วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'จีอี' สตาร์ทอัพอายุ 125 ปี

ผ่านร้อนผ่านหนาวแบบหนักๆ กระดูกของ CEO ของเจฟฟ์ก็แกร่งขึ้น เมื่อถึงยุคของไฮเทคและนวัตกรรม เขาจึงพร้อมในการนำจีอีเดินหน้าสู่อุตสาหกรรมดิจิทัล

จำได้ว่าเมื่อประมาณ 16 ปีมาแล้ว ดิฉันเพิ่งเริ่มเขียนคอลัมน์ให้กับกรุงเทพธุรกิจ ซึ่งเวลานั้น "แจ็ค เวลช์" อดีต CEO ระดับตำนานของบริษัทยักษ์ใหญ่จีอี เพิ่งก้าวลงจากตำแหน่งแล้วหันไปเปิดสถาบันสอน MBA ทางออนไลน์ และเปิดหลักสูตรฝึกอบรมเรื่องการบริหารจัดการ การพัฒนาภาวะผู้นำโดยใช้ยี่ห้อแจ็ค เวลช์ ที่สามารถเรียกศรัทธาจากมหาชนได้อย่างดีไม่มีถดถอยจนทุกวันนี้

ตอนที่แจ็คเกษียณจากจีอีใหม่ๆ วงการธุรกิจทั่วโลกต่างจับตามอง "เจฟฟรีย์ อิมเมลต์" CEO ลูกหม้อของจีอีที่ก้าวขึ้นมาสวมตำแหน่งแทนแจ็คด้วยความสนใจว่าเจฟฟ์จะสามารถรักษาความยิ่งใหญ่ของจีอีที่แจ็คสร้างเอาไว้ได้หรือไม่ บอร์ดของจีอีเองแม้จะรู้สึกเป็นห่วงอนาคตขององค์กรอยู่บ้าง แต่ไม่สามารถพูดได้ว่าพวกเขาเป็นกังวลกับการทำงานของเจฟฟ์ เพราะหนึ่งปีก่อนหน้าที่แจ็คจะเกษียณ เขาได้เตรียมการถ่ายทอดงานให้กับเจฟฟ์เป็นที่เรียบร้อย  

16 ปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี้ เจฟฟ์ก็ได้เกษียณจากตำแหน่ง CEO ของจีอีอย่างสง่างามไม่เสียยี่ห้อจีอีแต่อย่างใด แม้ว่าเขาจะไม่จบการศึกษาระดับปริญญาเอกเหมือนแจ็ค เวลช์ และอาจจะไม่ได้มีวิธีการบริหารที่ออกแนวเข้มดุเดือดอย่างแจ็คที่ได้รับการขนานนามว่า “The Neutron Jack” (หมายความว่าไปถึงไหน พนักงานที่ไร้ผลงานจะถูกปลดจนเรียบเตียนเหมือนโดนระเบิดนิวตรอน) แต่เจฟฟ์ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งใน CEO ระดับแนวหน้าของโลกยุคดิจิตัลที่มีความสามารถในการนำการเปลี่ยนแปลงได้ดีเยี่ยมที่สุดคนหนึ่ง

ที่สำคัญเจฟฟ์มีภาวะผู้นำและแนวทางบริหารเป็นของตนเองที่แตกต่างไปจากแจ็ค ตลอดระยะเวลาประมาณเกือบ 17 ปีที่ทำหน้าที่ CEO เจฟฟ์ต้องผ่านวิกฤติหนักๆถึง 3 ครั้ง  เหตุการณ์แรกก็คือเพียง 4 วันหลังรับตำแหน่ง CEO ก็เกิดการก่อร้าย 9/11 ที่สั่นสะเทือนขวัญอเมริกันชนและชาวโลก เหตุการณ์ก่อการร้ายในครั้งนั้นมีพนักงานจีอีเสียชีวิต 2 ราย และทำให้ธุรกิจประกันภัยของจีอีต้องสูญเสียเงินไปประมาณ 600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อชดเชยค่าเสียหายให้กับผู้ทำประกัน

