วันพุธ ที่ 9 กันยายน 2569

Login
Login

HOPE (โฮป) ชาวบ้านตัวเล็กๆ ภัยพิบัติระดับจักรวาล อำนาจรัฐอ่อนแอ

พิเคราะห์ HOPE (โฮป) หนังใหม่ในรอบทศวรรษของ “นาฮงจิน” เมื่อชาวบ้านต้องเอาตัวรอดจากภัยพิบัติระดับจักรวาลตามลำพัง ท่ามกลางอำนาจรัฐที่อ่อนแอ

KEY POINTS

  • HOPE (โฮป) หนังใหม่ในรอบ 10 ปีของ "นาฮงจิน" ผู้กำกับชื่อดังชาวเกาหลีใต้
  • เล่าเรื่องราวชาวบ้านในพื้นที่ชายขอบ ติดชายแดนเกาหลีเหนือที่ถูกภาครัฐละเลย และต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ระดับจักรวาลกันตามลำพัง

นาฮงจิน (Na Hong-jin) เป็นผู้กำกับชื่อดังจากเกาหลีใต้ที่คอหนังยกให้ The Wailing (2016) เป็นผลงานขึ้นหิ้ง ขณะที่คนไทยบางส่วนอาจรู้จักเขาจากการเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับภาพยนตร์เรื่อง “ร่างทรง” ของ โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล

ถึงแม้ The Wailing จะประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามทั้งในเรื่องของรายได้และเสียงวิจารณ์ โดยข้อมูลจาก Box Office Mojo ระบุว่ากวาดรายได้ทั่วโลกไปได้ถึง 49.8 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,600 ล้านบาท) แต่นาฮงจินไม่ยึดติดกับชื่อเสียงและความสำเร็จที่ได้รับ เขาต้องการก้าวข้ามขีดจำกัด การทำงานในสไตล์เดิม ๆ ของตัวเอง จึงซุ่มพัฒนาโปรเจกต์ใหม่อยู่นานถึงสิบปีกว่าจะกลายมาเป็นภาพยนตร์เรื่อง HOPE (โฮป) ที่กำลังลงโรงฉายในบ้านเราอยู่ขณะนี้

HOPE (โฮป) ชาวบ้านตัวเล็กๆ ภัยพิบัติระดับจักรวาล อำนาจรัฐอ่อนแอ

ในภาพยนตร์ 3 เรื่องที่ผ่านมา The Chaser, The Yellow Sea และ The Wailing นาฮงจินได้สร้างสไตล์ที่แตกต่าง และเป็นตัวของตัวเองขึ้นมา ดังนั้น การหันมาทำหนังแอ็กชันไซไฟทริลเลอร์จึงเป็นทางเลือกที่ฉีกไปจากเดิมคนละทิศคนละทาง แถมยังค่อนข้างเสี่ยงเพราะหนังแนวนี้ไม่เคยประสบความสำเร็จระดับแมสในเกาหลีใต้เลย

“เคยมีนักวิจารณ์คนหนึ่งบอกผมว่า เขามองเห็น pattern หรือรูปแบบบางอย่างซ้ำ ๆ ในหนังเรื่องก่อนหน้านี้ของผม ระหว่างที่กำลังคิดหาวิธีทำหนังที่ไม่ซ้ำรอยเดิม ผมก็ตัดสินใจทำบางอย่างที่มันเข้าถึงได้มากกว่าเดิมนิดหนึ่ง ผมอยากจะเล่าเรื่องราวของมนุษย์จากมุมมองพระเจ้า แต่การจะใส่พระเจ้าเข้าไปในหนังมันดูอิหลักอิเหลื่อเกินไป ผมก็เลยเปลี่ยนเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติอย่างเอเลี่ยนแทน”

นาฮงจินกล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ Chosun ของเกาหลีใต้ พร้อมเสริมว่าอยากให้คนดูทำแบบเดียวกันกับเขาที่มูฟออนจากตัวตนเดิมๆ ไปแล้ว ส่วนคนดูหนัง เขาก็อยากให้ดู HOPE (โฮป) ในฐานะหนังเรื่องหนึ่งที่ไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับหนังเรื่องก่อนหน้านี้ของเขาเลย

HOPE (โฮป) ชาวบ้านตัวเล็กๆ ภัยพิบัติระดับจักรวาล อำนาจรัฐอ่อนแอ Credit: NEON

อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณไปรับชม HOPE (โฮป) ก็จะพบว่าความเป็นตัวเองของนาฮงจินยังสอดแทรกอยู่ในหนังเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นการพูดถึงคนตัวเล็ก ๆ มีความลูกทุ่ง พูดจาไม่เพราะ แต่งตัวปอน ๆ ไม่รู้จักมารยาทสังคม แต่พวกเขาจริงใจ ยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องสิ่งมีค่า แม้แต่เอเลี่ยนจากนอกโลกที่ดูแล้วมนุษย์แทบไม่สามารถต่อกรได้ พวกเขาก็กล้าวิ่งเข้าใส่อย่างไม่ลังเล

ฉากหลังในหนังของนาฮงจินมักจะเป็นดินแดนชายขอบที่ห่างไกลความเจริญ ถูกละเลยจากเจ้าหน้าที่ภาครัฐ อย่างใน HOPE (โฮป) เรื่องราวเกิดขึ้นในเขตปลอดทหาร Demilitarized Zone (DMZ) ณ เส้นขนาน 38 ที่แบ่งแยกเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ออกจากกันมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ตัวเอกคือ บอมซอก สารวัตรผู้ดูแลสำนักงานตำรวจสาขาหนึ่งที่มีเจ้าหน้าที่อยู่ 3 คน แต่คนหนึ่งเป็นลูกคนใหญ่คนโต ทำอะไรไม่เป็นเลย จึงสรุปได้ว่ามีตำรวจที่ทำงานจริงอยู่ 2 คนถ้วน เมื่อเกิดเรื่องคอขาดบาดตาย ไม่มีกำลังเสริมจากที่ไหนมาช่วย ชาวบ้านก็เลยขนอาวุธสงครามเถื่อน (ที่น่าจะหาได้ง่ายเพราะอยู่ติดชายแดนเกาหลีเหนือ แถมยังมีอาชีพล่าสัตว์ หาของป่าที่ต้องใช้ปืนกันอยู่แล้ว) มาต่อกรกับสัตว์ประหลาดกันเอง

ขณะที่เจ้าหน้าที่ภาครัฐอย่าง บอมซอก ขาสั่นพั่บๆ คว้าปืนวิ่งไปอย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้ แต่อย่างน้อยเขาก็ยึดมั่นในความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ไม่ทิ้งชาวบ้านหนีไปไหน เพราะคนพวกนี้ล้วนคือเครือญาติ คนหมู่บ้านเดียวกันที่รู้จักกันหมด

HOPE (โฮป) ชาวบ้านตัวเล็กๆ ภัยพิบัติระดับจักรวาล อำนาจรัฐอ่อนแอ HOPE (โฮป) ชาวบ้านตัวเล็กๆ ภัยพิบัติระดับจักรวาล อำนาจรัฐอ่อนแอ

 

นาฮงจินบอกว่าหนังแนวแอ็กชัน ไซไฟ-ทริลเลอร์อย่าง HOPE (โฮป) เป็นหนังแนวที่ประสบความสำเร็จค่อนข้างยากในเกาหลีใต้เพราะคอหนังเกาหลีไม่ชอบดูหนังที่มีหลากแนวในเรื่องเดียวกัน ประกอบกับHOPE (โฮป)มีโครงสร้างที่แตกต่างออกไปจากหนังเกาหลีทั่วไป เขาเลยมุ่งเป้าไปยังตลาดต่างประเทศในการทำหนังเรื่องนี้

 “ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องก้าวข้ามยุคที่โฟกัสเฉพาะตลาดในประเทศแล้ว ถ้าเราไม่ทำหนังโดยนึกถึงตลาดอื่นอยู่ในหัว มันจะมาถึงจุดที่สิ่งต่าง ๆ กลายเป็นความเสี่ยง” นาฮงจินกล่าว

อย่างไรก็ตาม การมีเอเลี่ยนใน HOPE ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะนาฮงจินต้องการสร้างหนังแนวสัตว์ประหลาด หรือมองเอเลี่ยนว่าเป็นศัตรูของมนุษย์ เขาแค่อยากมองสิ่งมีชีวิตรูปแบบอื่นในมุมที่ต่างออกไป ให้ก้าวล้ำกว่า The Wailing ไปอีก

HOPE (โฮป) ชาวบ้านตัวเล็กๆ ภัยพิบัติระดับจักรวาล อำนาจรัฐอ่อนแอ

ส่วนเหตุผลที่ HOPE ใช้เวลาสร้างนานถึง 10 ปี เพราะมันเป็นหนังไซไฟที่ต้องมีการใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิก (CGI) เข้ามาเกี่ยวข้อง จนส่งผลให้กลายเป็นหนังที่ใช้ทุนสร้างสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เกาหลีใต้ถึง 33-50 ล้านดอลลาร์ ประกอบกับมีการเชิญนักแสดงต่างชาติอย่าง ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ และอลิเซีย วิคันเดอร์มาร่วมแสดงด้วย โดยทั้งคู่รับบทเอเลี่ยนที่ไม่เหลือเค้าโครงเดิมให้แฟนๆ จดจำได้เลย

HOPE (โฮป) ชาวบ้านตัวเล็กๆ ภัยพิบัติระดับจักรวาล อำนาจรัฐอ่อนแอ

ภาพยนตร์เรื่องนี้มีชื่อว่า HOPE แล้ว “ความหวัง” ในหนังเรื่องนี้คืออะไร?

คนที่รับชมแล้วน่าจะตั้งคำถามนี้ออกมาเหมือนกัน เพราะมันน่าจะเป็น “ความสิ้นหวัง” เสียมากกว่า

นาฮงจินให้คำตอบเรื่องนี้ว่า หนังแสดงความรุนแรง โศกนาฏกรรม การทำสงครามมาตลอด 2 ชั่วโมง 20 นาที แล้วมาพูดถึงความหวังเอาในช่วง 10 นาทีสุดท้ายของหนัง ซึ่งมันอาจจะดูเหมือนไม่มีความเกี่ยวข้องกัน แต่จริงๆ แล้วมันเกี่ยว...แม้จะไม่ทั้งหมด โดยสิ่งที่เอเลี่ยนพูดออกมาในตอนท้าย เป็นสิ่งที่มนุษย์อย่างเราสามารถเข้าใจ และหวังในสิ่งเดียวกันได้เช่นกัน

ส่วนฉากจบที่ถูกมองว่าเป็นการปูทางไปภาคต่อนั้น นาฮงจินยืนยันว่า HOPE คือหนังที่จบสมบูรณ์ในตัวของมันเองแล้ว แต่ถ้ามีใครอยากให้ทุนสร้างภาคต่อ เขาก็ยินดี เพราะมีเรื่องราว และเขียนบทหนังเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

HOPE (โฮป) ชาวบ้านตัวเล็กๆ ภัยพิบัติระดับจักรวาล อำนาจรัฐอ่อนแอ

HOPE (โฮป) ชาวบ้านตัวเล็กๆ ภัยพิบัติระดับจักรวาล อำนาจรัฐอ่อนแอ HOPE (โฮป) ชาวบ้านตัวเล็กๆ ภัยพิบัติระดับจักรวาล อำนาจรัฐอ่อนแอ

HOPE (โฮป) ชาวบ้านตัวเล็กๆ ภัยพิบัติระดับจักรวาล อำนาจรัฐอ่อนแอ HOPE (โฮป) ชาวบ้านตัวเล็กๆ ภัยพิบัติระดับจักรวาล อำนาจรัฐอ่อนแอ