วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

ทางออก SMEs ไทย ในวันที่โลกธุรกิจขับเคลื่อนด้วย AI

จากการประชุมประจำปีของ IMF และ World Bank Group 2026 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ มีข้อแนะนำประการสำคัญข้อหนึ่งที่เราควรเร่งดำเนินการคือ เพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ของผู้ประกอบการ พัฒนาสินค้าและบริการให้มีมูลค่าสูงขึ้น

ซึ่งคำแนะนำนี้เกี่ยวข้องกับ 2 แกนสำคัญคือ กระบวนการทำงานและนวัตกรรม 

สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่คงไม่น่าเป็นห่วงมากนัก แต่สำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจะมีความท้าทายค่อนข้างมาก โดยผลสำรวจ “SME Insight 2026” ของธนาคารทีเอ็มบีธนชาต (ttb) ประมาณช่วงกลางปีที่ผ่านมาพบว่า 

“แม้ SME จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย คิดเป็นกว่า 90% ของธุรกิจทั้งประเทศ แต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพียงประมาณ 1 ใน 3 ของ GDP สะท้อนข้อจำกัดในการยกระดับสู่การเติบโตระยะยาว ท่ามกลางแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง” จึงขอชวนมาคุยกันในเรื่องนี้

ลองเปรียบเทียบผลสำรวจดังกล่าวกับรายงานระดับโลก ICSB Annual Global MSMEs Report 2026 พอจะสรุปเป็นประเด็นสำคัญ และข้อเสนอแนะเบื้องต้น เพื่อขับเคลื่อนผู้ประกอบการ SME ไทยให้ก้าวข้ามข้อจำกัดที่ทีทีบีใช้คำว่า “จุดล็อก” 5 ข้อ และสามารถเติบโตในเวทีโลกอย่างยั่งยืนได้ดังนี้

1.คิดเพื่ออยู่รอด...แต่ไม่คิดเพื่อชนะในเกม ผู้ประกอบการมุ่งแก้ปัญหาระยะสั้น ขาดแผนระยะยาว ICSB แนะนำว่า MSMEs ทั่วโลกจะเติบโตได้ก็ต่อเมื่อเปลี่ยนจากการทำธุรกิจแบบตั้งรับมาเป็น การสร้างตลาด (แฝงไว้ด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์)

ธุรกิจประเภททำตามคนอื่นที่ประสบผลสำเร็จมาแล้ว (Me Too Products/Services) ไม่น่ารอดได้ และยังต้องมองหาโอกาสก้าวข้ามพรมแดนตั้งแต่วันแรกเลย (Born Global)

2.ใช้ดิจิทัล...แต่ไม่พลิกเกมธุรกิจ รายงาน ICSB กล่าวว่า Global MSMEs กำลังเผชิญความท้าทายเรื่อง AI Divide แบบเดียวกับที่เคยเกิด Digital Divide ในยุค Internet มาแล้ว โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจใช้เทคโนโลยีแต่ขาดการบริหารจัดการข้อมูล และไม่สร้างทักษะเชิงลึกอย่างเพียงพอ ซึ่งประเด็นนี้จะขอขยายความต่อไป

3.รู้กำไรขาดทุน...แต่ไม่บริหารความเสี่ยง ICSB แนะนำว่า MSMEs ควรใช้ข้อมูลทั้งด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการบริหารความเสี่ยงจากการชำระเงินของลูกค้าให้มากขึ้น อย่างไรก็ดี รายงานเตือนว่าธุรกิจที่ขายสินค้าออนไลน์และรับชำระเงินดิจิทัล (E-payments) มีอัตราการเติบโตสูงมาก แต่ยังพบอุปสรรคเรื่องค่าธรรมเนียม ความปลอดภัย และความเข้ากันได้ของระบบข้ามพรมแดน

4.โตที่ขนาด...แต่ไม่โตที่ประสิทธิภาพ และ 5. อยากไปต่อ...แต่ไม่มีแผนที่นำทาง ICSB แนะนำว่า MSMEs ไม่ควรแก้ปัญหาและต่อสู้อยู่ตามลำพัง โดยบทบาทของสถาบันการศึกษา ศูนย์บ่มเพาะ และเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจ คือกุญแจสำคัญในการยกระดับมาตรฐานให้ SME ก้าวข้ามข้อจำกัดด้านทรัพยากรบุคคลและโครงสร้างภายใน ซึ่งหน่วยงานภาครัฐไทยก็มีส่วนช่วยได้เยอะ

สำหรับประเด็นการใช้ AI ในกระบวนการทำงาน คำถามที่เจ้าของธุรกิจ SME ไทยใช้ถามทีมงานบ่อยที่สุดในวันนี้คือ “เราควรซื้อ AI ตัวไหนมาใช้ดี” ทั้งๆ ที่คำถามที่ควรเริ่มก่อนคือ “เรากำลังจะแก้ปัญหาอะไร และจะวัดอย่างไรว่าดีขึ้นจริง”

หากเริ่มจากเครื่องมือ ผลที่ตามมามักเป็นการสมัครใช้งานหลายตัว ทีมงานใช้กันคนละแบบ งานบางอย่างอาจเร็วขึ้น แต่ผลลัพธ์ทางธุรกิจไม่ดีขึ้น สุดท้ายไม่มีใครบอกได้ว่าเงินที่จ่ายไปคุ้มหรือไม่ 

แนวทางนี้จึงต้องเริ่มจากการตั้งโจทย์ให้ชัดว่า “กระบวนการใดทำให้ใครเกิดปัญหาอะไร ดูได้จากตัวชี้วัดอะไร แล้วค่าปัจจุบันเป็นเท่าไร เราต้องการปรับปรุงให้ไปถึงเท่าไร โดยต้องทำให้ถึงเป้าภายในกี่เดือน”

ตัวอย่างปัญหาความสูญเปล่า 1 ใน 8 ประการคือ Defect เช่น ใบเสนอราคาผิดต้องแก้และส่งใหม่ แต่ลูกค้ารอคำตอบนาน เพราะรอการอนุมัติจากหัวหน้าที่บังเอิญไม่อยู่ในบริษัท เลยต้องทำผ่าน LINE จากข้อผิดพลาดทำให้หัวหน้าทีมต้องมานั่งคีย์ข้อมูลเองให้มั่นใจในระบบบัญชี เป็นต้น 

แนวคิดข้างต้นนี้ หลายๆ ท่านอาจทำอยู่แล้วโดย Lean Six Sigma นั่นเอง ซึ่ง Lean คือการขจัดความสูญเปล่าในกระบวนการทำงาน ในขณะที่ Six Sigma จะเป็นกระบวนการลดความแปรปรวนของผลลัพธ์ของการทำงานแบบวิทยาศาสตร์ ซึ่งบังคับให้ต้องใช้ข้อมูลตัวชี้วัดมาประกอบ 

ทำให้ขั้นตอนแรกคือ “การวินิจฉัยปัญหา” เป็นระบบมากขึ้น สามารถเจาะปัญหาลึกไปถึงต้นตอ (Root Cause) เสริมด้วยการมีส่วนร่วมของพนักงานทำให้การบริหารการเปลี่ยนแปลงลื่นไหลมากขึ้น ทั้งยังต้องสร้างตัวชี้วัดเป็นฐานข้อมูลรองรับกระบวนการนี้

อันจะทำให้การต่อยอดไปใช้ AI ประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น และสิ่งที่เจ้าของ SMEs จะชอบที่สุดคือ มีคำตอบว่า เงินที่จ่ายไปคุ้มค่าหรือไม่ เพราะมีตัวชี้วัดชัดเจน

อย่างไรก็ดี กระบวนการ Lean Six Sigma จะมองภาพกว้างออกไปจากตัวองค์กรเอง โดยการใช้เครื่องมือ SIPOC ซึ่งจะพิจารณาตั้งแต่ต้นน้ำคือ Supplier ไปถึงองค์กร Input Process Output และดูไปถึง Customer โดยสร้างตัวชี้วัดให้ครบทุกขั้นตอน เช่น Supplier Performance จะมีตัวชี้วัดด้านคุณภาพ ด้านเวลาและความเร็ว ด้านความยืดหยุ่นและต้นทุน 

ส่วน Customer ก็จะใช้แนวคิด Voice of Customer วัดความพึงพอใจจาก ด้านคุณภาพและความถูกต้อง ด้านความเร็วและการตอบสนอง (ในการแก้ปัญหาให้ลูกค้า) ด้านความพึงพอใจและประสบการณ์ ตัวชี้วัดหนึ่งที่หลายๆ supplier จะโชว์คือ Net Promoter Score, NPS คือแนวโน้มที่ลูกค้าพึงพอใจในสินค้าและบริการแล้วจะบอกต่อ เป็นต้น

ในปัจจุบันจุดแรกที่ SMEs ไทยใช้ AI มากขึ้น แต่มักจะเป็น point solution คือด้านการตลาดและการสร้างเนื้อหาผ่าน Social Media Platform เช่น ให้ AI คิดไอเดีย ช่วยเขียนข้อความโฆษณา สร้างรูปและวิดีโอที่สวยงามได้อย่างรวดเร็ว ด้วยต้นทุนต่ำลงมาก ทั้งยังสามารถแปลเป็นภาษาต่างประเทศได้ง่าย จึงทำให้การทำธุรกิจข้ามพรมแดนเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น 

แต่จะใช้สร้างแบรนด์และความแตกต่าง น่าจะยากไปอีกขั้นหนึ่ง เพราะเกือบทุกคนใช้ prompt ใกล้เคียงกัน ดังนั้น กระบวนการนี้ก็ยังคงต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์อยู่ดี การใช้ AI ต้องมาพร้อมความเข้าใจหน้างานอย่างแท้จริงเท่านั้น

จากรายงานของ ICSB กรณีศึกษาของยูเครนแสดงให้เห็นว่า ธุรกิจที่อยู่รอดท่ามกลางความขัดแย้งหรือความผันผวนทางเศรษฐกิจ ไม่ได้พึ่งพานโยบายภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่มีความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) และการวางแผนรับมือความเสี่ยงที่ดี

SMEs ไทยจึงควรต้องมีแผนสำรองทางธุรกิจ (Business Continuity Plan - BCP) เช่น การกระจายแหล่งวัตถุดิบ การสำรองกระแสเงินสด และการปรับโมเดลธุรกิจให้ยืดหยุ่นพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดตามไปด้วย