วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จีนกับอเมริกาทะเลาะไปรวยไป แล้วไทยทำอย่างไรดี?

โควิด-19เขย่าโลกรอบนี้มาแรงอีกแล้ว จีนปิดล็อกหลายเมือง การเดินทางระหว่างประเทศจำกัด ส่วนอเมริกาที่เคยคิดว่าจะรอดแล้ว เพราะมีวัคซีนมาก

 แต่แทบทุกรัฐอัตราติดเชื้อเพิ่มขึ้น โรงพยาบาลเต็ม โรงเรียนเพิ่งเปิดเทอม แต่ไม่มีนโยบายแห่งชาติเรื่องการใส่หน้ากาก เยาวชนเริ่มป่วย ต่างฝ่ายต่างเริ่มปลุกปั่น จีนและอเมริกา กล่าวหาว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของไวรัสนี้

นักการทูต การทหารจากสหรัฐและจีน เพิ่มระดับเกม เสียงดังเสียงแข็งก้าวร้าวไม่เกรงใจกัน ส่งหลายทีมออกทัวร์ตามจุดสำคัญต่างๆ เพื่อวางหมากสร้างพันธมิตร ถึงแม้ไม่ได้เปรียบแต่ก็เพื่อป้องกันการเสียเปรียบประเทศที่โดนเยี่ยมกำลังงง วางตัวไม่ถูก เลือกพี่เสียดายน้อง

การวิพากษ์วิจารณ์ส่วนใหญ่ในสื่อทั่วโลก มักจะกระพือข่าวชี้ชวนว่ามหาอำนาจทั้งสองจ้องทำลายซึ่งกันและกัน เพื่อผลระยะยาวในการชูระบบการปกครองและวิถีชีวิตของฝ่ายตนให้โลกเดินตาม เพื่อจะได้เป็นผู้นำและได้เป็นเจ้าโลกแต่ผู้เดียว แต่ในความจริงนั้น ท่ามกลางความวุ่นวาย หากเราวิเคราะห์โดยละเอียดหลักฐานหลายอย่างจะฟ้องว่า สองมหาอำนาจนี้อาจกำลังจะได้ประโยชน์ทั้งคู่

ตลาดหุ้นในสหรัฐระยะนี้ ผู้ลงทุนกำลังงง กล้าๆกลัวๆ กับบริษัทจีนที่ลิสต์อยู่ในตลาดหุ้นอเมริกา รู้ทั้งรู้ ว่าบริษัทเหล่านี้มีคุณภาพสูงและแนวโน้มความเจริญเติบโตสดใสมาก BABA, JD, PDD, NIO etc. แต่ข่าวประจำวันทำให้มูลค่าหุ้นตกฮวบฮาบ ทั้งที่องค์ประกอบของบริษัทเหล่านั้นยังเข้มแข็งและมีอนาคตสดใส นักลงทุนในตลาดหุ้นที่อ่อนไหวง่าย รีบขายรีบซื้อ แล้วแต่ข่าวลือและข่าวปั่นซึ่งมาจากโซเชียลมีเดีย ซึ่งดูเหมือนมีพลังมากกว่าสื่อการเงินการลงทุนมืออาชีพ

คำกล่าวในวอลสตรีท "ขอบคุณเทคโนโลยี ที่ช่วยเร่งการไหลเทของเงิน จจากมือสมัครเล่นมาสู่มืออาชีพ"

เทคโนโลยี App ต่างๆ ดึงดูดมือสมัครเล่นเข้ามาในตลาดหุ้นเป็นจำนวนหลายล้านคน บวกกับเงินเยียวยากระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลอเมริกันและทั่วโลกอัดฉีดเข้ามาในระบบ จนไม่รู้จะไปที่ไหน ฝากธนาคารก็ลดค่าทุกปี เพราะแพ้เงินเฟ้อ ตลาดหุ้นเป็นที่เดียวที่พวกเขาหวังพึ่ง

คนตัดสินใจเพราะข่าวด่วนข่าวลือ App พัฒนาตอบสนองตามนิสัยของคนรุ่นใหม่ยุคสมาธิสั้น ทำให้ผู้อ่อนประสบการณ์ขายหุ้นทิ้งในราคาขาดทุน มืออาชีพหรือ เงินที่มาพร้อมประสบการณ์ก็กวาดซื้อหุ้นคุณภาพต่างๆเหล่านี้ โดยเฉพาะหุ้นจากบริษัทชั้นนำของจีน

โควิด-19ทำให้โลกล็อกดาวน์ แต่การค้าขายระหว่างอเมริกากับจีนเพิ่มขึ้น ปี2563 จีนเป็นประเทศคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐ ขณะเดียวกันเป็นประเทศที่นำเข้าสินค้าจากสหรัฐเป็นอันดับ3 (สินค้าส่งออกจากอเมริกาไปที่จีนประเทศเดียวนั้นสร้างงานในอเมริกาถึง 1.2ล้านตำแหน่ง) บริษัทการเงินยักษ์ใหญ่ในอเมริกา Blackrock, J.P. Morgan Chase, Goldman Sachs & Morgan Stanley เพิ่มการลงทุนในจีน แข่งกับการลงทุนจากยุโรปและญี่ปุ่นสู่จีน

นักลงทุนในตลาดหุ้นของอเมริกายังถือหุ้นของบริษัทจากจีนอยู่ไม่ต่ำกว่า 1.1ล้านล้านดอลลาร์ และพันธบัตรยังค้าขายกันอยู่ที่ 3.3 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี2563

การแข่งขันเรื่องเทคโนโลยีระดับสูงเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดว่าเริ่มรุนแรงทุกวัน บริษัทชั้นนำเช่นAlibaba, Baidu & Tencent เปิดศูนย์วิจัยในอเมริกาขณะเดียวกันบริษัท Apple, Microsoft &Tesla ต้องพึ่พาอาศัยและว่าจ้างวิศวกรชาวจีน

 ระหว่างปี 2558- 2562 ความร่วมมือโดยใกล้ชิดในการพัฒนาเทคโนโลยีระดับสูงของสองประเทศนี้เพิ่มขึ้น 10% ต่อปีโดยเฉลี่ย และขณะที่ข่าวความสมพันธ์ดูเหมือนเสื่อมเพิ่มขึ้นทุกวันปีการศึกษา 2562-2563 นักศึกษาจากจีน 370,000 คนในอเมริกา ยังเรียนและจบการศึกษาตามปกติ และอัตราส่วนของผู้ที่จบการศึกษาแล้วและหางานทำในสหรัฐ โดยที่ยังไม่กลับจีนนั้นกลับมีจำนวนมากขึ้น และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นอีกภายในปีนี้ อเมริกาได้ประโยชน์จากการมีทรัพยากรมนุษย์โดยอัตโนมัติ

การทำงานและการศึกษาในปัจจุบันปรับเป็นออนไลน์และเว็บบีนามากขึ้น พัฒนาคุณภาพสูง จนกลายเป็นการเพิ่มปริมาณและคุณภาพ ส่งผลผลิตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นระหว่างสองมหาอำนาจ

ปัญญาประดิษฐ์ (Al) กำลังพัฒนาอย่างรวดเโดยไม่เจอผลกระทบจากการล็อกดาวน์ ประเมินว่าสหรัฐและจีนจะเป็นสองประเทศที่แข่งขันห้ำหั่นกัน จนในที่สุดก็สามารถจะคุม 70% ของตลาดได้ ประเมินมูลค่า Al ใน ปี 2573 ที่ 15.7 ล้านล้านดอลลาร์ ปัจจุบันทั่วโลกมีบริษัท AI ประมาณ 4,500 บริษัท 50% อยู่ในอเมริกา และ34% อยู่ในจีน

     ไทยจะได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล แม้ขณะนี้ยังคิดไม่ออกว่าจะลงเอยอย่างไร และควรทำตัวอย่างไรดี ส่วนใหญ่คนไทยรู้อยู่แล้วว่าไม่ต้องเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งและพยายามรักษาความสัมพันธ์ด้วยเกียรติและศักดิ์ศรี

      คำติชม ทั้งแบบสร้างสรค์และทำลายนั้น เป็นปรากฎการณ์คล้ายโรคระบาดใหญ่ซึ่งไม่มีวัคซีน เจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถควบคุมแหล่งและเนื้อหาของข่าวสารได้ กลับกลายเป็นการตั้งรับแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ

เทคโนโลยีการสื่อสารทำให้ผู้ที่ไม่เคยมีโอกาสในการแสดงความคิดเห็นมาก่อน เริ่มรู้ว่าตนเองมีสวนร่วม การแสดงออกโดยโซเชียลมีเดีย เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องปรับตัวให้ทัน ทั้งจีนและอเมริกากำลังเจอปัญหานี้เช่นกัน

หากเกิดเหตุสุดวิสัยมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในมาตุภูมิ ผมขอส่งกำลังใจให้ทุกท่าน รักษาสุขภาพและความปลอดภัยของครอบครัวในระยะนี้ให้ผ่านไปก่อน ประคองตัวไว้ให้ถึงเวลาเหมาะ สองมหาอำนาจที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เขาจะต้องระบายทรัพยากรมาทางเราแน่นอนครับ