วิจารณ์ ร่างพ.ร.บ.จัดการขยะแห่งชาติ พ.ศ...... ตอนที่ 2(จบ)

วิจารณ์ ร่างพ.ร.บ.จัดการขยะแห่งชาติ พ.ศ...... ตอนที่ 2(จบ)

ในตอนที่แล้ว เราได้ให้ข้อวิจารณ์ต่อร่างพรบ.นี้ไปแล้วรวม 8 ข้อ มาคราวนี้จะต่ออีกสัก 8 ข้อซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

9.งบประมาณไม่พอ :- เรามักพบคำอธิบายอยู่เสมอว่ารัฐไม่สามารถจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหตุเพราะขาดงบประมาณ โดยเฉพาะองค์กรปกครองท้องถิ่น(อปท.)ที่มักให้คำตอบแบบนี้เป็นมาตรฐานและเป็นสูตรสำเร็จของคำอธิบาย ดังนั้นเมื่อพูดถึงการตั้งงบประมาณ(มาตรา 21) เราควรหรือไม่ที่จะใส่คำว่า “เพียงพอต่อการปฏิบัติการให้สัมฤทธิผล” ไว้หลังคำว่างบประมาณนี้ แน่ละคำนี้ฟังดูฟุ่มเฟือย แต่หากมองในเชิงความเป็นจริงของบ้านเรา มีอปท.กี่แห่งที่ตั้งใจจัดหางบประมาณไว้สำหรับงานขยะนี้ตั้งแต่แรก งานขยะนี้เป็นงานที่อปท.ต่างพยายามหลีกเลี่ยง เพราะเป็นปัญหาที่ต้องรบกับชาวบ้าน สู้ไปทำถนนทำสะพานที่ได้คะแนนเสียงดีกว่าไม่ได้

10.ค่าขยะ :- สืบเนื่องจากการขาดงบประมาณดังในข้อ 9 ข้างต้น สาเหตุหนึ่งของปัญหาที่ทำให้จัดการขยะได้ไม่เรียบร้อยก็เพราะท้องถิ่นไม่สามารถจัดเก็บงบประมาณให้ได้เพียงพอ การที่จะดูแลปัญหาขยะซึ่งปัจจุบันเป็นภาระที่ยิ่งทำยิ่งขาดทุน จึงมีอปท.นับอปท.ได้ที่มีกะจิตกะใจจะดูแลเรื่องขยะนี้อย่างจริงจัง ทางออกหนึ่งคือต้องสร้างสิ่งแวดล้อมหรือสภาพการณ์ให้อำนวยให้อปท.สามารถจัดเก็บได้อย่างครบถ้วน มากพอ และจริงจัง นั่นคือต้องปลดล็อกด้านการเมืองท้องถิ่นและการต่อต้านจากกลุ่มคะแนนเสียงของประชาชน โดยรัฐบาลส่วนกลางต้องกำหนดให้ชัดเจนในเชิงปฏิบัติว่าต้องเก็บให้ได้ รวมทั้งในราคาไม่ต่ำกว่าเท่าใด และได้ในกรอบเวลาใด ซึ่งเรื่องนี้ก็ควรบรรจุไว้ในพรบ.ฉบับนี้ให้ชัดเจนเช่นกัน

11.เยียวยา :- เมื่อสิ่งแวดล้อมได้รับการปนเปื้อนจากขยะพิษและวัตถุอันตรายในขยะ จะเป็นการยากมากที่จะจัดการให้มันดีขึ้นและกลับมาสู่สภาพเดิม มาตรการทางเทคนิคที่มีอยู่แม้ในประเทศเจริญแล้วก็ยังไม่ใช่เทคโนโลยีที่ fail proof คือไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่ามาตรการเหล่านั้นเมื่อทำไปแล้วจะแก้ปัญหาได้จริงและสมบูรณ์ ในร่างพรบ.ฯฉบับนี้ได้มีการพูดถึงการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับการปนเปื้อนอยู่หลายแห่ง แต่ที่เราเห็นว่ายังขาดอยู่คือมาตรการเยียวยาอย่างเป็นธรรมและคุ้มค่า รวมทั้งทันเวลา ให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ เราจึงอยากเสนอให้สนช.พิจารณาผนวกประเด็นนี้เพิ่มเติมเข้าไปในพรบ.ฉบับนี้ด้วย

12.ค่าปรับ :- ในหมวด ๗ บทกำหนดโทษ ในร่างพรบ.ฉบับนี้ได้เกริ่นถึงค่าปรับในอัตราต่างๆ ซึ่งเรายังจะไม่ขอวิจารณ์ลงในรายละเอียด แต่อยากให้ข้อคิดว่าอัตราค่าปรับนั้นต้องสมน้ำสมเนื้อกับผลเสียที่เกิดขึ้นกับชาติ ยกตัวอย่างเช่นในมาตรา 63 บ่งว่า ถ้ามีใครเอาขยะอันตรายหรือขยะติดเชื้อไปทิ้งในที่สาธารณะหรือที่ว่าง ให้ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5 แสนบาท (ซึ่งอาจจะเป็นแค่ 2 หมื่นก็ได้) ที่เราเห็นว่าต่ำไปมากเมื่อเทียบกับความเสี่ยงของสังคมที่มีต่อเหตุการณ์เช่นว่านี้ และเราเห็นว่าสนช.ควรพิจารณาให้มีการกำหนดระวางโทษขั้นต่ำควบคู่ไปกับขั้นสูงนี้ด้วย

13.ค่าประกัน :- ค่าประกันหรืออาจจะเรียกในชื่ออื่นที่เหมาะสมกว่านี้ ในที่นี้ไม่ใช่ค่าธรรมเนียม แต่เป็นค่าประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยเรียกเก็บจากผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ที่สามารถก่อให้เกิดขยะอันตราย/ขยะพิษ เอาเข้ากองทุนขยะ และหมายหูไว้เป็นกองทุนฉุกเฉินเฉกเช่นกองทุนอื่นๆที่มีอยู่หลายกองทุน

14.ตัวบทกฎหมาย :- เราขอออกตัวก่อนว่าเราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย แต่เรามีข้อสังเกตที่อยากเสนอให้สนช.กรุณาพิจารณาก่อนที่จะปิดจ๊อบและประกาศออกมาบังคับใช้ แยกออกเป็นข้อย่อย 2 ข้อ ดังนี้

14.1 ในหมวด 1 มาตรา 5 (5) กำหนดให้มีผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งรัฐมนตรีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.)เป็นผู้แต่งตั้ง จำนวนไม่เกิน 8 คน โดยแต่งตั้งจากผู้แทนจาก (1) สถาบันการศึกษา (2) ภาคธุรกิจ (3) กลุ่มวิชาชีพวิศวกรรมหรือวิทยาศาสตร์ควบคุมสาขาสิ่งแวดล้อม (ข้อนี้คงต้องการความเชี่ยวชาญพิเศษนอกเหนือไปจากนักวิชาการตามข้อ(1)) และ (4) ภาคประชาชนไม่น้อยกว่าสองคน ตรงนี้เรามีข้อสังเกตว่าตามตัวหนังสือแล้วรัฐมนตรีอาจแต่งตั้งจากผู้แทนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่น กลุ่ม(2) มาจำนวน 6 คน ซึ่งเมื่อบวกกับผู้แทนกลุ่ม(4)สองคนก็จะเป็น 8 คนตามกฎหมาย แต่การกระจายตัวของผู้แทนกลุ่มก็จะไม่ได้ตามเจตนารมณ์ของผู้ร่าง เอาละ อาจมีคนแย้งว่าไม่มีรัฐมนตรีผู้ใดจะเขลาถึงกับไปทำอะไรที่ไม่ฉลาดเช่นนั้น แต่เราเห็นว่าจะไปเปิดช่องโหว่นี้ไว้ในกฎหมายทำไมในเมื่อมันทำให้รัดกุมได้โดยไม่ยาก

14.2 ในมาตรา 12 องค์ประชุมของกรรมการทุกระดับตามร่างพรบ.ฉบับนี้ คือ ต้องมีกรรมการมาประชุมกันไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง (หรือ ½ ) ของจำนวนกรรมการทั้งหมด และการชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก(นั่นคือเกิน ½ ของที่ประชุม) นั่นหมายความว่ามติที่จะออกจากกรรมการทุกระดับตามร่างพรบ.นี้คือในขั้นต่ำเพียง ½ x ½ = ¼ ของจำนวนกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งมาเท่านั้นซึ่งเห็นได้ว่าน้อยมากๆ สิ่งนี้ถือเป็นปกติหรือพึงปรับแก้ไขให้รอบคอบขึ้น วานสนช.กรุณาวิเคราะห์และพิจารณา

15.เบ็ดเตล็ดปีกย่อย :- นอกจากประเด็นหลักข้างต้นแล้ว เรายังมีข้อสังเกตในประเด็นปลีกย่อยอีก ดังนี้

15.1 มาตรา 20 กำหนดไว้ว่า ในกรณีที่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลที่มีลักษณะเป็นความลับ เช่น สิทธิบัตร ข้อมูลทางการค้า ฯลฯ ของภาคเอกชน ให้คณะกรรมการสามารถเรียกร้องให้ภาคเอกชนนั้นจัดส่งเอกสารมาเพื่อประกอบการพิจารณาได้ ตรงนี้เรามีข้อเสนอนิดเดียว คือ ขอให้เติมคำว่า“ที่มีปริมาณและรายละเอียดมากพอแก่การพิจารณา”เข้าไปในพรบ. ซึ่งจะทำให้รอบคอบรัดกุมโดยเพิ่มคำอีกเพียงไม่กี่คำ

15.2 มาตรา 27 เป็นเรื่องของการควบคุมในประเด็นการผลิตผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และลดปริมาณขยะ ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่นักธุรกิจรู้แล้วว่าเป็นทางเดียวที่จะทำให้ทำธุรกิจต่อไปได้อย่างยั่งยืน อันเป็นสิ่งที่นักธุรกิจสมัยใหม่เรียกกันว่า“เศรษฐกิจหมุนเวียน”หรือ Circular Economy (CE) ซึ่งจะเป็นอื่นนอกเสียไปจากนี้ไม่ได้แล้ว แต่ที่เราอยากจะขอให้ข้อคิดเห็นในประเด็นนี้คือ ในร่างพรบ.นี้ได้กำหนดไปถึง“การควบคุม”ซึ่งเราเห็นว่าภาครัฐกำลังล้วงลูกลึกเกินไป การออกแบบและการผลิตเป็นอะไรที่ต้องการการสร้างสรรค์ ต้องคิดอะไรที่นอกกรอบซึ่งเป็นสิ่งที่ภาครัฐไม่ถนัด เราจึงอยากจะขอเสนอให้ยกเลิกข้อความนี้ในมาตรานี้ และใช้ข้อความ“การสนับสนุนและส่งเสริม”แทนการ“ควบคุม”

15.3การบังคับใช้กฎหมาย :- ในมาตรา 36(7) บอกว่า ประชาชน ชุมชน องค์กรภาคเอกชนมีสิทธิเป็นผู้เสียหายในการกล่าวโทษหรือฟ้องร้องใครก็ตามที่ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามกฎหมายว่าด้วยขยะ ซึ่งรวมไปถึงพรบ.ฉบับนี้ด้วย และ มาตรา 39 ผู้ใดฝ่าฝืนกฎกระทรวงที่ออกตามพรบ.นี้ (มาตรา 38 (1) (2) หรือ (3) ซึ่งเราจะไม่ขอลงในรายละเอียด) ให้หน่วยงานรัฐสั่งผู้ฝ่าฝืนให้ไปปฏิบัติตามกฎกระทรวงให้ถูกต้องภายในเวลา x วัน ถ้าไม่ปฏิบัติตามจะเพิกถอนใบอนุญาตผลิตหรือนำเข้าผลิตภัณฑ์นั้นๆ ซึ่งเราในฐานะผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายก็เกิดความสงสัยขึ้นมาว่า สิ่งเช่นว่านี้ทั้งสองประเด็น สามารถทำได้โดยถูกกฎหมายได้ด้วยหรือไม่ และข้าราชการจะไม่โดนฟ้องร้องในฐานความผิดมาตรา 157 (ละเลยการปฏิบัติหน้าที่)หรอกหรือ ข้อนี้ไม่เข้าใจจริงๆ ต้องขออภัย

16.รับฟังความคิดเห็น :- ทั้งหมดทั้งปวงนี้ เราขอเสนอข้อสังเกตและข้อเสนอแนะมาด้วยความบริสุทธิ์ใจที่จะเห็นชาติบ้านเมืองดีขึ้น แต่คงไม่ใช่เพียงเราสองคนเท่านั้นที่มีข้อสังเกตต่อร่างพรบ.ฉบับนี้ เราจึงเห็นว่ารัฐและรัฐบาลควรเปิดให้มีการปรึกษาหารือกันในวงกว้างและเป็นทางการกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เหตุผลอีกประการหนึ่งก็คือเรามีกฎหมายว่าด้วย RIA หรือ Regulatory Impact Assessment ที่ต้องเปิดรับฟังกันก่อนจะตราออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้กันอยู่แล้วมิใช่หรือ

ด้วยความเคารพต่อครม.และสนช. ขอบคุณครับ (ค่ะ)

 โดย... 

ธงชัย พรรณสวัสดิ์

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ดนยภรณ์ พรรณสวัสดิ์

สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม

มหาวิทยาลัยรามคำแหง