ด้วยเหตุที่กิจการมักประสบกับความยากลำบากในการเก็บรวบรวมข้อมูลมลอากาศ ทำให้ไม่สามารถวางแผนและกำหนดเป้าหมายด้านการลดปริมาณการปล่อยมลอากาศ ทั้งที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานขององค์กร (Scope 1) จากการใช้พลังงาน (Scope 2) และจากกิจกรรมที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่คุณค่า (Scope 3)
กรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นบ่อย คือ การรายงานคาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กร ที่ประกอบด้วยข้อมูลมลอากาศทางตรง (Direct Emissions) จากการดำเนินงานในขอบข่ายที่ 1 และข้อมูลมลอากาศทางอ้อม (Indirect Emissions) จากการใช้พลังงานในขอบข่ายที่ 2 ที่ปัจจุบัน องค์กรส่วนใหญ่สามารถดำเนินการได้ในระดับหนึ่ง แม้จะไม่ครบถ้วนทั้งขอบเขต (Boundary) ในระยะแรกก็ตาม
ยิ่งเมื่อเป็นการรายงานข้อมูลมลอากาศทางอ้อมอื่นๆ ในขอบข่ายที่ 3 ซึ่งครอบคลุมการดำเนินงาน 15 ประเภท องค์กรส่วนใหญ่ไม่สามารถดำเนินการได้เลย เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่คุณค่า เกี่ยวพันกับคู่ค้าที่ซึ่งกิจการไม่มีอำนาจควบคุมหรือไม่มีความเป็นเจ้าของในการสั่งการ อีกทั้งต้นทุนในการรวบรวมข้อมูลมลอากาศในขอบข่ายที่ 3 อาจมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการดำเนินกิจกรรมการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกของตัวกิจการเอง
สถาบันไทยพัฒน์ เล็งเห็นความจำเป็นที่จะพัฒนาเครื่องมือสำหรับช่วยองค์กรธุรกิจในการคำนวณข้อมูลมลอากาศในขอบข่ายที่ 3 ที่เป็นไปตามหลักการในมาตรฐานทางบัญชีและการรายงานข้อมูลห่วงโซ่คุณค่า (ขอบข่ายที่ 3) ของกิจการ ที่ออกโดยหน่วยงาน GHG Protocol ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
ในมาตรฐานของ GHG Protocol ระบุให้กิจการสามารถใช้ข้อมูลทุติยภูมิเพื่อคำนวณหาปริมาณมลอากาศในขอบข่ายที่ 3 ทดแทนข้อมูลปฐมภูมิที่รวบรวมจากคู่ค้าโดยตรง ในกรณีที่คู่ค้าไม่มีข้อมูล หรือข้อมูลปฐมภูมิที่รวบรวมได้มีคุณภาพต่ำกว่าข้อมูลทุติยภูมิ (อ้างอิงหัวข้อ 7.3 Guidance for selecting data ในมาตรฐานของ GHG Protocol)
เครื่องมือ S3ER Tool (Scope 3 Emission Reduction) ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้กิจการสามารถใช้คำนวณข้อมูลมลอากาศในขอบข่ายที่ 3 และนำไปสู่การบริหารมลอากาศในห่วงโซ่คุณค่า โดยสถาบันได้จัดทำเป็นฐานข้อมูลอัตราส่วนมลอากาศรายสาขา (Sector Emission Ratio: SER) ที่สามารถใช้บ่งชี้สัดส่วนปริมาณมลอากาศในขอบข่ายที่ 3 โดยใช้ข้อมูลมลอากาศในขอบข่ายที่ 1 และ 2 ของกิจการมาเป็นเกณฑ์อ้างอิงในการคำนวณ
ทั้งนี้ อัตราส่วนมลอากาศรายสาขา (SER) ปีฐาน (พ.ศ. 2566) ได้มาจากการรวบรวมข้อมูลมลอากาศของกิจการไทยจำนวน 841 แห่งที่เปิดเผยต่อสาธารณะ นำมาประมวลแสดงเป็นค่าเฉลี่ยของปริมาณมลอากาศในขอบข่ายที่ 3 เทียบกับปริมาณมลอากาศรวมทั้งหมด ในหน่วยร้อยละ (%) จำแนกตามหมวดธุรกิจ จำนวน 26 สาขา ซึ่งมีค่าอยู่ในช่วง 54% - 99%
ปริมาณมลอากาศที่ได้จากการคำนวณด้วย SER ถือเป็นข้อมูลทุติยภูมิที่สามารถใช้ทดแทนข้อมูลปฐมภูมิ ในกรณีที่กิจการต้องการทราบขนาดเชิงสัมพัทธ์ของปริมาณมลอากาศที่เกิดจากกิจกรรมในขอบข่ายที่ 3 เพื่อวัตถุประสงค์ในการระบุจุดอ่อนไหว และกำหนดลำดับความสำคัญในการเก็บข้อมูลปฐมภูมิ การสานสัมพันธ์กับคู่ค้า และการวางแผนลดปริมาณมลอากาศในห่วงโซ่คุณค่าแบบเฉพาะเจาะจงต่อไป
นอกจากนี้ กิจการสามารถใช้เมทริกซ์ประเภทกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องในหมวดธุรกิจ (Sector-specific Relevant Category: SRC) เพื่อชี้เป้าการดำเนินงานในห่วงโซ่คุณค่าอย่างเป็นระบบ เอื้อให้เกิดการบริหารทรัพยากรและใช้งบประมาณอย่างตรงจุด อีกทั้งช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นจากการเลือกจัดการมลอากาศในกิจกรรมเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ (จากกิจกรรมทั้ง 15 ประเภทในขอบข่ายที่ 3)
ข้อมูลจากเมทริกซ์ประเภทกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องในหมวดธุรกิจ (SRC) ชี้ให้เห็นว่า กรณีถ้าเป็นบริษัทค้าปลีกที่อยู่ในหมวดธุรกิจพาณิชย์ กลุ่มอุตสาหกรรมบริการ (Service) จะมีปริมาณมลอากาศที่เกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมใน 4 ประเภทสำคัญ ได้แก่ 1) สินค้าและบริการที่สั่งซื้อ 3) กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงและพลังงาน 4) การขนส่งและกระจายสินค้าต้นน้ำ และ 11) การใช้ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่าย ด้วยข้อมูลนี้ บริษัทสามารถเริ่มต้นจัดการลดมลอากาศจากกิจกรรมใน 4 ประเภทดังกล่าวได้ก่อน เป็นต้น
เครื่องมือ S3ER ช่วยให้องค์กรประหยัดค่าใช้จ่ายในการ ‘เก็บรวบรวมข้อมูล’ ที่ต้องลงทุนไปกับการซื้อซอฟต์แวร์ การนำเข้าข้อมูล และการจัดทำบัญชีมลอากาศที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจ (Sector-agnostic) แต่เก็บงบประมาณ ทรัพยากร และเวลา เพื่อมาเน้นที่การ ‘ลดปริมาณมลอากาศ’ ให้เกิดเป็นผลลัพธ์ที่แท้จริง
ในยุคที่การบริหารจัดการมลอากาศตลอดห่วงโซ่คุณค่ากลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน การปล่อยให้ข้อจำกัดด้านการเก็บข้อมูล Scope 3 กลายเป็นอุปสรรคฉุดรั้งการขับเคลื่อนองค์กร ไม่เพียงแต่ทำให้เสียโอกาสในการรับมือกับความเสี่ยงทางธุรกิจ แต่ยังอาจหมายถึงการสูญเสียต้นทุนและทรัพยากรไปโดยเปล่าประโยชน์ การปรับเปลี่ยนมุมมองจากการหลงทางในกระบวนการเก็บข้อมูลที่ซับซ้อน มาสู่การใช้นวัตกรรมเครื่องมืออย่าง S3ER จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรชี้เป้าจุดอ่อนไหวได้อย่างแม่นยำ และเริ่มต้นลงมือบริหารจัดการมลอากาศได้อย่างตรงจุด เพราะหัวใจสำคัญของการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ไม่ใช่การมีตัวเลขรายงานที่สมบูรณ์แบบบนกระดาษ แต่คือการเริ่มลงมือ ‘ลดการปล่อยมลอากาศ’ ให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริงในห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่วันนี้



