16 ก.ย.2569 มีกระแสข่าว คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ คนร. เห็นชอบแผนปรับโครงสร้างและควบรวม บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กับ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ไทยพีบีเอส
ภายในวันเดียวกัน นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ สคร. ออกมาปฏิเสธว่า ไม่เคยเสนอหรือให้สัมภาษณ์เรื่องการควบรวมสององค์กรดังกล่าว พร้อมระบุว่าแนวทางนี้เป็นไปได้ยากทั้งในหลักการและทางกฎหมาย
คำปฏิเสธนี้ทำให้ต้องแยกให้ชัดระหว่าง “กระแสข่าว” กับ “นโยบายที่ได้รับความเห็นชอบแล้ว” เพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่ปรากฏมติหรือแผนอย่างเป็นทางการที่จะควบรวม อสมท กับไทยพีบีเอส
แต่แม้ข่าวควบรวมจะถูกปฏิเสธ คำถามที่เกิดขึ้นจากข่าวยังมีความสำคัญ โดยเฉพาะเหตุใดการนำสององค์กรนี้มารวมกันจึงเป็นเรื่องยาก และเหตุใดการปรับโครงสร้างองค์กรจึงไม่อาจพิจารณาแยกจากสถานะทางกฎหมาย ภารกิจสื่อสาธารณะ สิทธิของผู้ถือหุ้น และใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ได้
เพราะแม้ในอนาคตรัฐบาลจะศึกษาแนวทางควบรวมองค์กรสื่อของรัฐจริง มติทางนโยบายของ คนร. หรือแม้แต่มติคณะรัฐมนตรี ก็ไม่ได้ทำให้ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ของสององค์กรควบรวมตามไปโดยอัตโนมัติ
ใบอนุญาตไม่ใช่ทรัพย์สินที่ย้ายตามองค์กร
พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 9 กำหนดไว้ตรงไปตรงมาว่า ใบอนุญาตเป็น “สิทธิเฉพาะตัวของผู้ได้รับใบอนุญาต จะโอนแก่กันมิได้” และ ผู้รับใบอนุญาตต้องประกอบกิจการด้วยตนเอง
ความหมายคือ ต่อให้โอนอาคาร เครื่องส่ง บุคลากร คลังรายการ หรือทรัพย์สินทั้งหมดให้กัน ใบอนุญาตก็ไม่ได้เดินทางตามทรัพย์สินเหล่านั้นไปด้วย
หากการควบรวมทำให้นิติบุคคลเดิมสิ้นสภาพ องค์กรใหม่ย่อมไม่สามารถอ้างสิทธิในใบอนุญาตเดิมแล้วออกอากาศต่อได้ทันที แต่ต้องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ของ กสทช.
นี่ไม่ใช่เรื่องเพียง “แจ้งให้ทราบ” ภายหลัง เพราะทั้งการฝ่าฝืนมาตรา 9 และการประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต มีบทกำหนดโทษ หาก “ควบรวม” หมายถึงการยุบองค์กรเดิมหรือตั้งนิติบุคคลใหม่
คำถามเรื่องใบอนุญาตจึงต้องถูกตอบก่อน ไม่ใช่จัดโครงสร้างเสร็จแล้วจึงค่อยถาม กสทช.
