างไร (How?) ให้มากขึ้น
คำถาม อะไร (What?) ที่ไหน (Where?) และเมื่อไหร่ (When?) ทำให้เราได้ข้อมูลพื้นฐานเพื่อการเข้าใจเรื่องราว ซึ่งคนส่วนใหญ่จะพอใจที่ได้ข้อมูล และจะจบตรงนี้ เพราะเพียงพอต่อการนำไปเล่าต่อแล้ว แต่คำถาม “ทำไมและอย่างไร (Why and How?)” สำคัญมากในการคิดแบบวิเคราะห์ (Critical Thinking) และเหมาะสำหรับการอยู่อย่างฉลาด และจะช่วยให้อยู่รอดในโลกอนาคต ที่เรายังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร





