เลี้ยงหมู...ต้องรู้และเข้าใจASF

เลี้ยงหมู...ต้องรู้และเข้าใจASF

ถึงวันนี้เราคงทราบกันดีแล้วว่า โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (AFRICAN SWINE FEVER) หรือ ASF ไม่ติดต่อสู่คน และไม่มีอันตรายใดๆ ต่อมนุษย์

แต่มันเป็นความสุ่มเสี่ยงของเกษตรกรคนเลี้ยงหากเกิดขึ้นกับหมู ไม่ว่าจะที่ไหนในโลกก็คือหายนะของผู้เลี้ยง ส่งผลถึงเศรษฐกิจในประเทศนั้นๆ แน่นอนว่าเกษตรกรต้องหยุดเลี้ยง เลิกอาชีพไปไม่ต่ำกว่า 6 เดือน... เป็นปี...หรืออาจตลอดชีวิต... แล้วจะทำมาหากินอะไรต่อไป??

อาชีพใครใครก็รัก ยิ่งถ้ารู้ว่ามีมหันตภัยกำลังกล้ำกรายใกล้เข้ามา ยิ่งต้องปกป้องงานของเราสุดชีวิต ไม่ต่างกับโรคASF ที่กำลังคุกคามคนเลี้ยงหมูในประเทศจีน และลุกลามเข้าไปถึงในเวียดนามแล้ว เมื่อมันยิ่งใกล้เกษตรกรไทยจะป้องกันภัยร้ายนี้อย่างไร?

สถานการณ์การระบาดของ ASF ในจีนยังไม่สงบ เพราะเชื้อไวรัสอันตรายนี้ติดทนอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นับเดือน นับปี ทั้งยังติดต่อได้ในทุกผลิตภัณฑ์ของหมู ล่าสุด กระทรวงเกษตรจีน แถลงเมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา ว่าพบโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ระบาดในฟาร์ม 2 แห่งในเขตหยินไห่ เมืองเป๋ยไห่ เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของจีน ทั้ง 2 ฟาร์มมีหมู 23,555 ตัว จนถึงช่วงบ่ายวันที่ 19 ก.พ. ก็พบว่ามีหมูติดเชื้อกว่า 1,629 ตัว และตายแล้ว 924 ตัว ซึ่งก็ต้องกำจัดหมูทั้งหมดเพื่อควบคุมสถานการณ์

ต่อมาเมื่อ 22 ก.พ. 2562 ปศุสัตว์เวียดนามก็ยอมรับว่า ฟาร์มเลี้ยงสุกรในกรุงฮานอย 3 แห่ง มีหมูติดเชื้อ ASF นับเป็นการคืบคลานเข้ามาใกล้ชายแดนไทยของเรามากขึ้น มีเพียงกัมพูชาและลาวเท่านั้น ที่เป็นกำแพงให้ไทยอยู่

แม้โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร มีการพบครั้งแรกในทวีปแอฟริกา เมื่อปี 1907 นับเป็นเวลากว่า 100 ปีมาแล้ว ครั้งนั้นมีการระบาดทั่วในแอฟริกา สเปน โปรตุเกส อิตาลี บราซิล และไฮติ ซึ่งในที่สุดก็สามารถหยุดยั้งการระบาดและกำจัดโรคออกไปได้ เหลือแค่เกาะซาร์ดิเนียในอิตาลี และเพิ่งมาพบว่าเกิดระบาดขึ้นอีกครั้งในยุโรบ ในปี 2007 ก่อนที่จะระบาดเข้าในเอเชียที่ประเทศจีนเมื่อเดือน ส.ค2561 นี่เอง นั่นหมายความว่า เราสามารถหยุดยั้งการระบาดได้ แต่ต้องอาศัยความรู้-ความเข้าใจ ในการป้องกันและหยุดการแพร่กระจายของโรค 

เอาล่ะ... ลองมาถอดบทเรียนจากจีนและเวียดนาม จะพบว่ามีความแตกต่างกันจากการคาดคะเน โดยจีนน่าจะติดเชื้อจากนักท่องเที่ยว ที่ทิ้งเศษอาหารปนเปื้อนแล้วหมูป่าเข้ามากินเศษอาหารนั้น รวมถึงการที่เกษตรกรจีนเก็บเศษอาหารไปเลี้ยงหมูหลังบ้าน ส่วนในเวียดนามเกิดขึ้นหลังจากจีนตอนใต้ขาดแคลนหมู จึงมีการนำเข้าหมูจากเวียดนาม เมื่อรถขนส่งหมูไปจีน กลับเข้ามาเวียดนามก็ได้นำเชื้อโรค ASF ติดมาด้วย

จึงอาจกล่าวได้ว่า 3 จุดเสี่ยงสำคัญ ที่จะทำไห้เชื้อสามารถเล็ดลอดเข้ามายังบ้านเราได้ ซึ่งได้แก่ 1.) รถขนส่งหมูและอุปกรณ์ 2.) นักท่องเที่ยว ทั้งในแง่ของเสือผ้าและการนำผลิตภัณฑ์อาหารติดตัวเข้ามา และ 3.) การเลี้ยงหมูด้วยเศษอาหาร ดังนั้น ภาครัฐ(กรมปศุสัตว์) จึงควบคุมจุดเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นด่านชายแดน ด่านตรวจคนเข้าเมือง และที่สำคัญต้องตรวจสอบและกวดขันเกษตรกร ห้ามใช้ “เศษอาหาร” เลี้ยงหมูโดยเด็ดขาด แม้ปัจจุบันไทยเราจะมีการเลี้ยงหมูหลังบ้านค่อนข้างน้อยแล้วก็ตาม