สององค์กรถือสถานะและภารกิจคนละแบบ
ความซับซ้อนอีกชั้นคือ อสมท กับ ไทยพีบีเอส ไม่ได้เป็นเพียงสถานีโทรทัศน์สองช่องที่ทำงานคล้ายกัน
อสมท เป็นรัฐวิสาหกิจในรูปบริษัทมหาชนและเป็นบริษัทจดทะเบียน รัฐเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่ยังมีผู้ถือหุ้นรายอื่น จึงมีภาระด้านผลประกอบการ การเปิดเผยข้อมูล และการคุ้มครองผู้ถือหุ้นตามกฎหมายตลาดทุน
สถานะทางการเงินก็เป็นแรงกดดันที่ปฏิเสธไม่ได้ ข้อมูลครึ่งแรกของปี 2569 ระบุว่า อสมท.มีรายได้รวม 493.64 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 133.71 ล้านบาท
ตัวเลขนี้อธิบายได้ว่าเหตุใดรัฐจึงต้องเร่งมองหาทางปรับโครงสร้าง แต่ผลขาดทุนเพียงอย่างเดียวยังตอบไม่ได้ว่า การควบรวมจะสร้างรายได้ใหม่ ลดต้นทุนได้จริง หรือเป็นเพียงการย้ายภาระจากองค์กรหนึ่งไปสู่อีกองค์กรหนึ่ง
ส่วน ไทยพีบีเอส จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายเฉพาะ เป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ พร้อมแหล่งรายได้ คณะกรรมการนโยบาย และกลไกบรรณาธิการที่ออกแบบไว้สำหรับการทำหน้าที่สื่อสาธารณะ
ใบอนุญาตของทั้งสองฝ่ายจึงอยู่บนฐานภารกิจต่างกัน
กฎหมายแบ่งใบอนุญาตที่ใช้คลื่นความถี่ออกเป็นกิจการบริการสาธารณะ กิจการบริการชุมชน และกิจการทางธุรกิจ พร้อมกำหนดทั้งคุณสมบัติผู้รับใบอนุญาต แหล่งรายได้ และสัดส่วนรายการแตกต่างกัน
เช่น กิจการบริการสาธารณะต้องมีข่าวสารหรือสาระที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ขณะที่กิจการทางธุรกิจกำหนดไว้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 25
การรวมจึงต้องตอบว่าองค์กรใหม่มีสถานะอะไร ถือใบอนุญาตประเภทใด และจะแยกรายได้สาธารณะออกจากกิจกรรมเชิงพาณิชย์อย่างไร
หากเป็นการยุบหรือเปลี่ยนสถานะของไทยพีบีเอสจริง ก็ยังมีคำถามใหญ่กว่ามติฝ่ายบริหาร เพราะองค์กรนี้เกิดขึ้นโดยพระราชบัญญัติ การทำให้องค์กรสิ้นสภาพหรือเปลี่ยนสาระสำคัญของโครงสร้างย่อมอาจต้องแก้ไขกฎหมายผ่านรัฐสภา ไม่ใช่จบลงด้วยมติ คนร.หรือคณะรัฐมนตรีเพียงลำพัง
ทรู–ดีแทคยังต้องผ่าน กสทช. แล้วเหตุใดกรณีนี้จะข้ามได้
กรณีทรู–ดีแทคเป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า การตกลงรวมธุรกิจของเจ้าของกิจการไม่ทำให้บทบาทของหน่วยงานกำกับหายไป
กระบวนการครั้งนั้นต้องเข้าสู่การพิจารณาของ กสทช. และจบด้วยมติ “รับทราบการรวมธุรกิจ” พร้อมเงื่อนไขและมาตรการเฉพาะด้านการแข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค
แน่นอนว่า ทรู–ดีแทค เป็นกิจการโทรคมนาคมและใช้กติกาคนละชุดกับกิจการโทรทัศน์ จึงเทียบผลกันตรง ๆ ไม่ได้ แต่หลักร่วมคือ การควบรวมผู้ประกอบกิจการภายใต้ใบอนุญาตไม่ใช่เรื่องที่คู่กรณีหรือรัฐบาลจะตัดสินกันเองโดยข้ามหน่วยงานกำกับดูแล
สำหรับกิจการโทรทัศน์ กสทช.ยังต้องพิจารณาทั้งคุณสมบัติของผู้รับใบอนุญาต ประเภทและเงื่อนไขใบอนุญาต การใช้คลื่นความถี่ ความต่อเนื่องของบริการ และผลต่อความหลากหลายของข้อมูลข่าวสาร
เพราะมาตรา 31 และมาตรา 32 ให้อำนาจกำกับการถือครองกิจการ การครองสิทธิข้ามสื่อ และพฤติกรรมที่อาจผูกขาด ลด หรือจำกัดการแข่งขันไว้โดยเฉพาะ
