พระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือ การออกแบบระบบกำกับดูแลข้อมูลของภาครัฐ เพื่อสร้างรัฐบาลดิจิทัลที่มีทั้งประสิทธิภาพและความไว้วางใจ
หากวันนี้ประชาชนยังต้องถือสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน หนังสือรับรอง หรือเอกสารชุดเดิมไปยื่นต่อหน่วยงานของรัฐหลายแห่ง ทั้งที่ข้อมูลเหล่านั้นถูกจัดเก็บอยู่ในฐานข้อมูลของภาครัฐแล้ว
คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า "รัฐไม่มีข้อมูล" หากแต่เป็นเพราะ "ข้อมูลยังไม่สามารถเดินทางได้"
ภาพเช่นนี้สะท้อนความท้าทายของการบริหารภาครัฐไทยในยุคดิจิทัลได้อย่างชัดเจน แม้ประเทศไทยจะลงทุนด้านรัฐบาลดิจิทัลมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาบริการออนไลน์ การยกระดับระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล
การสร้างแพลตฟอร์มกลางของภาครัฐ ตลอดจนการผลักดันบริการแบบเบ็ดเสร็จ แต่ในทางปฏิบัติ ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังต้องทำหน้าที่เป็น "ผู้ขนส่งข้อมูล" ระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยตนเอง
สถานการณ์ดังกล่าวกำลังเปลี่ยนแปลง
การประกาศใช้ พระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น พ.ศ. 2569 อาจดูเป็นเพียงกฎหมายที่เปิดทางให้หน่วยงานของรัฐสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้มากขึ้น
แต่หากมองในภาพใหญ่ นี่อาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากการบริหารราชการที่ขับเคลื่อนด้วย “เอกสาร” ไปสู่การบริหารราชการที่ขับเคลื่อนด้วย “ข้อมูล”
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงไม่ได้มีเพียงกฎหมาย สิ่งที่กำลังเปลี่ยนคือ “วิธีคิด”
ในอดีต หน่วยงานของรัฐแต่ละแห่งต่างจัดเก็บข้อมูลเพื่อรองรับภารกิจของตนเอง ข้อมูลถูกมองว่าเป็นทรัพยากรขององค์กร การแลกเปลี่ยนข้อมูลเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ภายใต้ขั้นตอนที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน
วิธีคิดเช่นนี้อาจเหมาะสมกับยุคที่การบริหารราชการอาศัยเอกสารเป็นศูนย์กลาง
แต่เมื่อข้อมูลกลายเป็นทรัพยากรสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการกำหนดนโยบาย วิธีคิดเดิมเริ่มกลายเป็นข้อจำกัดของรัฐบาลดิจิทัล
ประชาชนไม่ได้คาดหวังเพียงให้สามารถยื่นคำร้องผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน
ประชาชนคาดหวังว่า ภาครัฐจะสามารถใช้ข้อมูลที่มีอยู่แล้วให้ทำงานแทนประชาชน ลดการยื่นเอกสารซ้ำ ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และเชื่อมโยงบริการระหว่างหน่วยงานได้อย่างต่อเนื่อง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่เพียง Digital Service แต่คือ Digital Government
รัฐบาลที่ทำงานเป็นระบบเดียว แม้จะประกอบด้วยหลายหน่วยงาน
รัฐบาลที่ข้อมูลเดินทางแทนประชาชน
รัฐบาลที่การติดต่อหนึ่งครั้ง ไม่ควรหมายถึงการเริ่มต้นใหม่ทุกครั้ง
นี่คือเหตุผลที่การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานกำลังกลายเป็นหัวใจของการปฏิรูประบบราชการในหลายประเทศ
แต่ในขณะเดียวกัน นี่ก็เป็นจุดที่หลายคนเข้าใจคลาดเคลื่อนเช่นกัน
หลายคนมองว่า Data Sharing เป็นเพียงโครงการด้านเทคโนโลยี เป็นเรื่องของระบบคลาวด์ API หรือการเชื่อมโยงฐานข้อมูล
ในความเป็นจริง Data Sharing เป็นเรื่องที่ใหญ่กว่านั้นมาก
Data Sharing คือการเปลี่ยนวิธีทำงานของภาครัฐ เป็นการเปลี่ยนจากการบริหาร “หน่วยงาน” ไปสู่การบริหาร “ข้อมูลของประเทศ” และนั่นคือเหตุผลที่การเชื่อมโยงข้อมูลเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “ข้อมูลจะเดินทางได้หรือไม่” แต่คือ “ข้อมูลจะเดินทางภายใต้กติกาแบบใด” เพราะข้อมูลที่เดินทางได้โดยไม่มีมาตรฐาน อาจสร้างความเสี่ยง
แต่ข้อมูลที่ถูกปิดกั้นจนไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ ก็ย่อมไม่สามารถสร้างคุณค่าให้แก่ประชาชนเช่นกัน
โจทย์ของประเทศไทยจึงไม่ได้อยู่ที่การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง “การใช้ข้อมูล” กับ "การคุ้มครองข้อมูล" หากอยู่ที่การออกแบบระบบที่ทำให้ทั้งสองสิ่งสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ และนั่นคือจุดที่คำว่า Data Governance มีความสำคัญกว่าที่หลายคนคิด
Data Governance ไม่ใช่เพียงหลักเกณฑ์ด้านข้อมูล ไม่ใช่เพียงมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
หากคือ “กติกากลาง” ที่ทำให้ทุกหน่วยงานสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน
เมื่อมองจากมุมนี้ พระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่จึงไม่ใช่จุดหมายของการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ที่ประเทศไทยจะต้องตอบคำถามสำคัญให้ได้ว่า
เมื่อข้อมูลเริ่มเดินทางแล้ว ระบบกำกับดูแลข้อมูลของเราพร้อมเดินไปด้วยหรือยัง
จาก Data Sharing สู่ Data Governance : 5 โจทย์ที่ประเทศไทยต้องตอบ
เมื่อการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐเริ่มเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม คำถามสำคัญจึงไม่ใช่อีกต่อไปว่า "ข้อมูลสามารถแลกเปลี่ยนกันได้หรือไม่" หากแต่คือ "ประเทศไทยจะกำกับดูแลข้อมูลเหล่านั้นอย่างไร"
ในมุมมองของผู้เขียน การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ควรให้ความสำคัญกับอย่างน้อย 5 ประเด็นสำคัญ
ประการแรก สร้างกรอบ Data Governance ระดับชาติที่ใช้ร่วมกันทั้งภาครัฐ
การแลกเปลี่ยนข้อมูลจะเกิดประสิทธิภาพได้ก็ต่อเมื่อทุกหน่วยงานทำงานภายใต้หลักการ มาตรฐาน และนิยามข้อมูลที่สอดคล้องกัน มิฉะนั้น การเชื่อมโยงระบบอาจเกิดขึ้นได้ แต่การเชื่อมโยงความหมายของข้อมูลอาจยังไม่เกิดขึ้น
ประการที่สอง ยกระดับคุณภาพข้อมูลให้เป็นวาระแห่งชาติ
ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นปัจจุบัน หรือมีมาตรฐานแตกต่างกัน ย่อมนำไปสู่การตัดสินใจที่คลาดเคลื่อน รัฐบาลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจึงต้องเริ่มจากการขับเคลื่อนด้วย "ข้อมูลที่มีคุณภาพ"
ประการที่สาม กำหนดความรับผิดชอบของผู้ดูแลข้อมูลให้ชัดเจน
การมีเจ้าของข้อมูล ผู้ดูแลข้อมูล และผู้ใช้ข้อมูลที่มีบทบาทและความรับผิดชอบชัดเจน จะช่วยให้การบริหารข้อมูลมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความซ้ำซ้อน และทำให้สามารถตรวจสอบได้เมื่อเกิดปัญหา
ประการที่สี่ พัฒนาระบบการกำกับดูแลที่สร้างความเชื่อมั่น
การบริหารสิทธิในการเข้าถึงข้อมูล การบันทึกการใช้งาน (Audit Trail) การตรวจสอบย้อนหลัง และมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัย ไม่ควรถูกมองว่าเป็นภาระของระบบ หากเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความไว้วางใจของประชาชนต่อรัฐบาลดิจิทัล
ประการสุดท้าย ใช้ข้อมูลเพื่อสร้างคุณค่าต่อประชาชน
เป้าหมายของการเชื่อมโยงข้อมูลไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการลดขั้นตอนการทำงานของภาครัฐ หากควรนำไปสู่การออกแบบบริการที่ตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น การกำหนดนโยบายบนฐานข้อมูลที่ถูกต้อง และการใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ
หากทั้งห้าประการนี้สามารถขับเคลื่อนไปพร้อมกัน การเปลี่ยนผ่านจาก Data Sharing ไปสู่ Data Governance จะไม่ใช่เพียงการเชื่อมโยงฐานข้อมูลของหน่วยงานรัฐ หากจะเป็นการยกระดับวิธีคิดในการบริหารประเทศ โดยใช้ข้อมูลเป็นรากฐานของการพัฒนานโยบาย การให้บริการสาธารณะ และการสร้างความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน
ดังนั้น รัฐบาลดิจิทัลไม่ใช่การแข่งขันว่าใครมีข้อมูลมากกว่า แต่คือการแข่งขันว่าใครสามารถใช้ข้อมูลได้อย่างมีธรรมาภิบาล โปร่งใส และสร้างประโยชน์ต่อสาธารณะได้มากกว่า
แม้หลายประเทศจะเลือกแนวทางพัฒนารัฐบาลดิจิทัลแตกต่างกัน แต่หากมองให้ลึกลงไป จะพบว่าความสำเร็จของประเทศเหล่านั้นไม่ได้เกิดจากการมีเทคโนโลยีที่ดีที่สุด หากเกิดจากการออกแบบ "ธรรมาภิบาลของข้อมูล" ที่ดี
เอสโตเนียไม่ได้เป็นต้นแบบของโลกเพราะมีฐานข้อมูลที่ใหญ่ที่สุด หากเป็นเพราะสามารถทำให้หน่วยงานต่าง ๆ แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ โดยยังรักษาความรับผิดชอบของเจ้าของข้อมูลและสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ทุกครั้งที่มีการเข้าถึงข้อมูล
สิงคโปร์ไม่ได้โดดเด่นเพราะมีบริการออนไลน์มากที่สุด หากโดดเด่นเพราะออกแบบการทำงานแบบ Whole-of-Government ที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ากำลังติดต่อกับ "รัฐบาลเดียว" มากกว่าหลายหน่วยงาน
บทเรียนเหล่านี้สะท้อนว่า สิ่งที่สร้างรัฐบาลดิจิทัลไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือความสามารถในการสร้างสมดุลระหว่าง ประสิทธิภาพของการใช้ข้อมูล กับ การคุ้มครองสิทธิของประชาชน
ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนผ่านเช่นเดียวกัน
การผลักดันบริการที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง การพัฒนาแพลตฟอร์มกลางของภาครัฐ การใช้ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ ตลอดจนการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลฯ ล้วนสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังวางรากฐานของรัฐบาลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตาม การมีข้อมูลมากขึ้น หรือการเชื่อมโยงข้อมูลได้มากขึ้น ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลดิจิทัลจะประสบความสำเร็จโดยอัตโนมัติ
สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการสร้างระบบกำกับดูแลที่ทำให้ทุกหน่วยงานสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้อย่างมีมาตรฐาน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน
ในมุมมองของผู้เขียน การออกแบบ Data Governance ของประเทศไทย ควรตั้งอยู่บนหลักคิด 5 ประการ ซึ่งผู้เขียนขอสังเคราะห์เป็น TRUST Framework เพื่อเป็นกรอบคิดเชิงนโยบายสำหรับการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของไทย
T – Transparency (ความโปร่งใส)
ประชาชนควรทราบว่าข้อมูลของตนถูกนำไปใช้เมื่อใด ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด และอยู่ภายใต้ฐานอำนาจตามกฎหมายใด ความโปร่งใสไม่ใช่เพียงหลักธรรมาภิบาล หากเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของความไว้วางใจ
R – Responsibility (ความรับผิดชอบ)
ข้อมูลทุกชุดควรมีหน่วยงานเจ้าภาพที่รับผิดชอบอย่างชัดเจน ทั้งด้านคุณภาพข้อมูล ความมั่นคงปลอดภัย การกำหนดสิทธิในการเข้าถึง และการตอบคำถามเมื่อเกิดปัญหา เพราะความรับผิดชอบที่ชัดเจนคือรากฐานของความน่าเชื่อถือ
