สัปดาห์ที่ผ่านมา มีวิวาทะเกี่ยวกับสตรีอายุ 35+++ บน Social Media ผู้เขียนในฐานะที่สวมบทบาทนักมานุษยวิทยาและนักสังคมวิทยา เขียนบทความนี้ขึ้นมา โดยไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะโต้ตอบผู้ใดเป็นการส่วนตัว
ในที่นี้ผู้เขียนขอใช้กรณีดังกล่าวเป็นกรณีศึกษาเพื่อลองวิเคราะห์ด้วยกรอบแนวคิดทฤษฎีที่จะช่วยอธิบายเรื่องนี้ได้
จากกรณีที่อ้างว่า "ผู้หญิงอายุ 35+++ ไม่สวยแล้ว" ได้รับการถกเถียงบน Social Media เพื่อวิเคราะห์วาทกรรมที่ผูกคุณค่าของผู้หญิงไว้กับอายุและความสวย ในที่นี้ Social Media ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่เป็นพื้นที่ผลิตความหมายใหม่เกี่ยวกับเพศและอายุ
หากใช้แนวคิดของ Michel Foucault (ค.ศ. 1926–1984) นักทฤษฎีชาวฝรั่งเศส “ความจริงไม่ได้เกิดขึ้นเองแต่ถูกผลิตผ่านวาทกรรม” ซึ่งหมายถึง ชุดความคิด มุมมอง หรือกรอบความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งแสดงออกผ่านทางการพูด การเขียน หรือการสื่อสารซ้ำ ๆ
ในกรณีนี้ คำว่า “ไม่สวย” ไม่ได้เป็นคำอธิบายธรรมชาติแต่เป็นภาษาที่สร้างมาตรฐานใหม่
Foucault (1975) นิยามว่าเป็น Normalization คือกระบวนการที่สังคมสร้าง “บรรทัดฐาน” (Norm) ขึ้นมา แล้วใช้สถาบันต่าง ๆ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล คุก กองทัพ และสื่อ ในการทำให้ผู้คนปรับตัวเข้าหามาตรฐานนั้น
ในประเด็นผู้หญิง 35+++ Social Media จะมีอิทธิพลอย่างมากหากมีคนพูดซ้ำ ๆ ว่า “ผู้หญิง 35+++ ความสวยลดลง” สื่อเลือกนำเสนอแต่ผู้หญิงวัย 20 ต้น ๆ เป็นมาตรฐานความงามนี่คือ Normalization คือการพยายามสร้างมาตรฐานความงามและทำให้กลายเป็นเรื่องปกติ
ผลที่ตามมาคือ หลายคนหลงควบคุมตนเองตามมาตรฐานนั้นแม้ไม่มีใครบังคับโดยตรง ผู้หญิงอายุ 35+++ จึงถูกทำให้กลายเป็น “กลุ่มที่ต้องได้รับการแก้ไข” ทำให้ผู้หญิงกลุ่มนี้รู้สึกว่ากำลังถูกเฝ้ามองหาก เช่น influencer นำเสนอวาทกรรม “ผู้หญิงที่ดูเด็กกว่า”
ดังนั้น คอมเมนต์นี้ใน Social Media ทำหน้าที่เหมือนสายตาของผู้เฝ้ามอง เรียกว่าเกิด Digital Panopticon ในความเป็นจริงอายุความงามไม่เคยคงที่แต่เปลี่ยนตามเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การตลาด
หากมองในมุมมองของ Ortner, S. B. (1974). Is Female to Male as Nature Is to Culture? วาทกรรม 35+++นี้ลดทอนคุณค่าของผู้หญิงให้เหลือเพียง ความสวยความอ่อนวัยการเป็นคู่รัก จึงทำให้ความสามารถของผู้หญิงถูกมองข้าม
Foucault คำพูดเหล่านี้ทำหน้าที่สร้าง Regime of Truth หรือระบอบของความจริงที่ถูกสร้างขึ้นและทำให้ผู้คนเริ่มเชื่อว่าความเยาว์วัยคือมาตรฐานของความเป็นผู้หญิง
หากใช้กรอบ Sexism เราจะอธิบายได้ว่าผู้หญิงถูกลดคุณค่าเพราะเพศ แต่กรณีนี้มีสิ่งที่ซับซ้อนกว่าคือผู้หญิงไม่ได้ถูกตัดสินเพียงเพราะเป็นผู้หญิงแต่ถูกตัดสินเพราะเป็นผู้หญิงที่อายุ 35+++ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Gendered Ageism คือการเลือกปฏิบัติ เช่น
วาทกรรมที่เปรียบเทียบผู้หญิงกับรถยนต์ ผู้หญิงสวยมากอายุน้อยกว่า 35 เท่ากับ Ferrari ที่ "ค่าบำรุงรักษาแพง จุกจิก แต่คุ้มเพราะสวย" ผู้หญิงที่ไม่สวย เท่ากับ Toyota ที่ "ทน ดูแลง่าย สบายใจ ไม่ต้องเสียค่าบำรุงรักษามาก"
วาทกรรมนี้ทำให้ผู้หญิงกลายเป็นวัตถุ (objectificationและสะท้อนทัศนคติแบบเหยียดเพศ (sexism) และอคติทางอายุ (gendered ageism)
แนวคิดของ Michel Foucault โดยเฉพาะเรื่อง Discourse และ Biopower ช่วยอธิบายว่า เหตุใดผู้หญิงจำนวนมากจึงพยายามรักษาความเยาว์วัยอย่างต่อเนื่อง
Foucault (1978) เสนอว่า อำนาจไม่ได้ทำงานผ่านการบังคับเพียงอย่างเดียว แต่ทำงานผ่านการสร้าง "ความจริง" เมื่อสื่อ โฆษณาและอุตสาหกรรมความงามผลิตซ้ำวาทกรรมว่า 35+++ คือจุดเริ่มต้นของความเสื่อม