คำถามจึงไม่ใช่ว่า กสทช. “เกี่ยวหรือไม่” แต่คือ กสทช.จะเข้ามาเกี่ยวในขั้นใด และรัฐบาลได้หารือถึงเส้นทางกฎหมายนี้แล้วหรือยัง
อาจไม่จำเป็นต้องรวมเป็นนิติบุคคลเดียว
หากเป้าหมายที่แท้จริงคือการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ยังมีทางเลือกที่ไม่จำเป็นต้องทำลายนิติบุคคลหรือเคลื่อนย้ายใบอนุญาต อสมท กับไทยพีบีเอสอาจใช้โครงข่าย สตูดิโอ คลังเนื้อหา เทคโนโลยี หรือบริการสนับสนุนร่วมกัน โดยยังรักษาฐานะ ภารกิจ ใบอนุญาต และความรับผิดชอบทางบรรณาธิการแยกจากกัน
วิธีนี้ลดความซ้ำซ้อนได้โดยไม่ต้องย้ายใบอนุญาตหรือทำให้สื่อสาธารณะอยู่ใต้แรงกดดันจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน
ตรงกันข้าม หากเป้าหมายที่แท้จริงคือการนำรายได้หรือทรัพย์สินขององค์กรหนึ่งไปพยุงงบดุลของอีกองค์กรหนึ่ง การควบรวมก็อาจไม่ได้สร้างขีดความสามารถใหม่ แต่เพียงย้ายปัญหาจากบัญชีหนึ่งไปไว้อีกบัญชีหนึ่ง
ขณะที่รัฐรวมสถานี คนดูกำลังย้ายออกจากสถานี
แม้ผ่านด่านกฎหมายทั้งหมดแล้ว การควบรวมก็ยังไม่ตอบโจทย์ใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมสื่อ เพราะคนไทยไม่ได้เลิกดูเนื้อหาภาพเคลื่อนไหว
แต่กำลังย้ายจากการดูตามผังรายการไปสู่การเลือกดูผ่านบริการ OTT แพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์ แอปพลิเคชัน และ Smart TV
การแข่งขันจึงไม่ได้อยู่เพียงที่หมายเลขช่อง แต่อยู่บนหน้าแรก ผลการค้นหา ระบบแนะนำ และข้อมูลผู้ชม
การควบรวมอาจช่วยลดความซ้ำซ้อนและทำให้องค์กรใหม่มีทรัพยากรมากขึ้น แต่หากยังเพียงนำรายการแบบเดิมไปวางบนออนไลน์ โดยไม่สร้างช่องทางเข้าถึงผู้ชมบนแพลตฟอร์มใหม่ ไม่ใช้ข้อมูลผู้ชม และไม่พัฒนารูปแบบรายได้ใหม่
สิ่งที่เปลี่ยนอาจเป็นเพียงโครงสร้างองค์กร ไม่ใช่อนาคตของโทรทัศน์ไทย ยิ่งใบอนุญาตโทรทัศน์ดิจิทัลชุดปัจจุบันกำลังสิ้นสุดในปี 2572
รัฐยิ่งไม่ควรออกแบบองค์กรสื่อโดยมองเพียงวิธีรักษาสถานีเดิม แต่ต้องตอบว่าเนื้อหาสาธารณะของไทยจะถูกค้นพบได้อย่างไรในโลกที่แพลตฟอร์มและผู้ผลิตอุปกรณ์เป็นผู้จัดลำดับสิ่งที่คนเห็น
ก่อนส่งแผนเข้าสู่คณะรัฐมนตรี อย่างน้อยควรเปิดเผยให้สาธารณะทราบว่า “ควบรวม” ในที่นี้หมายถึงอะไร
นิติบุคคลใดจะคงอยู่ ใครจะถือใบอนุญาตแต่ละประเภท ทรัพย์สินและหนี้จะถูกจัดการอย่างไร ต้องแก้กฎหมายฉบับใด และได้หารือกับ กสทช. แล้วหรือไม่
รัฐบาลอาจสั่งให้ศึกษาและกำหนดนโยบายควบรวมองค์กรได้ แต่ไม่อาจสั่งให้ใบอนุญาตควบรวมตามไปด้วย และต่อให้จัดการเรื่องใบอนุญาตได้สำเร็จ ก็ยังไม่มีคำตอบว่าองค์กรใหม่จะตามคนดูที่ย้ายแพลตฟอร์มไปแล้วทันหรือไม่
เพราะอนาคตของโทรทัศน์ไทยไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะรวมกับใครเท่านั้น แต่อยู่ที่รัฐเข้าใจทั้งกฎหมายและพฤติกรรมผู้ชมใหม่มากเพียงใด ก่อนจะรื้อองค์กรที่มีอยู่เดิม
