วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธัมมานุสติ เนื่องในมาฆบูชา ณ เวฬุวันฯ อินเดีย !!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา จากธรรมนิมิตที่น่าสนใจนำมาพิจารณาเพื่อการศึกษาธรรม

อุปมาเสมือน ภาพดอกบัวโตพร้อมผลิบาน ที่ยกขึ้นจากก้านบัวที่ตั้งตรง เติบโตผ่านหมู่หญ้าคาป่ารกชัฎ รกรุงรัง ไร้ความสวยงาม สะอาดตา จึงได้เขียนเป็นธัมมานุสติว่า

ดอกบัวสวยงามมากมายในสระน้ำที่ใสสะอาด ไร้หมู่หนอนชอนไชกัดกิน ที่กำลังบานสะพรั่ง ชูช่อยกดอกรับแสงอรุณ

ย่อมไม่อัศจรรย์เท่ากับ ดอกบัว แม้เพียงดอกเดียว แต่มีรูปทรงสวยงาม แสดงความเป็นดอกบัวขาวบริสุทธิ์ที่กำลังจะผลิบาน ที่เกิดขึ้นท่ามกลางพงหญ้าป่ารก มากไปด้วยหมู่สัตว์ที่พร้อมจ้องทำลาย..

จากเรื่องดังกล่าว ให้นึกถึงชีวิตของคนเราในสังคมปัจจุบัน ที่รกรุงรังไปด้วยอกุศลธรรม ซึ่งยากนักต่อการจักเจริญเติบโตให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยคุณธรรมความดี ที่ต้องประพฤติปฏิบัติอย่างเข้มแข็ง มั่นคง จึงเห็นการชักชวนกันไปในเส้นทางประพฤติผิดศีลธรรมกันอย่างไม่รู้ตัว ไร้ความสำนึกในฐานะสัตว์ประเสริฐ

การด่าว่า ใส่ร้าย ใส่เท็จ พูดจาเสียดสีนินทา ประดิษฐ์วาจาหยาบคาย จึงกลายเป็นพฤติกรรมเลียนแบบที่นิยมกันไปในสังคมไอที จนคำว่ากุศลกรรม สุจริตธรรม ด้วยกาย วาจา ใจ เริ่มสะกดกันไม่ถูก พูดกันไม่เป็น ลืมเลือนในความหมาย ทำให้ต้องคิดพิจารณาว่า นี่เรากำลังเข้าสู่ยุคกาลีแล้วหรือ

การสำคัญความหมายว่า ผู้นิ่งสงบ ไม่ตอบโต้ กลายเป็นผู้อ่อนแอพ่ายแพ้ ในทางกลับกัน ผู้ตอบโต้อย่างทันทีด้วยในทุกรูปแบบวิธีการ กลายเป็นไอดอลของสังคมไอที นั่นเป็นเรื่องจริงที่กำลังปรากฏ

ใครชอบใจแบบไหนก็จะส่งเสียงเชียร์ กดไลค์ กดแชร์ ไปตามแบบนั้นที่โดนใจ ถูกใจตน ความโกลาหลวุ่นวายจึงเกิดปรากฏในทุกเรื่องที่เข้าสู่สาธารณะ ไม่เว้นแม้ในหมู่บรรพชิตที่ขานอาสามาทำหน้าที่ทรงศีล ปฏิบัติธรรม ห่มครองผ้ากาสาวะ เป็นอย่างนั้นจริงๆ ดังตัวอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้น ณ เวฬุวันมหาวิหาร ก่อนหน้าวันมาฆบูชาไม่กี่วัน เมื่อคณะพระภิกษุชาวไทย 6-7 รูป แวะเวียนไปกราบไหว้พระที่ลานพระโอวาทปาติโมกข์ และได้กล่าวสนทนากันเรื่องการยกอุโบสถเวฬุวันฯ การทำพิธีสวดถอน ฯลฯ ที่ออกไปในทางการกล่าวตำหนิติเตียนอย่างไม่รู้ข้อเท็จจริง เรียกว่า ออกไปในทางขวาง กล่าววิพากษ์แรงๆ ถึงพระผู้ใหญ่และคณะผู้รับผิดชอบ จนงานยกอุโบสถสำเร็จตามเจตนาของคณะสงฆ์ที่ได้ร่วมกันกระทำสังฆกรรม เพื่อหวังฟื้นฟูให้เวฬุวันฯ กลับมาเป็นมหาวิหารของพุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์แบบอีกครั้ง