หมดเรื่องจาก 9/11 ไม่ทันไร เจฟฟ์ก็โดนหางเลขจากเหตุการณ์ล้มละลายของบริษัทเอนรอนและบริษัทยักษ์ใหญ๋อีกหลายบริษัทที่มีวิธีการทำบัญชีที่มีเงื่อนงำซ้อนเร้น จากกรณีความฉ้อฉลของเอนรอนทำให้ทางการจับตามองบริษัทยักษ์ใหญ่อื่นๆอย่างเช่นจีอีด้วย จีอีโดนตรวจสอบอย่างหนักและอย่างละเอียดยิบ แต่เขาก็ฝ่าด่านนี้ไปจนได้โดยต้องเสียเวลาและเสียเงินไปกับเรื่องนี้ไม่น้อย

แล้วก็มาเจอคลื่นยักษ์ลูกที่สาม คือวิกฤตสินเชื่อซับไพร์มหรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี ค.ศ. 2008 ที่มีผลทำให้จีอี แคปปิตัลซวนเซจนทรุด เจฟฟ์รีบจับมือกับสถาบันทางการเงินโกลด์แมน แซคส์และมอร์แกน สแตนลีย์ในการแก้ปัญหาร่วมกัน นอกจากนี้รัฐบาลกลางยังยื่นมือเข้ามาช่วยจีอีอีกด้วย ทำให้จีอีรอดวิกฤตไปได้อีกครั้ง

ผ่านร้อนผ่านหนาวหนักๆมาถึงสามครั้งสามครา กระดูกของ CEO อย่างเจฟฟ์ก็แกร่งขึ้น และเมื่อศตวรรษที่ 21 เป็นยุคของไฮเทคและนวัตกรรม เจฟฟ์ก็พร้อมในการนำจีอีเดินหน้าสู่อุตสาหกรรมดิจิทัลอย่างรวดเร็ว เจฟฟ์กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับวารสารฮาร์วาร์ด บิสสิเนส รีวิวาฉบับเดือนกันยายน-ตุลาคม นี้ว่า 16 ปีในอดีตที่ผ่านมาที่เขาและทีมงานรักษาความเป็นผู้นำของจีอีไว้ได้อย่างยั่งยืนก็เพราะเขา

“สร้างองค์กรที่เป็นประวัติศาสตร์และเป็นต้นแบบขึ้นใหม่ จากเดิมที่ใครๆรู้จักจีอีว่าเป็นบรรษัทข้ามชาติขนาดยักษ์เก่าแก่รุ่นคลาสสิค แต่ในปัจจุบันคนเรียกเราว่าเป็นสตาร์ทอัพอายุ 125 ปี”

ทั้งนี้สตีฟ แบลงค์ ผู้ได้รับยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งสตาร์ทอัพได้ให้นิยามคำสตาร์ทอัพไว้ว่า “คือกิจการที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อค้นหาแบบจำลองธุรกิจ (Business Model) ที่ทำซ้ำได้ (repeatable) และขยายตัวได้ (scalable)” หัวใจของสตาร์ทอัพอย่างจีอีจึงอยู่ที่แบบจำลองธุรกิจที่สร้างรายได้จาก “อินเตอร์เน็ตของสรรพสิ่ง” (Internet of things หรือ IOT) ซึ่งเป็นธุรกิจแห่งอนาคต ในการสร้างรายได้จาก IOT เจฟฟ์กล่าวว่าเป็นเรื่องของการที่ “ต้องมีคำว่าการเปลี่ยนแปลงอยู่ในดีเอนเอ (DNA)ขององค์กร” และ “วันนี้เราทำงานแข่งขันเพื่อเอาชนะความท้าทายของวันพรุ่งนี้” เขายังได้ทำการสรุปบทเรียน 6 ประการจากประสบการณ์ของเขาสำหรับผู้นำที่ต้องบริหารองค์กรฝ่าวิกฤต ความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายไว้ดังนี้