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นการวิเคราะห์เชิงนโยบายจากข้อมูลและรายงานข่าวที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ณ วันที่ 16 กันยายน 2569 ผู้เขียนมิได้ยืนยันว่ารัฐบาล คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กสทช. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีมติอนุมัติให้ควบรวม อสมท กับไทยพีบีเอสแล้ว
และมิได้มุ่งสนับสนุนหรือคัดค้านแนวทางดังกล่าวเป็นการล่วงหน้า การดำเนินการจริงยังต้องพิจารณาสถานะทางกฎหมาย ภารกิจของแต่ละองค์กร สิทธิของผู้ถือหุ้น ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับใบอนุญาตเป็นรายกรณี ทั้งนี้ ความเห็นในบทความเป็นความเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียน มิใช่ท่าทีของหน่วยงานใด
แหล่งอ้างอิง:
- สำนักงาน กสทช. พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 โดยเฉพาะมาตรา 7 มาตรา 9–13 มาตรา 31–33 และมาตรา 66–67. สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2569 จาก https://broadcast.nbtc.go.th/law-acts
- องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย. พระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 และข้อมูลสถานะองค์การ. สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2569 จาก https://publicinfo.thaipbs.or.th/
- สำนักงาน กสทช. (31 ตุลาคม 2565). กสทช. มีมติเสียงข้างมากรับทราบการควบรวมทรู–ดีแทค พร้อมกำหนดเงื่อนไข/มาตรการเฉพาะ เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคและการพัฒนากิจการโทรคมนาคม. https://www.nbtc.go.th/News/Press-Center/56941.aspx
- ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย. ข้อมูลบริษัทจดทะเบียน: บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) (MCOT). สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2569 จาก https://www.set.or.th/th/market/product/stock/quote/MCOT/company-profile/information
- บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน). (2569). ข้อมูลสำคัญทางการเงิน: งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ 6M/2569. สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2569 จาก https://investor.mcot.net/th/financial-info/financial-highlights
- สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์. (2569). งบการเงิน บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ไตรมาสที่ 2 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569. สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2569 จาก https://market.sec.or.th/public/idisc/th/Viewmore/fs-norm?searchSymbol=MCOT
- Thai PBS. (28 มิถุนายน 2569). ทีวีดิจิทัลหลังปี 2572 อย่าประมูลแค่ “ช่องกับคลื่น” แต่ต้องออกแบบทางไปถึงคนดูใหม่ทั้งระบบ. https://www.thaipbs.or.th/news/content/353482
- Money & Banking Online. (16 กันยายน 2569). รายงานข่าวแผนปรับโครงสร้างและควบรวม อสมท.–ไทยพีบีเอส ซึ่งเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา. https://www.facebook.com/moneyandbanking/posts/1539006514931588/





