หลังการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งที่ 19 ที่เพิ่งเสร็จสิ้นลง
แนวทางวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะบอกว่าบัดนี้สีจิ้นผิงได้กลายเป็น “จักรพรรดิ” องค์ใหม่ของจีนแล้ว
เพราะการบรรจุ “ความคิดของสีจิ้นผิง” ลงในรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการนั้นเป็นการส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าสถานภาพของสีจิ้นผิงเทียบเท่ากับอดีตประธานเหมาเจ๋อตุงและเติ้งเสี่ยวผิงแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย
จึงมีคนย้อนความให้ฟังว่า สมัยเหมาปฏิวัติล้มล้างระบอบเก่าเพื่อสร้าง “จีนใหม่” นั้น เขาเรียกร้องให้คนจีนทั้งประเทศ
站起来! (จ้านฉี่หลาย)
อันหมายถึงการเรียกร้องให้ประชาชนคนจีนลุกขึ้นมายืนบนลำแข้งของตัวเองหลังจากที่ถูกต่างชาติข่มเหงรังแกจีนมาตลอดหลายร้อนปี
ถ้อยคำปลุกระดมของเหมาได้ผลเป็นอย่างยิ่งเพราะเป็นครั้งแรกที่คนจีนมีความรู้สึกภาคภูมิใจในความเป็นคนชาติจีนที่ลุกขึ้นมากอบกู้เอกราชและสร้างประเทศภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์ที่พึ่งพาตนเองและไม่ยอมให้ชาติใดดูถูกเหยียดหยามจีนได้อีก
ต่อมาเมื่อเติ้งเสี่ยวผิงต้องการสร้างประเทศจีนให้ทันสมัยด้วยการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ ยอมให้คนจำนวนหนึ่งรวยก่อนส่วนที่เหลือเพื่อเป็นแรงผลักดันให้เศรษฐกิจมีชีวิตชีวา แล้วจึงนำไปสู่การแก้ปัญหาความยากจนในส่วนต่าง ๆ ของประเทศ เติ้งจึงประกาศคำขวัญต่อมาว่า
富起来! (ฟู่ฉี่หลาย)
มีความหมายว่าเมื่อยืนขึ้นบนขาตัวเองได้แล้ว ก็ได้เวลาสร้างเนื้อสร้างตัว จึงเรียกร้องให้คนจีนทั้งหลายได้ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินเพื่อสร้าง “ความมั่งคั่ง” ให้กับตนเอง
เติ้งทำได้สำเร็จอย่างน่าประหลาดใจ เพราะภายใต้นโยบาย “สังคมนิยมที่มีอัตลักษณ์ของจีน” นั้นเท่ากับเป็นการยอมรับระบอบทุนนิยมกลาย ๆ แต่ยังยึดมั่นในหลักการที่ให้พรรคคอมมิวนิสต์เป็นแกนสำคัญของประเทศเพื่อรักษาให้มี “เสถียรภาพ” ไม่ยอมให้มีเสรีภาพทางการเมืองเหมือนกับสหภาพโซเวียตที่ล่มสลายเพราะการเปิดกว้างทางการเมืองก่อนที่ประชาชนจะมีเศรษฐกิจดีขึ้น
มาถึงสีจิ้นผิง สิ่งที่ทั้งโลกกำลังเห็นอยู่ขณะนี้คือการเอารูปแบบของประธานเหมากับเติ้งเสี่ยวผิงมาผสมผสานกับแนวคิดเรื่อง “ความฝันของจีน” (中国梦) และการก้าวไปมีบทบาทในเวทีโลกอย่างมีนัยสำคัญ อันเป็นที่มาของแนวคิด
强起来! (เฉียงฉี่หลาย)
อันเป็นวลีที่สะท้อนถึงการปลุกระดมให้คนจีนสร้าง “ความแกร่งกล้า” ขึ้นมาหลังจากที่ยืนขึ้นแล้วอีกทั้งมีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจแล้ว จึงได้เวลาที่จะก้าวเข้าสู่ “จีนยุคใหม่” ที่เข้มแข็ง, มีความรับผิดชอบต่อประชาคมโลก, และสร้างกองทัพทันสมัยเพื่อปกปักรักษาผลประโยชน์แห่งตน
คำว่า “เฉียง” ในภาษาจีนอาจแปลว่า strong ในภาษาอังกฤษ แต่นักวิเคราะห์บางคนบอกว่าไม่ควรจะตีความไปในความหมายการสั่งสมอาวุธยุทโธปกรณ์หรือสร้างแสนยานุภาพทางทหารเท่านั้น หากแต่ยังมีความหมายในทาง “ความเกรียงไกร” ทางด้านเศรษฐกิจ, วัฒนธรรมและนวัตกรรมพร้อม ๆ กันไปด้วย
เพราะเมื่อสีจิ้นผิงยืนยันในคำรายงานต่อสมัชชาแห่งชาติครั้งล่าสุดว่าจีนจะไม่ทำตัวเป็น “เจ้าโลก” (hegemony) ด้วยการเล่นบท “อำนาจบาตรใหญ่” นั่นก็ย่อมเป็นการรับรองกับประชาคมโลกว่าปักกิ่งจะไม่ยึดเอากำลังทหารหรือความสามารถทางสู้รบเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายในวันข้างหน้าอย่างแน่นอน
พอจะเห็นภาพแล้วใช่ไหมว่าจากเหมาสู่เติ้ง...ข้ามเจียงเจ๋อหมินและหูจิ่นเทา...มาสู่ “ท่านประธานสีจิ้นผิง” อย่างชัดเจนปราศจากความสงสัยใด ๆ ทั้งสิ้น!






