วันพฤหัสบดี ที่ 17 กันยายน 2569

Login
Login

เฟด Hawkish เขย่าหุ้นโลก! ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% หลังบอนด์ยีลด์ทะลุ 5% โบรกเผย 5 กลุ่มหุ้นไทยได้ประโยชน์

เฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ตามคาด แต่ส่งสัญญาณ Hawkish กดดันหุ้นโลก หลังบอนด์ยีลด์ 10 ปีทะลุ 5% ขณะนักวิเคราะห์มองหุ้นไทยยังผันผวน ชี้กลุ่มธนาคาร-ส่งออก-ประกัน-โรงพยาบาล และ หุ้นในประเทศที่ได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยและเงินบาทอ่อนค่า

การปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% แม้เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ แต่การส่งสัญญาณเดินหน้าคุมเงินเฟ้อผ่าน Dot Plot กลับสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปีขยับทะลุ 5% ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่าและเพิ่มแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง ด้านนักวิเคราะห์มองตลาดหุ้นไทยยังต้องเผชิญแรงกดดันจากดอกเบี้ยโลกและ Fund Flow แต่ยังมีปัจจัยเฉพาะตัวและหุ้นบางกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จาก Yield ในระดับสูง รวมถึงต้องติดตามทิศทางราคาน้ำมันซึ่งอาจมีผลต่อเงินเฟ้อในระยะถัดไป
 

ณัฏฐ์วริน ไตรภพสกุล, IAA นักกลยุทธ์การลงทุนและนักวิเคราะห์อาวุโสกลุ่มหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด เปิดเผยว่า ธนาคารกลางสหรัฐ มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% พร้อมส่งสัญญาณ Hawkish ผ่าน Dot Plot ที่ชี้ว่าอาจขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ มองเป็นปัจจัยลบระยะสั้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก โดยกดดันให้ดอลลาร์แข็งค่า บอนด์ยีลด์อยู่ในระดับสูง และเพิ่มความเสี่ยง Fund Flow ไหลออกจากตลาดเกิดใหม่

สำหรับตลาดหุ้นไทยประเมินดัชนี SET มีความเสี่ยงเผชิญแรงขายและความผันผวนเพิ่มขึ้นในช่วง 1-3 เดือนแรก จากภาวะ Risk-off ทั่วโลก สภาพคล่องทางการเงินที่ตึงตัว และเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่า ซึ่งอาจกดดันทั้ง Valuation และประมาณการกำไร โดยเฉพาะหุ้นที่มีภาระหนี้สูงหรืออ่อนไหวต่อดอกเบี้ย

ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีโอกาสเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนทางการเงินและอัตราคิดลดที่สูงขึ้น โดยข้อมูลในอดีตพบว่าหลังการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก ตลาดมักมีความผันผวนในช่วง 1-3 เดือน ก่อนมีโอกาสฟื้นตัวในระยะถัดไป อย่างไรก็ตาม รอบนี้ยังต้องติดตามความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทควบคู่กัน

สำหรับกลยุทธ์ระยะสั้นแนะนำ เพิ่มสัดส่วนเงินสดและชะลอการลงทุนในหุ้นที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย เช่น กลุ่มไฟแนนซ์ อสังหาริมทรัพย์ และบริษัทที่มีภาระหนี้สูง โดยสามารถพักเงินในกองทุนตลาดเงิน และรอจังหวะตลาดปรับฐาน

อย่างไรก็ตาม หากต้องการลงทุน แนะนำใช้กลยุทธ์ Buy on Dip ทยอยสะสมใน 3 ธีม ได้แก่ Rate Hike & Weak Baht เช่น หุ้นธนาคารขนาดใหญ่ BBL, KBANK, KTB หุ้นประกัน TLI, BLA และหุ้นส่งออก TU, ITC, Domestic Play เช่น CPALL, CPN, CRC และกลุ่มการแพทย์ BDMS, BCH, PR9, CHG รวมถึง Defensive Growth Play ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าและการลงทุน Data Center และ AI Infrastructure

ส่วนตลาดตราสารหนี้ แนะนำผู้ที่ถือพันธบัตรอายุยาวหรือมี Duration สูง ทยอยลด Duration และเน้นตราสารหนี้อายุ 3-5 ปี เพื่อรับ Carry Yield และลดความผันผวน ขณะที่ทองคำแนะนำคงน้ำหนักเดิมเพื่อเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง แต่ระมัดระวังความผันผวนและหลีกเลี่ยงการไล่ราคาในระยะสั้น

วทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย เปิดเผยว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ พร้อมปรับประมาณการอัตราเงินเฟ้อ PCE เฉลี่ยขึ้นเป็น 3.7% จากเดิม 3.6% และส่งสัญญาณอัตราดอกเบี้ยนโยบายสิ้นปีที่ 4.1% สะท้อนโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ ขณะที่ปีหน้าส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยตลอดปี

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงแรง หลังการส่งสัญญาณของ Fed มีโทน Hawkish โดย Warsh ระบุว่าเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงและเป็นภาวะที่ยืดเยื้อมานาน ทำให้นักลงทุนกังวลว่า Fed อาจใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ขณะที่ Dot Plot ระบุว่า กรรมการ FOMC 16 จาก 18 รายคาดว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในปีนี้

สำหรับมุมมองต่อสินทรัพย์เสี่ยงแม้ตลาดจะตอบรับเชิงลบในระยะสั้น แต่ระดับดอกเบี้ยยังไม่ถือว่าน่ากังวลจนเกินไป หากเป็นไปตามประมาณการของ Fed โดย CME FedWatch ล่าสุดให้น้ำหนักราว 50% ที่ Fed จะคงดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ต.ค. ก่อนปรับขึ้น 0.25% ในเดือน ธ.ค.