ผู้ที่ทราบความเป็นจริง จึงออกอาการต้องอดทนฟังไปจนจบ โดยพระภิกษุทั้ง 6-7 รูปไม่ได้สะกิดใจเลยว่า วจีกรรมทุจริต การกล่าวร้าย กล่าวไม่จริงดังกล่าวนั้น ได้มีผู้อื่นรับรู้ และเป็นผู้ที่ร่วมรู้ความเป็นจริงในกรณีการกระทำสังฆกรรมยกอุโบสถฯ ขึ้นกลับมาอีกครั้ง ณ เวฬุวันมหาวิหาร เมื่อ วิสาขบูชาปีพ.ศ.2561

ผู้รับฟังที่ดี มีสติ จึงตั้งใจดักรอหน้าวัดเวฬุวันฯ เพื่อหาโอกาสไถ่ถามท่านว่า มาจากวัดไหนกัน จึงทราบว่า มาจากภาคอีสาน หลายวัด และเมื่อพระรูปที่เป็นตัวการกล่าววิพากษ์ถามว่า ผู้รับฟังมาจากที่ใด พอได้ยินชื่อวัดที่มา จึงพลิกกลับมาเป็นพูดชื่นชมถึงพระเถระที่ตนและคณะกล่าวถึงในทางลบ เป็นทางบวกทันที โดยกล่าวยกย่องว่า “ท่านอาจารย์แสดงธรรมดี เคยพบท่านที่เบอร์ลิน หลวงปู่อิ่มนิมนต์ไปแสดงธรรม คนมาฟังกันเยอะเลย แสดงธรรมได้ดี มีคนศรัทธากันมาก” ผู้รับฟังจึงยืนงง ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างรวดเร็วของภิกษุท่านนั้น..

เมื่อผู้รับฟังท่านนั้นมาเล่าให้ฟัง จึงได้เขียนธรรมะให้บทหนึ่ง โดยยกพุทธภาษิตขึ้นบูชาว่า

คนที่เห็นแต่โทษผู้อื่น คอยแต่เพ่งโทษนั้น อาสวะก็เพิ่มพูน เขายังไกลจากความสิ้นอาสวะ ด้วยจิตใจมีแต่ความเป็นอกุศลจิต ที่เกิดจากอารมณ์หรือความรู้สึกยินดียินร้ายเป็นเหตุ

ความรู้สึกยินดียินร้าย ก็คือ กิเลสกาม หรือ อาสวะกิเลส เป็นเหตุให้เกิดอัตตาอคติ มีโลภะ โทสะ โมหะ เป็นเจ้าเรือน จึงทำให้เกิดอาสวะเพิ่มพูนมากขึ้น และเป็นเหตุให้ห่างไกลความสิ้นอาสวะ หมายถึง ความหลุดพ้นจากกองทุกข์ หรือ วัฏฏสงสาร ที่สำคัญ ไม่ใช่วิสัยพระภิกษุหรือบรรพชิตในพระพุทธศาสนานี้

เพราะบรรพชิตหรือสมณะในพุทธศาสนา ย่อมไม่กล่าวร้าย ย่อมไม่ทำร้าย มีความสำรวมในศีลปาติโมกข์ อันเป็นไปตามพระวินัย ที่พระทุศีลทำไม่ได้ จึงไม่ควรไปใส่ใจจนเสียจิต เพราะจิตสวะเหล่านั้น ที่ยากจะพ้นไปจากอาสวะ

“ทุกสิ่งที่เห็น ทุกเรื่องที่เราทราบ ทุกคำที่เราพูด ทุกการกระทำที่เราประพฤติ ย่อมสะท้อนตัวตนที่แท้จริงของเรา”

เจริญพร