วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไตรมาส 4 เศรษฐกิจฟื้น แต่สินทรัพย์น่าลงทุนแค่ไหน

ในตอนที่แล้วที่ได้พูดถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ และปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตาม ในตอนนี้อยากต่อเนื่องเรื่องการเลือกกระจายสินทรัพย์ลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

จะเห็นได้ว่าช่วงปลายเดือนที่แล้วเกิดข่าวใหญ่ เรื่องวิกฤตการเงินของบริษัทอสังหาฯ Evergrande ของจีนที่สะเทือนต่อสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดอยู่พอสมควร และการลด QE ของสหรัฐฯที่จะเริ่มในปลายนี้รวมถึงภาวะเงินเฟ้อที่ปรับตัวขึ้น จึงเกิดความผันวนต่อตลาดหุ้น ดังนั้นเข้าไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ดูเหมือนมีปัจจัยใหม่ให้ต้องประเมินเพิ่มขึ้นเพื่อพิจารณาในการเลือกสินทรัพย์ลงทุน

เศรษฐกิจที่ฟื้นและเติบโตไม่เท่ากัน หลังการระบาดของโควิด19 กว่า 1 ปีมานี้ ปัจจุบันพบว่าแต่ละประเทศฟื้นเศรษฐกิจกลับมาไม่เหมือนกัน โดยแบ่งเป็นกลุ่มหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ฟื้นและกลับมาเติบโตได้ (Economic Expansion) เช่น เกาหลีใต้ , จีนฯ กลุ่มที่กำลังฟื้น เช่น สหรัฐฯ , ญี่ปุ่น , ยุโรป ได้ (Economic Recovery) และกลุ่มที่ยังได้รับผลกระทบ เช่น อินเดีย , ไทย ได้ (Economic Recession ) เป็นภาพที่เกิดขึ้นและมีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกและการเลือกสินทรพย์ลงทุนในระยะจากนี้

การควมคุมธุรกิจเทคโนโลยีจากรัฐบาล เรื่องนี้เป็นที่จับตามองช่วงเดือนที่ผ่านมา ในธุรกิจเทคโนโลยีของจีน เช่นกลุ่มธุรกิจเกม , การค้าออนไลน์ , การเรียนออนไลน์ เป็นมาตรการควบคุมการผูกขาดและการลงทุนของต่างชาติ ของรัฐบาล ส่วนในสหรัฐฯเองแม้เวลานี้ยังไม่เกิดผลกระทบให้เห็น แต่เริ่มมีสัญญาณให้ต้องจับตามอง ในหุ้นกลุ่มนี้เช่น Facebook , Google , Apple ที่ราคาสินทรัพย์อาจได้รับผลกระทบหากมีนโยบายจากรัฐบาลออกมา

ดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับขึ้น - ทิศทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มประเทศยุโรป , สหรัฐฯ , เกาหลีใต้ ทำให้เงินเฟ้อปรับตัวขึ้น และมีแนวโน้มว่าอัตราดอกเบี้ยนนโยบายรวมถึงผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับขึ้นตาม ส่งผลกดดันต่อตลาดหุ้นให้มีความผันผวนในช่วงระยะหนึ่งได้

ผลกำไรตลาดที่ชะลอตัวลง ผลกำไรของตลาดในช่วงครึ่งปีแรกเติบโตที่ค่อนข้างสูง โดยในสหรัฐฯ เติบโตดีเนื่องจากการเปิดเมืองและส่วนหนึ่งมาจากฐานที่ต่ำในช่วงปีก่อนหน้า แต่ในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ คาดว่าอาจจะปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าดังนั้น อาจกดดันให้นักลงทุนชะลอการลงทุน อย่างไรก็ตามการเติบโตที่ลดลงเป็นการสะท้อนภาวะการเติบโตของเศรษฐกิจที่แท้จริง

ภาพของแนวโน้มสินทรัพย์อาจเปลี่ยนจากช่วงต้นปีบ้าง โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี แต่ KTBST SEC ยังมองว่ายังเป็นกลุ่มที่สนใจลงทุน แม้ว่าอาจจะโดนมาตรการควบคุมของรัฐบาล แต่หากรูปแบบการทำธุรกิจไม่ได้เปลี่ยนแปลงจนกระทบรายได้ ก็ยังเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ แต่นักลงทุนต้องมองเรื่องราคาที่สะท้อนกับผลกำไรที่แท้จริงประกอบการลงทุนด้วยนะครับ

ดังนั้นการจัดสินทรัพย์ลงทุนช่วงไตรมาส 4 KTBST SEC ยังให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว อย่างสหรัฐฯ , ยุโรป , ญี่ปุ่น ส่วนกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ตลาดหุ้นจีน ยังหาจังทยอยลงทุนได้ในกลุ่มที่ราคามีแนวโน้มจะปรับตัวขึ้นซึ่งรวมถึงหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีด้วย แต่ตลาดหุ้นจีนต้องจับมามองปัญหาบริษัท Evergrande ว่าจะมีผลกระทบลุกลามไปแค่ไหนและจะมีบริษัทอื่นๆ ที่เจอผลกระทบอีกหรือไม่

อีกตลาดที่น่าสนใจคือ เกาหลีใต้ จากรายงานผลกำไรตลาดมีการฟื้นตัวและมีปัจจัยบวกจากความร่วมมือของกลุ่มประเทศ G7 ซึ่งส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าในกลุ่ม Semiconductor

ส่วนการลงทุนในหุ้นไทย ในช่วงสั้นทิศทางตลาดจะเคลื่อนไหวตามปัจจัยต่างประเทศ ที่ได้กล่าวไปข้างต้น นอกจากนี้ เรื่องค่าเงินบาทอ่อนค่า , ปัจจัยการเมือง , การฉีดวัคซีนและการเปิดเมือง จะเป็นตัวแปรที่มีผลต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนในช่วงไตรมาสสุดท้ายนี้ การเลือกลงทุนคงต้องเลือกประเมินเศรษฐกิจในภาพใหญ่ประกอบ แต่กลุ่มที่มีสัญญาณบวกในระยะยังคงเป็น หุ้นที่ได้ปัจจัยบวกจากการเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น ท่องเที่ยว นิคมอุตสาหกรรม , รับเหมาฯ , กลุ่มไอที และ กลุ่มพลังงานอย่าง ถ่านหิน , น้ำมัน อีกประเด็นที่น่าติดตามคือ แผน การกู้เงินและขยายเพดานหนี้ ซึ่งจะมีผลต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในหุ้นกลุ่มต่างๆ ในระยะต่อไปอย่างแน่นอน

 

ติดตามข่าวสารบทวิเคราะห์การลงทุนจาก KTBST SEC ได้ที่ เพจ Facebook/KTBST และทางเว็บไซด์ www.ktbst.co.th