เช้านี้ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่เคลื่อนไหวในแดนบวก โดย Nikkei ปรับขึ้นราว 1% และตลาดหุ้นเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นประมาณ 0.5% ขณะที่เงินบาทอ่อนค่ามาอยู่ที่ 33.38 บาทต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ การปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed และแนวโน้ม Yield ที่อยู่ในระดับสูงยังเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อหุ้นกลุ่มธนาคารและหุ้นส่งออก

ทั้งนี้ ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนี SET วันนี้ที่ 1,550-1,580 จุด โดยกลยุทธ์การลงทุนเน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์จาก Yield ปรับตัวขึ้น ได้แก่ กลุ่มธนาคาร BBL, KBANK, KTB และ SCB กลุ่มส่งออก ITC และ TU รวมถึงกลุ่ม Value Play อย่าง BDMS, BCH และ BH

ส่วนปัจจัยภายในประเทศ กรณีภาครัฐเลื่อนโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ออกไป มองว่าผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มโรงแรมยังมีจำกัด เนื่องจากเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับฤดูกาล ขณะที่นักลงทุนควรติดตามทิศทางกระแสเงินทุนต่างชาติ หลังจากเมื่อวานนี้มีเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นไทยสูงถึง 7.2 พันล้านบาท ส่งผลให้ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปี (YTD) เหลือประมาณ 4.9 หมื่นล้านบาท

กรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หลังธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ประเด็นที่ตลาดต้องประเมินต่อคือ Fed ยังจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกมากน้อยเพียงใด ก่อนที่เงินเฟ้อจะกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุม

การปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นมติเอกฉันท์ ขณะที่ Dot Plot ส่งสัญญาณถึงการขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ สะท้อนภาพการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ก่อนหยุดเพื่อประเมินสถานการณ์ ทำให้ตลาดต้องเปิดพื้นที่ให้กับวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยระยะสั้น หรือ Shallow Hiking Cycle มากขึ้น

ทั้งนี้ ตลาดได้สะท้อนความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยอีกประมาณ 3 ครั้งจนถึงกลางปีหน้าไปแล้ว โดยสะท้อนผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ซึ่งปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2567 ส่งผลให้แรงกดดันต่อตลาดหุ้นอยู่ที่ด้าน Valuation เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทำให้นักลงทุนมีแนวโน้มให้มูลค่ากำไรในอนาคตลดลง

อย่างไรก็ตาม ด้านผลประกอบการยังมีปัจจัยช่วยพยุงตลาด โดย Bloomberg Intelligence คาดว่าทั้ง 11 กลุ่มอุตสาหกรรมในดัชนี S&P 500 จะมีกำไรไตรมาส 3 เติบโตพร้อมกันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2564 จากแรงหนุนของการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เริ่มส่งผลดีในวงกว้างมากขึ้น

อีกปัจจัยที่ต้องติดตามคือทิศทางราคาน้ำมัน หากการฟื้นตัวของอุปทานในตะวันออกกลางช่วยให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงต่อเนื่อง แรงกดดันด้านเงินเฟ้ออาจทยอยคลี่คลาย และลดความจำเป็นที่ Fed ต้องขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดกังวล อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลงของราคาน้ำมันเพียงช่วงสั้นยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าแรงกดดันเงินเฟ้อจะลดลงอย่างชัดเจน

สำหรับตลาดหุ้นไทย กรภัทรมองว่าอยู่ท่ามกลางแรงหนุนจากต้นทุนพลังงานที่มีโอกาสลดลง ขณะที่ต้องเผชิญแรงกดดันจากดอกเบี้ยโลกที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจกระทบกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) และมูลค่าหุ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่มีภาระหนี้สูง หรือธุรกิจที่ต้องพึ่งพากำไรในอนาคตเป็นหลัก

กลยุทธ์การลงทุนจึงยังสามารถเน้นการลงทุนเชิงตั้งรับและทยอยสะสมได้ แต่ควรให้น้ำหนักกับหุ้นที่มีความชัดเจนของผลประกอบการ กระแสเงินสดแข็งแรง สามารถบริหารจัดการหนี้ได้ และมีการเติบโตที่เห็นเป็นรูปธรรม พร้อมติดตามทิศทางผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี และราคาน้ำมันว่าจะเริ่มลดแรงกดดันต่อตลาดพร้อมกันเมื่อใด

ทั้งนี้ หากราคาหุ้นปรับตัวลง ขณะที่ผลประกอบการยังสามารถเดินหน้าต่อได้ และราคาหุ้นสะท้อนความเสี่ยงจากดอกเบี้ยไปมากเพียงพอแล้ว จะทำให้ความน่าสนใจในการเข้าลงทุนเพิ่มขึ้น

ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่ผลิตภัณฑ์  หัวหน้าฝ่ายบริหารการลงทุน บล. ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี พร้อมส่งสัญญาณผ่าน Dot Plot ว่าเจ้าหน้าที่ 16 จาก 18 รายคาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้งก่อนสิ้นปี ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลง โดย Dow Jones ลดลง 1.25% และ S&P 500 ลดลง 0.65%

ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (US 10Y) ปรับขึ้นทะลุระดับ 5.02% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 ด้านดอลลาร์แข็งค่ามากที่สุดในรอบ 3 เดือน โดยดัชนี DXY เพิ่มขึ้น 0.56% ขณะที่ราคาน้ำมัน Brent ลดลง 2.44% มาอยู่ที่ 105.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังซาอุดีอาระเบียเตรียมฟื้นฟูกำลังการผลิตของ East-West Pipeline บางส่วนภายในไม่กี่วัน

ดร.จิติพลระบุว่า ตลาดหุ้นโลกมีแนวโน้มเผชิญความผันผวนและแรงกดดันในระยะสั้น หลัง Fed ส่งสัญญาณเชิง Hawkish อย่างชัดเจน ประกอบกับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี ทะลุระดับ 5% ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อ Valuation ของหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม Growth และ Technology ขณะเดียวกัน การแข็งค่าของดอลลาร์ยังสร้างแรงกดดันต่อสกุลเงินเอเชีย รวมถึงเงินบาท โดยเช้าวันนี้ USD/THB อยู่ที่ 33.41 บาทต่อดอลลาร์

สำหรับตลาดเอเชียเคลื่อนไหวผสมผสาน โดย Nikkei 225 เพิ่มขึ้น 0.39% ขณะที่ Hang Seng ลดลง 0.31% โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งเริ่มประชุม 2 วันตั้งแต่เมื่อวาน หาก BOJ ส่งสัญญาณใช้นโยบายการเงินเข้มงวดตาม Fed อาจเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดหุ้นเอเชียและค่าเงินในภูมิภาค

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญจากการประชุม Fed คือมติปรับขึ้นดอกเบี้ย 25 bps เป็นเอกฉันท์ 12-0 เสียง สะท้อนจุดยืนที่ชัดเจนต่อปัญหาเงินเฟ้อ โดย Fed ระบุว่าได้ยุติการผ่อนคลายนโยบายที่ไม่เหมาะสมอีกต่อไป เมื่อพิจารณาจากสภาพแวดล้อมด้านเงินเฟ้อ ขณะที่ Warsh แม้ลงมติเห็นชอบให้ขึ้นดอกเบี้ย แต่ไม่ได้เปิดเผย Dot ของตนเองเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกัน ทำให้ตลาดไม่สามารถประเมินจุดยืนด้านอัตราดอกเบี้ยระยะยาวของเขาได้โดยตรง

ในส่วนของประมาณการอัตราดอกเบี้ย เจ้าหน้าที่ 12 รายคาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปี 2026 ขณะที่ 4 รายคาดว่าจะขึ้นอีก 2 ครั้ง และอีก 2 รายคาดว่าจะคงดอกเบี้ยที่ระดับปัจจุบัน ส่งผลให้ Median อัตราดอกเบี้ยสิ้นปีอยู่ที่ 4.125% สะท้อนการขึ้นดอกเบี้ยอีก 25 bps จากระดับปัจจุบัน

นอกจากนี้ Median อัตราดอกเบี้ยปี 2027 ปรับขึ้นจาก 3.625% เป็น 4.125% สะท้อนว่า Fed อาจคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อเนื่องแทนการเริ่มลดดอกเบี้ยในปีหน้า ขณะที่ประมาณการ Longer Run ปรับขึ้นจาก 3.0625% เป็น 3.250% สะท้อนมุมมองต่อระดับ Neutral Rate ที่สูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม หลังการเปิดเผย Dot Plot ตลาดเงินกลับปรับเพิ่มการคาดการณ์การลดดอกเบี้ยเป็น 3 ครั้งภายในกลางปี 2027 จากเดิม 2 ครั้ง สะท้อนว่าตลาดยังมีมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยแตกต่างจากประมาณการของ Fed

ดร.จิติพลมองว่า ในระยะสั้นตลาดยังต้องติดตามทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี และค่าเงินดอลลาร์เป็นสำคัญ เนื่องจากระดับดอกเบี้ยและ Bond Yield ที่สูงขึ้นจะเพิ่มแรงกดดันต่อ Valuation ของสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่ทิศทางราคาน้ำมันจะเป็นอีกปัจจัยที่ต้องจับตา หากอุปทานจากตะวันออกกลางกลับเข้าสู่ตลาดมากขึ้น อาจช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและเป็นปัจจัยที่ตลาดใช้ประเมินทิศทางนโยบายการเงินในระยะถัดไป