วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน 2569

Login
Login

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กับบททดสอบความน่าเชื่อถือของ เฟด : ทำไมดอกเบี้ยขึ้น แต่หุ้นยังเด้งกลับ?

ตลาดมองบวกแม้เฟดขึ้นดอกเบี้ย ชี้ช่วยรักษาความน่าเชื่อถือสกัดเงินเฟ้อ ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่งและตลาดรับรู้การขึ้นดอกเบี้ยไว้แล้ว มองระยะยาวช่วยลดความไม่แน่นอนและหนุนผลประกอบการบริษัท

KEY POINTS

  • ตลาดมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยเป็นการกระทำที่จำเป็นเพื่อกอบกู้ความน่าเชื่อถือของเฟด (Fed Credibility) ในการต่อสู้กับเงินเฟ้อ ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้สถานการณ์ลุกลามจนควบคุมไม่ได้
  • นักลงทุนเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งพอที่จะทนทานต่ออัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นได้ โดยข้อมูลการบริโภคและการลงทุนยังดีอยู่ ทำให้ไม่กังวลเรื่องภาวะถดถอยรุนแรง
  • การประกาศขึ้นดอกเบี้ยเป็นสิ่งที่ตลาดคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว (Priced In) การยืนยันจากเฟดจึงช่วยขจัดความไม่แน่นอน (Uncertainty Removed) ทำให้นักลงทุนวางแผนบริหารความเสี่ยงได้ง่ายขึ้น
  • นักลงทุนมุ่งเน้นไปที่ผลดีในระยะยาว โดยเชื่อว่าการขึ้นดอกเบี้ยในวันนี้จะช่วยให้เงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมายได้เร็วขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อผลประกอบการของบริษัทในอนาคต

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (16 กันยายน 2026) กลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ถูกจับตามองมากที่สุดในรอบปี เมื่อเฟดมีมติเป็นเอกฉันท์ 12-0 เสียง ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% สู่ระดับ 3.75%-4.00% นับเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 เพื่อส่งสัญญาณชัดเจนว่าการต่อสู้กับเงินเฟ้อที่ยังค้างอยู่ในระดับสูงยังไม่จบสิ้น

ความขัดแย้งทางการเมือง: เสียงขู่ที่แผ่วลงของทรัมป์ และเกราะป้องกันของ Warsh

การตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองอีกครั้ง โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เฟดอย่างเผ็ดร้อน โดยอ้างว่าสหรัฐฯ มีความน่าเชื่อถือทางเครดิตดีที่สุดในโลก (“Best Credit in the World”) และเรียกร้องให้อัตราดอกเบี้ยลดลงมาเหลือเพียง 1% หรือต่ำกว่านั้น เพื่อเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ ท่าทีของทรัมป์ในรอบนี้ดูเหมือนจะแผ่วลง และไม่ได้มีมาตรการรุนแรงตอบโต้ประธานเฟดคนใหม่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ซึ่งเข้ารับตำแหน่งต่อจาก เจอร์โรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026

ในอดีต ทรัมป์เคยข่มขู่และโจมตีพาวเวลล์อย่างหนักหน่วงถึงขั้นมีการเปิดสอบสวนทางอาญา แต่กับวอร์ช ทรัมป์กลับยังแสดงความเชื่อมั่นในตัวเขา และที่ปรึกษาเศรษฐกิจอย่าง เควิน แฮสเซตต์ (Kevin Hassett) ก็ออกมาเน้นย้ำว่าทรัมป์พร้อมจะปกป้องความเป็นอิสระของวอร์ช นอกจากนี้ วอร์ชยังมีเกราะป้องกันทางคอนเนกชันจากการเป็นลูกเขยของ โรนัลด์ ลอเดอร์ (Ronald Lauder) มหาเศรษฐีผู้สนับสนุนหลักของทรัมป์ ส่งผลให้เฟดภายใต้การนำของวอร์ชสามารถแสดงความเด็ดขาดด้วยมติเอกฉันท์ 12-0 โดยไม่ต้องเผชิญแรงต้านรุนแรงจากทำเนียบขาวอย่างที่เคยเกิดขึ้นในยุคของพาวเวลล์

ตลาดหุ้นสลัดความกลัว: ดัชนี S&P 500 ดีดตัวขึ้นในวันพฤหัสบดี

แม้ในวันพุธหลังการประกาศ ดัชนีหลักจะผันผวนร่วงลงจากถ้อยแถลงที่เข้มงวดของประธานเฟด (โดย S&P 500 ลดลง -0.45% ปิดที่ 7,551.81 จุด, Dow Jones ร่วง -1.20% ปิดที่ 51,461.90 จุด และ Nasdaq Composite ปิดที่ 25,978.42 จุด)

แต่ในวันพฤหัสบดี ดัชนีหลักกลับสามารถดีดตัวขึ้น (Bounce Back) ได้อย่างแข็งแกร่ง นำโดย S&P 500 ที่ทะยานขึ้น +1.14% กลับมาปิดที่ 7,637.72 จุด ขณะที่ Nasdaq Composite พุ่งขึ้น +1.69% ปิดที่ 26,418.30 จุด และ Dow Jones ฟื้นตัว +0.62% ปิดที่ 51,779.85 จุด ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงมุมมองของนักลงทุนที่เปลี่ยนไป ดังนี้:

ความน่าเชื่อถือของเฟด (Fed Credibility) : ตลาดไม่ได้มองว่าการขึ้นดอกเบี้ยคือข่าวร้าย แต่กลับมองว่าเป็น “ยาร้อน” ที่จำเป็น การที่เฟดกล้าขึ้นดอกเบี้ยขัดใจนักการเมือง ช่วยกอบกู้ความเชื่อมั่นว่าเฟดจะไม่ปล่อยให้เงินเฟ้อลุกลามจนควบคุมไม่ได้

เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง : ข้อมูลเศรษฐกิจระบุว่าการบริโภคและการลงทุนในสหรัฐฯ ยังคงทนทาน ทำให้ตลาดเชื่อว่าเศรษฐกิจจะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง แม้ดอกเบี้ยจะสูงขึ้น

ทำไมข่าวการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธันวาคมถึงไม่ทำให้ตลาดร่วง?

รายงานประมาณการอัตราดอกเบี้ย (Dot Plot) ชี้ว่า เจ้าหน้าที่เฟดคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในการประชุมเดือนธันวาคมนี้ แต่ทำไมตลาดถึงไม่ตื่นตระหนก?

ราคาตอบรับไปล่วงหน้าแล้ว (Priced In) : ตลาดตราสารหนี้และนักลงทุนได้คาดการณ์แนวโน้มนี้ไว้อยู่แล้ว การประกาศของเฟดจึงไม่ได้สร้างความแปลกใจใหญ่หลวง

ขจัดความอึมครึม (Uncertainty Removed) : นักลงทุนมักกลัวความไม่แน่นอนมากกว่าข่าวร้ายที่ชัดเจน เมื่อเฟดวางแนวทางชัดเจน ตลาดจึงวางแผนบริหารความเสี่ยงได้ง่ายขึ้น

โฟกัสที่ระยะยาว : นักลงทุนเชื่อว่าการขึ้นดอกเบี้ยล่วงหน้าในวันนี้ จะช่วยให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่เป้าหมายเร็วขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในระยะยาว

แรงสั่นสะเทือนใหม่ : Bond Yield พุ่งสูง และดอกเบี้ยบ้าน 30 ปีแตะ 7.19%

แม้ตลาดหุ้นจะพยายามดีดตัวกลับ แต่ความท้าทายที่แท้จริงที่กำลังสั่นคลอนตลาดการเงินคือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการกู้ยืมในภาคเศรษฐกิจจริง

อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านระยะยาว 30 ปี (30-year Mortgage Rate) ที่พุ่งสูงขึ้นทะลุ 6.95% และแตะระดับ 7.19% ในตลาดสินเชื่อรายย่อย กำลังสร้างแรงกดดันรุนแรงต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐฯ ชะลอการซื้อขายบ้าน และทำให้ผู้บริโภคแบกรับภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น ความผันผวนของ Bond Yield ในระดับสูงนี้จึงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นักลงทุนกำลังจับตา เพราะหากต้นทุนการเงินในระดับสูงคงอยู่นานเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของคนอเมริกันและผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสถัด ๆ ไปได้

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดเงินไทย

เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 3.75%-4.00% เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบผ่านช่องทางสำคัญ ดังนี้

เงินบาทอ่อนค่า : ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และไทยที่กว้างขึ้นกว่า 1.50%-1.75% จะดึงดูดเงินทุนไหลกลับไปยังสินทรัพย์ดอลลาร์ ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าทดสอบระดับ 36.50-37.00 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงไตรมาสที่ 4

ความท้าทายของ แบงก์ชาติ (ธปท.) : คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งปัจจุบันตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.25% จะเผชิญความกดดันในการปรับขึ้นดอกเบี้ยตาม เพื่อป้องกันเงินทุนไหลออกและควบคุมต้นทุนสินค้านำเข้าที่แพงขึ้น โดยคาดว่า กนง. อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ระดับ 2.50% ภายในช่วงที่เหลือของปี

ต้นทุนการเงินของภาคธุรกิจ : อัตราดอกเบี้ยตลาดโลกและ Bond Yield อายุ 10 ปีของไทยที่ปรับตัวสูงขึ้นตามสหรัฐฯ มาอยู่ที่ระดับ 2.70%-2.85% จะดันให้ต้นทุนการออกหุ้นกู้และการกู้ยืมต่างประเทศของเอกชนไทยสูงตาม โดยคาดว่ามูลค่าการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนอาจชะลอตัวลง 5%-10% ในช่วงที่เหลือของปี

โอกาสของภาคการส่งออก : เงินบาทที่อ่อนค่าลงอาจเป็นปัจจัยบวกชั่วคราวให้กับการส่งออกไทย ซึ่งคาดว่าจะเติบโตราว 1.5%-2.0% ในปีนี้ รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะสร้างรายได้เข้าประเทศตามเป้าหมาย 1.8 ล้านล้านบาท แต่ต้องแลกมาด้วยต้นทุนพลังงานและสินค้านำเข้าที่สูงขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อนำเข้า (Imported Inflation)

มติ 12-0 ของเฟดในครั้งนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงไทย ว่า ความเด็ดขาดในการคุมเงินเฟ้อของเฟดยังคงเป็นปัจจัยหลักที่จะชี้นำทิศทางสินทรัพย์ทางการเงิน ท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยและต้นทุนทางการเงินที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงตลอดช่วงที่เหลือของปี 2026