ณ วันนี้ การแพร่ระบาดของโควิด-19 ของประเทศไทยอยู่ในขั้นวิกฤติสูงติดอันดับ Top 5 ของโลก
จากตัวชี้วัดอัตราผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อจำนวนประชากร โดยจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่และผู้เสียชีวิตรายวันขึ้น New High เรื่อย ๆ จนนักวิเคราะห์สายเศรษฐกิจที่จำเป็นต้องประเมินสถานการณ์ที่แท้จริง ก็ต้องขยับประมาณการณ์จุดสูงสุดไปหลายครั้ง รวมถึงปัจจัยของการ Lockdown ที่ยาวนานและไม่รู้จะสิ้นสุดลงที่ตรงไหน เนื่องจากมาตรการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมายังไม่เห็นวี่แววที่จะทำให้ตัวเลขเหล่านี้ดีขึ้นเลย
ทุกครั้งที่เกิดการล็อกดาวน์นั้น เราทุกคนมีราคาที่ต้องจ่าย ตั้งแต่อาชีพที่แม้การทำงานบางอย่างจะสามารถทำจากที่บ้านได้ (Working From Home) แต่ประสิทธิภาพอาจลดลง เช่น พนักงานออฟฟิศที่พบว่าการติดต่อประสานงานหรือคิดงานร่วมกัน ลดประสิทธิภาพลง การไม่สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลที่สำคัญขององค์กรเนื่องจากระบบรักษาความปลอดภัยที่อนุญาตให้เข้าถึงเมื่ออยู่ที่ออฟฟิศเท่านั้น อาชีพที่ไม่สามารถทำงานได้เลย เช่น อาชีพบริการที่ต้องมีการพบเจอตัวลูกค้า ทุกธุรกิจในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าในตลาดในห้างหรือออนไลน์ ที่ผู้บริโภคของธุรกิจเหล่านั้นเองกำลังเดือดร้อนแสนสาหัสจนกำลังซื้อถดถอย ทำให้ต้องคิดหาสารพัดวิธีที่จะพยุงทั้งยอดขายและควบคุมต้นทุนให้ได้ไปต่อ
วันนี้ทุกฝ่ายจึงต้องหาทางประเมินสถานการณ์ที่แท้จริง แบบกลั่นกรองพวกข้อมูลที่มีวาระซ่อนเร้นออกให้มากที่สุด เพื่อจะได้วางแผนแก้ไขปัญหาและเตรียมทิศทางการรับมือได้อย่างถูกต้อง
1. ต้องดูที่อัตราผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อจำนวนประชากร ไม่ใช่จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่โดด ๆ เพียงอย่างเดียว
บ่อยครั้งที่รัฐบาลตั้งใจแสดงเฉพาะตัวเลขผู้ติดเชื้อโดด ๆ และเคลมไปในเชิงที่ว่าสถานการณ์ในประเทศไทยดีกว่าประเทศอื่น ๆ ทั้งที่เมื่อนำตัวเลขดังกล่าวมาเทียบกับจำนวนประชากร เพื่อคำนวณเป็น อัตราผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อจำนวนประชากร จะพบว่าวันนี้ไทยวิกฤตสูงติดอันดับ Top 5 ของโลก เหตุที่สากลใช้อัตรานี้ชี้วัดแทนการใช้ตัวเลขผู้ติดเชื้อโดด ๆ เนื่องจากแต่ละประเทศมีจำนวนประชากรไม่เท่ากัน (เปรียบเสมือนการใช้ GDP per Capita v.s. GDP) เราจึงต้องใช้อัตราดังกล่าวเพื่อชี้วัดความหนาแน่นของประชากรที่ติดเชื้อ เพื่อประเมินจำนวนโซลูชั่นที่รองรับได้ในมิติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ ยา จำนวนวัคซีนที่สั่ง และสถานที่รักษา ที่เมื่อจะชี้วัดขีดความสามารถทางสาธารณสุขของแต่ละประเทศ เพื่อให้ประเทศเราวางแผนให้ได้มาตรฐานสากล ต้องเทียบกับจำนวนประชากรเสมอ
2. อัตราการรายงานต่ำกว่าสิ่งที่เป็นวันนี้ (Underreporting Ratio) เพื่อเป็นตัวคูณให้ได้เห็นสถานการณ์จริง
Underreporting Ratio เป็นเรื่องธรรมชาติสำหรับการรายงานทางสถิติตัวเลขที่ถูกค้นพบและกระบวนการจดบันทึกจะตามไม่ทันสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเสมอ ซึ่งโดยหลักการแล้ว การประเมินอัตรานี้จะใช้ตัวเลขจากแหล่งข้อมูลอื่น ที่พิสูจน์ว่าแม่นยำได้ง่ายและซับซ้อนน้อยว่ากระบวนการรายงานหลัก มากระทบยอดกัน (Reconcile) ว่ายอดที่รายงานมีความคลาดเคลื่อนเพียงใด เพื่อนำอัตราดังกล่าวมาใช้เป็นตัวคูณกับยอดรายงานต่าง ๆ เพื่อหาความคลาดเคลื่อนและปรับแผนงานให้สอดคล้องสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงได้
สำหรับการประเมินสถานการณ์โควิด-19 ตัวแปรหลัก ๆ คือจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากสถานการณ์ฯ นั้น หากเราประเมินจากแหล่งข้อมูลที่หาได้ง่ายและมีการเผยแพร่ต่อสาธารณะ เช่น ตัวเลขการเสียชีวิตรวมทั่วประเทศ จากทะเบียนราษฎร ซึ่งเผยแพร่ทางออนไลน์ทุกสิ้นเดือน โดยสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง เราจะพบว่าจำนวนผู้เสียชีวิต (รวมทุกสาเหตุทั่วประเทศ) ในช่วงสถานการณ์โควิด เดือน มิ.ย. และ ก.ค. 2564 มีค่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงสถานการณ์ปกติ (โดยคำนวนของเดือนเดียวกัน ย้อนหลัง 5 ปี) ถึง 17.1% และ 27.4% ตามลำดับ ซึ่งแน่นอนว่าตัวเลขการตายดังกล่าวนั้น จะรวมถึงผู้เสียชีวิตด้วยผลกระทบโควิดทางอ้อม เช่น การตรวจหาเชื้อที่ไม่ทัน-ไม่ทั่วถึง การระบุการตายเป็นสาเหตุอื่น การตายเพราะไม่ได้รับการรักษาโรคอื่นได้ทันเนื่องจากสถานการณ์ฯ การฆ่าตัวตายเนื่องจากความกดดันจากสถานการณ์ฯ ฯลฯ (ในขณะที่ตัวเลขจากอุบัติเหตุอื่น ๆ ก็ลดลงจากการล็อกดาวน์กิจกรรมต่าง ๆ และไม่ได้เดินทาง) และเมื่อนำตัวเลขอัตราเพิ่มของการตายดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับตัวเลขรายงานการตายจากโควิด จะพบว่าวิธีนี้ได้ Underreporting Ratio อยู่ที่ 7.8 และ 4.8 เท่า ในเดือน มิ.ย. และ ก.ค. 2564 ตามลำดับ ซึ่งอัตรานี้สอดคล้องกับบุคลากรทางการแพทย์หลายรายที่ออกมาเปิดเผยตัวเลขตามสื่อต่าง ๆ โดยประเมินอัตราการรายงานต่ำกว่าความเป็นจริงจากมุมมองของผู้ที่อยู่หน้าด่าน
3. อัตราประชากรที่ได้รับวัคซีน (ที่มีประสิทธิภาพ) ครบโดส คือความหวัง
ในขณะที่การฉีดวัคซีนเป็นตัวแปรหลักที่จะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นได้ จึงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก แต่ข้อมูลจาก Our World in Data ถึงวันที่ 16 ส.ค. กลับพบว่า ประชากรไทยที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม มีเพียง 5.2 ล้านคน หรือคิดเป็น 7.5% ของประชากรไทย เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ได้รับวัคซีนครบโดสของประชากรโลกอยู่ที่ 32% ประเทศที่สถานการณ์คลี่คลายไปไกลกว่าเราแล้วอย่างสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 50.4% และอังกฤษอยู่ที่ 59.9% ซึ่งตัวเลขอัตราการตายจากโควิดเทียบกับจำนวนประชากรของสหรัฐอเมริกาและอังกฤษได้ลดลงอย่างต่อเนื่องเหลือเพียง 1.2 ในล้านคน (คำนวณแบบลดความผันผวนด้วย 7-day rolling) ต่างจากประเทศไทยที่วันนี้อัตราดังกล่าวพุ่งสวนทางมากกว่า 2.1 ในล้านคนแล้ว
แน่นอนว่าสถิติและแนวโน้มของ อัตราการตายจากโควิด ต่อจำนวนวัคซีนที่ได้รับ ต่อจำนวนประชากร จากนี้ จะเผยให้เห็นว่าวัคซีนที่รัฐบาลไทยเลือกมาและมีเสียงคัดค้านจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพได้มาตรฐานสากลหรือไม่? ความหวังของเราทุกคนจะเป็นอย่างไร? และหากปัญหาดังกล่าวลุกลาม ทุกฝ่ายต้องช่วยกันแก้ไขและรับมือเรื่องนี้อย่างไร? ซึ่งผมจะกลับมาคำนวณและวิเคราะห์ให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบในบทความฉบับหน้า หรือติดตามผมได้ที่ www.thuntee.com นะครับ






