พอข่าวออกมาว่ายอดส่งออกของไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทุกคนควรจะยินดี
แต่เมื่อมีข้อมูลเพิ่มเติมว่าการส่งออกที่ดีขึ้นนั้น มีเพียงบริษัทส่งออกรายใหญ่ประมาณ 10 บริษัทเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์ก็ทำให้ “ข่าวดี” นั้นกลายเป็น “ข่าวมีปัญหา” ขึ้นมาทันที
คุณสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลังอ้างข้อมูลเชิงลึกของสำนักงานเศรษฐกิจการคลังว่าการที่ตัวเลขส่งออกกระเตื้องขึ้นนั้น ธุรกิจเอสเอ็มอีคือระดับกลางและเล็กไม่ได้รับประโยชน์เลย
และที่ว่าการค้าส่งค้าปลีกมีตัวเลขขยายตัวดีนั้น หากเจาะลึกลงไปจะพบว่าที่ดีนั้นดีเฉพาะจังหวัดใหญ่ ๆ เท่านั้น จังหวัดเล็กรอบ ๆ จังหวัดใหญ่ไม่ได้ดีขึ้นแต่อย่างไร
แปลว่าภาพรวมเศรษฐกิจดีไม่ได้ทำให้อำนาจซื้อของคนไทยทั่วไปดีขึ้น เป็นปรากฏการณ์ “รวยกระจุก จนกระจาย” อย่างที่รู้ ๆ กันมายาวนานสำหรับประเทศไทย
ดร. เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ พูดในเวที Transforming Thailand ที่เครือเนชั่นจัดวันก่อนว่าสัดส่วนส่งออก 40% ของยอดส่งออกไทยมาจากไม่ถึง 50 บริษัทใหญ่
เขาบอกว่างานวิจัยหลายชุดสรุปว่าระบบไทย ๆ ไม่เอื้อให้บริษัทรายเล็กรายกลางโตได้
แปลว่าในระบบเศรษฐกิจของไทยทุกวันนี้บริษัทที่จะโตได้ หรือได้ประโยชน์จากการส่งออก และ “โลกาภิวัตน์” (globalization) นั้นต้องเป็นบริษัทที่โตแล้วเท่านั้น
และบริษัทของไทยที่เป็นระดับกลางไม่อาจจะพัฒนาเป็นบริษัทใหญ่ได้ อีกทั้งบริษัทระดับเล็กที่จะสร้างตัวเองเป็นธุรกิจระดับกลางก็มีน้อยเหลือเกิน
ดังนั้นการจะปฏิรูปประเทศชาติอย่างจริงจังจึงต้องทำให้คนกลางคนเล็กในสังคมไทยมีโอกาส “ลืมตาอ้าปาก” เพื่อแข่งขันกับคนตัวใหญ่ ๆ ที่มีส่วนแบ่งการตลาดมากจนไม่เปิดโอกาสให้ธุรกิจระดับกลางและเล็กเติบโตได้
จะโทษใครครับ?
ธุรกิจยักษ์จะบอกว่าไปโทษเขาได้อย่างไร เขาก็ดิ้นรนต่อสู้มาจากเล็ก ๆ เหมือนกัน
คนของรัฐก็อาจจะบอกว่าเขาต้องเขียนกติกาชุดเดียวกันสำหรับธุรกิจทั้งหลาย หากไม่ทำเช่นนั้นจะถูกกล่าวหาว่าเลือกปฏิบัติ
ผู้บริโภคคงไม่รู้ว่าหากการแข่งขันเป็นธรรมกว่านี้ หากยักษ์ใหญ่ไม่ครอบงำตลาดมากเพียงนี้ ราคาและคุณภาพสินค้าก็อาจจะดีกว่านี้เพราะการแข่งขันจะเท่าเทียมกันมากขึ้น
คนตัวเล็กตัวกลางที่ต้องดิ้นรนต่อสู้กับอิทธิพลตลาดที่ถูกครอบงำโดยยักษ์ใหญ่ไม่กี่แห่งก็จะบอกกับเราได้กฎกติกาทุกวันนี้เอื้อต่อคนใหญ่มากกว่าคนกลางและเล็ก เพราะข้าราชการและนักการเมืองเกรงใจคนใหญ่คนโต และบางครั้งคนเหล่านี้ยังต้องพึ่งพากันและกันเพื่อผลประโยชน์ที่สอดคล้องต้องกัน
คำว่า “ความเหลื่อมล้ำ” กลายเป็นคำที่ถูกนำมากล่าวอ้างทั้งในนโยบายระดับชาติและการเขียนแผนพัฒนาชาติ แต่ในทางปฏิบัติยังไม่มีอะไรที่เป็นรูปธรรมชัดเจนพอที่จะทำให้เชื่อได้ว่าความไม่เป็นธรรมเช่นนี้จะค่อย ๆ หดหายไปในสังคมไทยได้
การอ้างตัวเลขยอดส่งออกก็ดี การตั้งความหวังไว้กับตัวเลขที่เพิ่มขึ้นของจีดีพีก็ดีล้วนแล้วแต่เป็นภาพลวงที่ทำให้เรามองไม่เห็นภาพที่แท้จริง เหมือนยืนมองภาพเขียนจากระยะไกลก็เห็นอย่างหนึ่ง พอขยับมาใกล้ก็เห็นความผิดเพี้ยนจากภาพใหญ่ที่ผิดแผกแตกต่างไปจากความเข้าใจของคนทั่วไปโดยสิ้นเชิง
ดังนั้น จะปฏิรูปจริงต้องถามว่าที่ว่า “ดี” นั้นเอาเข้าจริง ๆดีสำหรับใครบ้าง?