  1. ผู้นำต้องมีวินัยและมีจุดเน้นในการทำงาน กล่าวคือ ผู้นำและทีมงานพึงมีความคิดริเริ่มหลายๆประการ แต่หน้าที่ของผู้นำที่มีประสิทธิภาพคือสามารถเชื่อมโยงความคิดริเริ่มที่หลากหลายนั้นเข้าด้วยกันเพื่อมุ่งบรรลุเป้าประสงค์เดียวกัน ไม่ปล่อยให้ความคิดฟุ้งกระจาย อันจะมีผลทำให้การทำงานเป็นไปอย่างสะเปะสะปะไร้ความชัดเจน ยกตัวอย่างของจีอี สำหรับศตวรรษที่ 21 นี้ จีอีมุ่งที่จะเป็นองค์กรธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่มีคุณค่าสูงเพื่อสร้างผลิตภาพที่ยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้นสำหรับองค์กรและลูกค้า พนักงานที่มีความคิดริเริ่มทั้งหลาย อยากจะคิดอะไรก็คิดได้ แต่ต้องไม่ลืมว่าสิ่งที่เขาคิดตอบโจทย์ขององค์กรหรือเปล่า
  2. ผู้นำต้องรู้จักปรับเปลี่ยนวงจรในสมองเพื่อให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงในโลก เพราะถ้าผู้นำไม่มีความเชื่อจากส่วนลึกในหัวสมองว่าโลกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เขาย่อมไม่สามารถบริหารงานและนำทีมสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง
  3. ผู้นำต้องสามารถชักจูงใจและทำให้ทีมงานเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องจำเป็น ประมาณว่า ถ้าไม่เปลี่ยน องค์กรอาจอยู่ไม่รอด สำหรับความสามารถในการจูงใจทีมงานให้มีความเชื่อแบบนี้เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะผู้นำต้องเก่งกาจในการชี้แจงแสดงเหตุผลข้อเท็จจริง ตลอดจนมีศิลปะในการหว่านล้อมจนทีมงานมีความเชื่อเหมือนกับผู้นำว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องเร่งด่วนจริงๆ และถ้าทำได้เช่นนี้ ทีมงานย่อมเทใจทุ่มตัวลงมือดำเนินการเปลี่ยนแปลงร่วมกับผู้นำโดยไม่ชักช้า
  4. ผู้นำต้องมุ่งมั่นกับการทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงอย่างไม่ลดละ ประเภททำงานแบบม้าตีนต้น แล้วตอนกลางเริ่มแผ่ว ตอนปลายย่อง แบบนี้ใช้ไม่ได้ ต้องเสมอต้นเสมอปลายค่ะ
  5. ผู้นำต้องมีความยืดหยุ่น คุณสมบัติข้อนี้เป็นเรื่องสำคัญของนักบริหารการเปลี่ยนแปลง เมื่อท่านอยู่กับความเปลี่ยนแปลง ท่านจะอยู่กับความเป๊ะๆตลอดไม่ได้ ระหว่างทำงานต้องคอยปรับแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอยู่เสมอ
  6. ระหว่างการเปลี่ยนแปลง ต้องรู้จักฟังและทำงานไปพร้อมๆกัน ข้อนี้จะช่วยส่งเสริมการทำงานในข้อที่ 5 เพราะการที่จะมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาหมายความว่า ผู้นำต้องรู้จักรับฟังความคิด คำวิจารณ์จากคนรอบข้างในระหว่างดำเนินงานเป็นระยะๆ ไม่ใช่ทำงานรวดเดียวจนจบแล้วค่อยเปิดโอกาสให้คนมาวิจารณ์ ซึ่งบางทีมันก็สายเกินไปที่จะปรับเปลี่ยนเสียแล้ว

      โอกาสหน้าเราคงจะได้มาคุยกันต่อว่าจีอีมีวิธีรักษาดูแลพนักงานคนเก่งที่หายากมากในยุคนี้ได้อย่างไร ดีไหมคะ?