วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

เมื่อเทคโนโลยีแห่งอนาคตเริ่มถูกตั้งคำถาม

ประวัติศาสตร์สอนเราว่าเทคโนโลยีที่ดีไม่ได้รับประกันว่าทุกบริษัทที่ลงทุนในเทคโนโลยีนั้นจะประสบความสำเร็จ

ต้องยอมรับว่าเวลานี้โลกของเราดูจะไม่ค่อยสงบสุขนัก ไม่ว่าจะเป็นสงคราม ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ หรือข่าวลือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่สาม บางประเทศมีการพูดถึงการเตรียมอาหารและสิ่งของจำเป็นไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน จนสร้างความวิตกกังวลให้กับผู้คนไม่น้อย

แต่ท่ามกลางข่าวสารเหล่านี้ ผมกลับคิดว่ามีอีกเรื่องหนึ่งที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมหาศาล และเป็นเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นจริงอยู่ในเวลานี้ นั่นคือความเสี่ยงที่การลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI อาจกำลังขยายตัวเร็วกว่าความสามารถในการสร้างผลตอบแทน

หากติดตามข่าวของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะกลุ่มที่เรียกว่า Magnificent Seven ซึ่งประกอบด้วย Apple, Microsoft, Alphabet, Amazon, Meta, NVIDIA และ Tesla จะพบว่าบริษัทเหล่านี้มีการลงทุนด้าน AI เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จนเริ่มมีคำถามจากนักลงทุนว่าเม็ดเงินที่ใช้ไปจะสามารถสร้างผลกำไรกลับมาได้ทันกับความคาดหวังหรือไม่

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Alphabet บริษัทแม่ของ Google ซึ่งประกาศผลประกอบการไตรมาสที่สามของปี 2026 ว่ามีรายได้สูงถึง 127,600 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อน ขณะที่ Google Cloud เติบโตถึง 103% มีรายได้ 30,700 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าความต้องการบริการคลาวด์และ AI ยังคงขยายตัวอย่างมาก แต่ในไตรมาสเดียวกัน บริษัทมีรายจ่ายลงทุนในสินทรัพย์ถาวร หรือ Capital Expenditure สูงถึง 51,400 ล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่าการเติบโตของธุรกิจ AI ต้องแลกมาด้วยการใช้เงินลงทุนมหาศาลเพียงใด

Amazon ก็มีภาพที่คล้ายคลึงกัน โดยในไตรมาสที่สามของปี 2026 บริษัทมีรายได้รวม 201,900 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ธุรกิจ Amazon Web Services หรือ AWS มีรายได้ประมาณ 46,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 39% จากปีก่อน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือกระแสเงินสดอิสระในรอบ 12 เดือนกลับติดลบถึง 42,400 ล้านดอลลาร์ จากที่เคยเป็นบวก 14,800 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยบริษัทระบุว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI เป็นปัจจัยสำคัญ และคาดว่ารายจ่ายลงทุนตลอดปี 2026 จะอยู่ที่ประมาณ 220,000 ล้านดอลลาร์

ส่วน Meta เจ้าของ Facebook, Instagram และ WhatsApp ก็ประกาศแผนลงทุนตลอดปี 2026 สูงถึง 135,000–145,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อรองรับทั้งธุรกิจหลักและการพัฒนา AI โดยไตรมาสที่สามบริษัทมีรายได้ 64,600 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 26% แต่ Free Cash Flow ติดลบประมาณ 2,120 ล้านดอลลาร์ แม้จะยังมีกำไรสุทธิอยู่ถึง 9,860 ล้านดอลลาร์ก็ตาม

ลองจินตนาการว่าเรากำลังสร้างโรงงานขนาดมหึมาที่ต้องใช้เงินลงทุนหลายหมื่นล้านและหลายแสนล้านดอลลาร์ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะมีลูกค้าเข้ามาใช้กำลังการผลิตมากเพียงใด หากลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โรงงานแห่งนั้นอาจกลายเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้มหาศาล แต่หากความต้องการเติบโตช้ากว่าที่คาดไว้ โรงงานเดียวกันก็อาจกลายเป็นภาระทางการเงินได้เช่นกัน แม้แต่บริษัทใหญ่ๆ ที่กล่าวมา ก็มีธุรกิจอื่นที่เป็นฐานเก่าจุนเจือ  แต่การลงทุนใน AI นั้นกับการสร้างรายได้ ยังไม่เป็นสัดส่วนอยู่

หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 25 ปีก่อน โลกเคยเผชิญปรากฏการณ์คล้ายคลึงกันในยุค Dot-com เมื่อทุกคนเชื่อว่าอินเทอร์เน็ตจะเปลี่ยนโลก ซึ่งความเชื่อนั้นก็เป็นความจริง แต่สิ่งที่ไม่จริงคือการคาดหวังว่าทุกบริษัทที่มีคำว่า Dot-com อยู่ในชื่อจะประสบความสำเร็จ บริษัทจำนวนมากระดมเงินทุนและขยายกิจการอย่างรวดเร็วโดยยังไม่มีรูปแบบธุรกิจที่สร้างกำไรได้อย่างยั่งยืน ก่อนที่ฟองสบู่จะแตกในช่วงปี 2000 และทำให้บริษัทจำนวนมากหายไปจากตลาด

ประวัติศาสตร์ครั้งนั้นสอนเราว่าเทคโนโลยีที่ดีไม่ได้รับประกันว่าทุกบริษัทที่ลงทุนในเทคโนโลยีนั้นจะประสบความสำเร็จ อินเทอร์เน็ตไม่ได้หายไปหลังวิกฤต Dot-com ตรงกันข้าม มันกลับเติบโตจนกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจโลก แต่บริษัทจำนวนมากที่เคยถูกมองว่าจะเป็นผู้ชนะกลับไม่มีโอกาสอยู่ถึงวันที่เทคโนโลยีนั้นสร้างผลตอบแทนอย่างแท้จริง

ผมเชื่อว่า AI ก็อาจกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่คล้ายคลึงกัน และหากวันหนึ่งเกิดการปรับฐานอย่างรุนแรง สิ่งที่พังทลายลงมาอาจไม่ใช่เทคโนโลยี AI แต่เป็นความคาดหวังทางธุรกิจและมูลค่าการลงทุนที่สูงเกินความเป็นจริง เพราะสุดท้ายแล้ว ตลาดทุนอาจยอมให้บริษัทใช้เงินมหาศาลเพื่อซื้ออนาคตได้ระยะหนึ่ง แต่ไม่มีใครสามารถใช้คำว่าอนาคตมาแทนผลกำไรได้ตลอดไป

คำถามจึงไม่ใช่ว่า AI จะเปลี่ยนโลกหรือไม่ แต่เป็นว่าใครจะมีชีวิตรอดทางธุรกิจจนถึงวันที่โลกเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ  

โปรดติดตามตอนต่อไปครับ...