U – Usefulness (การใช้ข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะ)
ข้อมูลภาครัฐควรถูกใช้เพื่อสร้างคุณค่าต่อประชาชน ลดภาระในการติดต่อราชการ สนับสนุนการกำหนดนโยบาย และยกระดับคุณภาพบริการ มากกว่าการจัดเก็บไว้เพื่อประโยชน์ของแต่ละหน่วยงาน
S – Security (ความมั่นคงปลอดภัย)
การเชื่อมโยงข้อมูลจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนก็ต่อเมื่อมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม มีการบริหารสิทธิในการเข้าถึงข้อมูล มีการบันทึกการใช้งาน (Audit Trail) และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้
T – Trust (ความไว้วางใจ)
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของรัฐบาลดิจิทัลไม่ได้วัดจากจำนวนฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกันได้ หากแต่วัดจากความเชื่อมั่นของประชาชนว่าข้อมูลของตนจะถูกใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ ภายใต้หลักนิติรัฐ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ
TRUST Framework นี้ไม่ใช่มาตรฐานสากล หากเป็นกรอบคิดที่ผู้เขียนสังเคราะห์จากหลักการด้านรัฐบาลดิจิทัลและธรรมาภิบาลข้อมูลขององค์การระหว่างประเทศ รวมถึงบทเรียนจากหลายประเทศ เพื่อชวนแลกเปลี่ยนว่าประเทศไทยควรออกแบบระบบกำกับดูแลข้อมูลในทิศทางใด
พระราชกฤษฎีกาฉบับล่าสุดจึงไม่ใช่เส้นชัยของการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล หากเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการออกแบบกติกาใหม่ในการบริหารข้อมูลของประเทศ
จากนี้ไป สิ่งที่ประเทศไทยต้องสร้างอาจไม่ใช่ฐานข้อมูลที่ใหญ่กว่าเดิม แต่คือระบบกำกับดูแลข้อมูลที่แข็งแรงกว่าเดิม เพราะข้อมูลจะสร้างคุณค่าไม่ได้ หากยังถูกกักอยู่ในไซโลของแต่ละหน่วยงาน แต่ข้อมูลก็ไม่ควรถูกปล่อยให้เดินทางอย่างไร้ธรรมาภิบาล
รัฐบาลดิจิทัลจึงไม่ได้เริ่มต้นจากการเชื่อมโยงข้อมูล หากเริ่มต้นจากการสร้างความไว้วางใจในการใช้ข้อมูล และหากข้อมูลคือทรัพยากรใหม่ของภาครัฐ ความไว้วางใจของประชาชนก็คือทุนที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลดิจิทัล
พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้อาจเป็นเพียงประโยคแรกของบทใหม่ แต่การจะเขียนบทต่อไปให้ประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับว่า ประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยน "การแบ่งปันข้อมูล" ให้กลายเป็น "การกำกับดูแลข้อมูล" ที่มีธรรมาภิบาล โปร่งใส และได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนได้เพียงใด
หมายเหตุ:
บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นเชิงนโยบายของผู้เขียน เพื่อชวนแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลและการกำกับดูแลข้อมูลของภาครัฐ มิได้มุ่งอธิบายหรือวินิจฉัยข้อกฎหมายในกรณีเฉพาะ
เอกสารอ้างอิง:
- OECD. The OECD Digital Government Policy Framework (2020).
- OECD. Recommendation of the Council on Digital Government Strategies (2014).
- United Nations. United Nations E-Government Survey 2024.
- World Bank. GovTech Maturity Index และเอกสารด้าน Digital Public Infrastructure.
- สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน). เอกสารเกี่ยวกับ Government Data Exchange (GDX) และการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล.
- พระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น พ.ศ. 2569.
- พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562.