ทุกวันนี้ เชื้อโรค ASF ยังไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย ประเด็นสำคัญ คือเราต้อง ป้องกัน ให้ได้ และหลักการสำคัญของการป้องกันโรคก็คือ ความเข้มงวด ในการบริหารจัดการของทุกฝ่ายที่มีความเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรมปศุสัตว์ ที่ต้องเป็นโต้โผดำเนินการป้องกันอย่างเข้มแข็ง รวมถึงภาคเอกชน และเกษตรกร ที่ต้องร่วมมือกันปกป้องอาชีพเลี้ยงหมูอย่างจริงจัง เพราะทุกฝ่ายรู้ดีว่า เชื้อร้ายนี้ทำลายอุตสาหกรรรมหมูและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องของประเทศให้ล่มสลายได้ เนื่องจากมันไม่มียารักษา ไม่มีวัคซีนป้องกัน

ทั้งนี้ ไทยเรายังวางแนวทางการรับมือได้อย่างดี เมื่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอเรื่อง ASF ให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อขออนุมัติงบประมาณ บูรณาการป้องกันโรค หรือชดเชยเยียวยาให้เกษตรกร หากพบเคสในไทยเพื่อจำกัดบริเวณไม่ให้เกิดการแพร่กระจาย

สำหรับการจัดการรถบรรทุกขนส่งสุกรที่กลับมาจากชายแดน จะต้องชำระล้างใต้ท้องรถบรรทุกสุกรด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ซึ่งจะพ่นทั้งที่ตัวรถบรรทุก อุปกรณ์ต่างๆ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง เป็นระยะเวลา 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ตรงนี้ก็ได้เห็นความร่วมมือร่วมใจของภาคเอกชน ที่แบ่งหน้าที่กันสร้าง Truck Stationหรือ จุดฆ่าเชื้อรถขนสุกร พร้อมจัดเตรียมอุปกรณ์ฆ่าเชื้อ ครอบคลุมทุกจุดผ่านแดน อาทิ ซีพีเอฟ รับผิดชอบสร้าง Truck Station ที่ด่าน อ.เชียงแสน จ.เชียงราย และ ด่าน จ.มุกดาหาร เบทาโกร รับผิดชอบสร้างที่ด่าน จ.นครพนม และ ไทยฟู้ดส์ รับผิดชอบสร้างที่ ด่านปอยเปต จ.สระแก้ว ขณะที่สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สร้างที่ด่านกักกันสัตว์ จ.หนองคาย

ส่วนในเรื่องของการตรวจตรานักท่องเที่ยว กรมปศุสัตว์ได้ประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ และเห็นผลงานในการตรวจพบการปนเปื้อนผลิตภัณฑ์อาหารที่นักท่องเที่ยวนำมาจากจีนแล้ว ตรงนี้จึงไม่ค่อยน่าเป็นห่วง แต่ก็จะหละหลวมไม่ได้ในเรื่องการประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวทราบก่อนเดินทางมาประเทศไทย

ประเด็นที่น่ากลัวที่สุดของบ้านเราก็คือ ความไม่เข้าใจของเกษตรกร หากพบเคสจริงๆ ก็ขอเพียงอย่าเทขายหมูแบบที่จีนและเวียดนามทำอยู่ เพราะจะเป็นการแพร่กระจายเชื้อทำให้ไม่สามารถควบคุมโรคได้ และต้องแจ้งภาครัฐทันทีเพื่อจำกัดพื้นที่ไว้ อย่าลืมว่า...เกษตรกรเพียงคนเดียวที่ไม่ร่วมมือ ....พบเหตุแล้วทำเฉยเมยไม่แจ้ง... หายนะจะเกิดขึ้นกับอาชีพคนเลี้ยงหมูทั้งระบบแน่นอน ดังนั้น หากท่านใด พบหมูมีไข้-ถ่ายเป็นเลือด-มีจุดเลือดออก ครบ 3 ข้อสังเกตนี้ก็ให้รีบส่งตัวอย่างเลือด ไม่ผ่าซาก ส่งไปยังห้องปฏิบัติการที่ใกล้ที่สุด ซึ่งจะทราบผลภายใน 1 วัน และห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์เด็ดขาด คุณจะถือเป็นฮีโร่ที่ช่วยชีวิตคนเลี้ยงหมูไทยทั้งประเทศเลยครับ

ฝากทิ้งท้าย... หากยังรักอาชีพเลี้ยงหมู ก็ต้องรู้และเข้าใจ ASF ให้มาก... ในงานประชุมวิชาการทางสัตวแพทย์“CUVC2019transformation”ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 24-26 เม.ย. 2562 ณ อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี ก็มีหัวข้อASF นี้ เป็นไฮไล้ท์ด้วยขอเชิญท่านที่สนใจตามไปรับฟังกันต่อได้ครับ./

โดย... 

ศ.น.สพ.ดร.รุ่งโรจน์ ธนาวงษ์นุเวช

คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย