พิเคราะห์ HOPE (โฮป) หนังใหม่ในรอบทศวรรษของ “นาฮงจิน” เมื่อชาวบ้านต้องเอาตัวรอดจากภัยพิบัติระดับจักรวาลตามลำพัง ท่ามกลางอำนาจรัฐที่อ่อนแอ
KEY POINTS
- HOPE (โฮป) หนังใหม่ในรอบ 10 ปีของ "นาฮงจิน" ผู้กำกับชื่อดังชาวเกาหลีใต้
- เล่าเรื่องราวชาวบ้านในพื้นที่ชายขอบ ติดชายแดนเกาหลีเหนือที่ถูกภาครัฐละเลย และต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ระดับจักรวาลกันตามลำพัง
นาฮงจิน (Na Hong-jin) เป็นผู้กำกับชื่อดังจากเกาหลีใต้ที่คอหนังยกให้ The Wailing (2016) เป็นผลงานขึ้นหิ้ง ขณะที่คนไทยบางส่วนอาจรู้จักเขาจากการเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับภาพยนตร์เรื่อง “ร่างทรง” ของ โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล
ถึงแม้ The Wailing จะประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามทั้งในเรื่องของรายได้และเสียงวิจารณ์ โดยข้อมูลจาก Box Office Mojo ระบุว่ากวาดรายได้ทั่วโลกไปได้ถึง 49.8 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,600 ล้านบาท) แต่นาฮงจินไม่ยึดติดกับชื่อเสียงและความสำเร็จที่ได้รับ เขาต้องการก้าวข้ามขีดจำกัด การทำงานในสไตล์เดิม ๆ ของตัวเอง จึงซุ่มพัฒนาโปรเจกต์ใหม่อยู่นานถึงสิบปีกว่าจะกลายมาเป็นภาพยนตร์เรื่อง HOPE (โฮป) ที่กำลังลงโรงฉายในบ้านเราอยู่ขณะนี้
ในภาพยนตร์ 3 เรื่องที่ผ่านมา The Chaser, The Yellow Sea และ The Wailing นาฮงจินได้สร้างสไตล์ที่แตกต่าง และเป็นตัวของตัวเองขึ้นมา ดังนั้น การหันมาทำหนังแอ็กชันไซไฟทริลเลอร์จึงเป็นทางเลือกที่ฉีกไปจากเดิมคนละทิศคนละทาง แถมยังค่อนข้างเสี่ยงเพราะหนังแนวนี้ไม่เคยประสบความสำเร็จระดับแมสในเกาหลีใต้เลย
“เคยมีนักวิจารณ์คนหนึ่งบอกผมว่า เขามองเห็น pattern หรือรูปแบบบางอย่างซ้ำ ๆ ในหนังเรื่องก่อนหน้านี้ของผม ระหว่างที่กำลังคิดหาวิธีทำหนังที่ไม่ซ้ำรอยเดิม ผมก็ตัดสินใจทำบางอย่างที่มันเข้าถึงได้มากกว่าเดิมนิดหนึ่ง ผมอยากจะเล่าเรื่องราวของมนุษย์จากมุมมองพระเจ้า แต่การจะใส่พระเจ้าเข้าไปในหนังมันดูอิหลักอิเหลื่อเกินไป ผมก็เลยเปลี่ยนเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติอย่างเอเลี่ยนแทน”
นาฮงจินกล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ Chosun ของเกาหลีใต้ พร้อมเสริมว่าอยากให้คนดูทำแบบเดียวกันกับเขาที่มูฟออนจากตัวตนเดิมๆ ไปแล้ว ส่วนคนดูหนัง เขาก็อยากให้ดู HOPE (โฮป) ในฐานะหนังเรื่องหนึ่งที่ไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับหนังเรื่องก่อนหน้านี้ของเขาเลย
อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณไปรับชม HOPE (โฮป) ก็จะพบว่าความเป็นตัวเองของนาฮงจินยังสอดแทรกอยู่ในหนังเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นการพูดถึงคนตัวเล็ก ๆ มีความลูกทุ่ง พูดจาไม่เพราะ แต่งตัวปอน ๆ ไม่รู้จักมารยาทสังคม แต่พวกเขาจริงใจ ยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องสิ่งมีค่า แม้แต่เอเลี่ยนจากนอกโลกที่ดูแล้วมนุษย์แทบไม่สามารถต่อกรได้ พวกเขาก็กล้าวิ่งเข้าใส่อย่างไม่ลังเล
ฉากหลังในหนังของนาฮงจินมักจะเป็นดินแดนชายขอบที่ห่างไกลความเจริญ ถูกละเลยจากเจ้าหน้าที่ภาครัฐ อย่างใน HOPE (โฮป) เรื่องราวเกิดขึ้นในเขตปลอดทหาร Demilitarized Zone (DMZ) ณ เส้นขนาน 38 ที่แบ่งแยกเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ออกจากกันมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ตัวเอกคือ บอมซอก สารวัตรผู้ดูแลสำนักงานตำรวจสาขาหนึ่งที่มีเจ้าหน้าที่อยู่ 3 คน แต่คนหนึ่งเป็นลูกคนใหญ่คนโต ทำอะไรไม่เป็นเลย จึงสรุปได้ว่ามีตำรวจที่ทำงานจริงอยู่ 2 คนถ้วน เมื่อเกิดเรื่องคอขาดบาดตาย ไม่มีกำลังเสริมจากที่ไหนมาช่วย ชาวบ้านก็เลยขนอาวุธสงครามเถื่อน (ที่น่าจะหาได้ง่ายเพราะอยู่ติดชายแดนเกาหลีเหนือ แถมยังมีอาชีพล่าสัตว์ หาของป่าที่ต้องใช้ปืนกันอยู่แล้ว) มาต่อกรกับสัตว์ประหลาดกันเอง
ขณะที่เจ้าหน้าที่ภาครัฐอย่าง บอมซอก ขาสั่นพั่บๆ คว้าปืนวิ่งไปอย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้ แต่อย่างน้อยเขาก็ยึดมั่นในความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ไม่ทิ้งชาวบ้านหนีไปไหน เพราะคนพวกนี้ล้วนคือเครือญาติ คนหมู่บ้านเดียวกันที่รู้จักกันหมด
นาฮงจินบอกว่าหนังแนวแอ็กชัน ไซไฟ-ทริลเลอร์อย่าง HOPE (โฮป) เป็นหนังแนวที่ประสบความสำเร็จค่อนข้างยากในเกาหลีใต้เพราะคอหนังเกาหลีไม่ชอบดูหนังที่มีหลากแนวในเรื่องเดียวกัน ประกอบกับHOPE (โฮป)มีโครงสร้างที่แตกต่างออกไปจากหนังเกาหลีทั่วไป เขาเลยมุ่งเป้าไปยังตลาดต่างประเทศในการทำหนังเรื่องนี้
“ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องก้าวข้ามยุคที่โฟกัสเฉพาะตลาดในประเทศแล้ว ถ้าเราไม่ทำหนังโดยนึกถึงตลาดอื่นอยู่ในหัว มันจะมาถึงจุดที่สิ่งต่าง ๆ กลายเป็นความเสี่ยง” นาฮงจินกล่าว
อย่างไรก็ตาม การมีเอเลี่ยนใน HOPE ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะนาฮงจินต้องการสร้างหนังแนวสัตว์ประหลาด หรือมองเอเลี่ยนว่าเป็นศัตรูของมนุษย์ เขาแค่อยากมองสิ่งมีชีวิตรูปแบบอื่นในมุมที่ต่างออกไป ให้ก้าวล้ำกว่า The Wailing ไปอีก
ส่วนเหตุผลที่ HOPE ใช้เวลาสร้างนานถึง 10 ปี เพราะมันเป็นหนังไซไฟที่ต้องมีการใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิก (CGI) เข้ามาเกี่ยวข้อง จนส่งผลให้กลายเป็นหนังที่ใช้ทุนสร้างสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เกาหลีใต้ถึง 33-50 ล้านดอลลาร์ ประกอบกับมีการเชิญนักแสดงต่างชาติอย่าง ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ และอลิเซีย วิคันเดอร์มาร่วมแสดงด้วย โดยทั้งคู่รับบทเอเลี่ยนที่ไม่เหลือเค้าโครงเดิมให้แฟนๆ จดจำได้เลย
ภาพยนตร์เรื่องนี้มีชื่อว่า HOPE แล้ว “ความหวัง” ในหนังเรื่องนี้คืออะไร?
คนที่รับชมแล้วน่าจะตั้งคำถามนี้ออกมาเหมือนกัน เพราะมันน่าจะเป็น “ความสิ้นหวัง” เสียมากกว่า
นาฮงจินให้คำตอบเรื่องนี้ว่า หนังแสดงความรุนแรง โศกนาฏกรรม การทำสงครามมาตลอด 2 ชั่วโมง 20 นาที แล้วมาพูดถึงความหวังเอาในช่วง 10 นาทีสุดท้ายของหนัง ซึ่งมันอาจจะดูเหมือนไม่มีความเกี่ยวข้องกัน แต่จริงๆ แล้วมันเกี่ยว...แม้จะไม่ทั้งหมด โดยสิ่งที่เอเลี่ยนพูดออกมาในตอนท้าย เป็นสิ่งที่มนุษย์อย่างเราสามารถเข้าใจ และหวังในสิ่งเดียวกันได้เช่นกัน
ส่วนฉากจบที่ถูกมองว่าเป็นการปูทางไปภาคต่อนั้น นาฮงจินยืนยันว่า HOPE คือหนังที่จบสมบูรณ์ในตัวของมันเองแล้ว แต่ถ้ามีใครอยากให้ทุนสร้างภาคต่อ เขาก็ยินดี เพราะมีเรื่องราว และเขียนบทหนังเอาไว้เรียบร้อยแล้ว