ผู้หญิงจำนวนมากจึงคอยตรวจสอบร่างกายของตนเอง ใช้เครื่องสำอาง ศัลยกรรม หรือผลิตภัณฑ์ชะลอวัย โดยไม่จำเป็นต้องมีใครบังคับโดยตรงอีกนัยยะหนึ่งคือกลยุทธ์ทางการตลาด
หากมองในแง่จิตวิทยาพัฒนาการผู้หญิงวัย 35+++ ไม่ใช่ช่วง "เสื่อมถอย" อย่างที่วัฒนธรรมสมัยนิยมบางส่วนสร้างภาพไว้ แต่เป็นช่วงที่หลายด้านของชีวิตเข้าสู่ความมั่นคงมากขึ้น ทั้งด้านอารมณ์ ความสัมพันธ์ และอัตลักษณ์ของตนเอง แม้ประสบการณ์ของแต่ละคนจะแตกต่างกัน แต่มีแนวโน้มเชิงบวกหลายประการ
นักวิชาการบางส่วนเสนอว่า ผู้หญิงวัย 35–45 ปี อาจถือเป็นช่วง Prime of Life ในหลายมิติ เพราะเป็นจุดที่ประสบการณ์ ความสามารถ และ ความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น
ผู้หญิงจำนวนมากในวัยนี้รู้จักคุณค่า ความชอบ และขอบเขตของตัวเองชัดเจนกว่าในวัยยี่สิบ ทำให้ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
แม้รูปลักษณ์จะเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ แต่ทุนทางสังคม ทักษะ และอัตลักษณ์กลับแข็งแรงขึ้น ซึ่งเป็นเหตุผลที่งานวิจัยด้าน Gendered Ageism วิจารณ์ว่าการผูก "คุณค่าของผู้หญิง" ไว้กับความเยาว์วัยเพียงอย่างเดียว เป็นการมองข้ามคุณลักษณะที่โดดเด่นของผู้หญิงในช่วงวัยนี้
งานวิจัยที่น่าสนใจรองรับประเด็นนี้ เช่น Barrett, A. E., & Toothman, E. L. (2016) Explaining age differences in women's emotional well-being: The role of subjective experiences of aging
ผู้หญิงวัย 35–39 จัดการภาวะทางอารมณ์ได้ดีขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น Carstensen, L. L., Turan, B., Scheibe, S., Ram, N., Ersner-Hershfield, H., Samanez-Larkin, G. R., Brooks, K. P., & Nesselroade, J. R. (2011). Emotional experience improves with age: Evidence based on over 10 years of experience sampling
เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ตอนกลาง ผู้คนมีแนวโน้ม ควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น มีอารมณ์เชิงบวกมากขึ้น มีความมั่นคงทางอารมณ์สูงขึ้น Lachman, M. E., Teshale, S., & Agrigoroaei, S. (2015). Midlife as a pivotal period in the life course: Balancing growth and decline at the crossroads of youth and old age เสนอว่า
วัยประมาณ 35–60 ปี เป็น Pivotal Period ของชีวิต เพราะเป็นช่วงที่ความสามารถในการแก้ปัญหาและการตัดสินใจยังแข็งแรง ความยืดหยุ่นทางจิตใจ (resilience) สูงขึ้น มีบทบาทสำคัญทั้งในครอบครัวและสังคม
งานนี้ช่วยโต้แย้งภาพเชิงลบ "วิกฤติวัย ผู้หญิง 35+++" ที่เหมารวมเกินจริง Barrett, A. E., & Toothman, E. L. (2016). Explaining age differences in women's emotional well-being: The role of subjective experiences of aging เพิ่มหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า เมื่อผู้หญิงรับรู้ว่าตนถูกลดคุณค่าเพราะอายุ ภาวะทางอารมณ์และการเห็นคุณค่าในตนเองอาจได้รับผลกระทบ
ผู้เขียนขอแสดงความคิดเห็นเพื่อสรุปกรณีศึกษาวาทกรรมผู้หญิง 35+++ ว่าทุกคนมีความเท่าเทียมในการเลือกสิ่งที่ตรงกับรสนิยมส่วนตัว
แต่การวิพากวิจารณ์แบบเหมารวมทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อผู้อื่น โดยเฉพาะด้านความรู้สึกและจิตใจที่ต้องเผชิญกับอคติและการเป็นแพะรับบาป
ในสังคมทุกแห่งมีความหลากหลายของผู้คน เช่นอายุ เพศ ชาติพันธุ์ เชื้อชาติ อาชีพ สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นต้น หากเราเคารพความหลากหลายและคุณค่าของมนุษย์แต่ละคนบนสังคมโลกนี้ ความสมานฉันท์จึงจะเกิดขึ้น สังคมจะสงบและมีเสถียรภาพมากกว่านี้
หมายเหตุ 35+++ ก็สวยแบบมีคุณค่าได้นะคะ !!!!





