สามปีกว่าที่ผ่านมานับจากที่ประเทศไทยเริ่มเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุค’ทีวีดิจิตอล’ เรายังเห็นกล่องเซตท็อปบ็อกซ์วางเกลื่อนฝุ่นจับ บางร้านก็ยกออกจากชั้
สื่อต่างๆเริ่มเผยแพร่ข้อมูลที่ทาง กสทช. แย้มออกมาว่า บรรดาผู้ประกอบการที่ประมูลทีวีดิจิตอลหลายต่อหลายรายต้องการคืนใบอนุญาต และมองว่าอาจจะเหลือเพียง15ช่องที่อยู่รอด ซึ่งถือว่ายังมองโลกในแง่ดีกว่าบางฝ่ายที่คาดว่าจะเหลือเพียง10ช่องหรือน้อยกว่านั้น เมื่อพิจารณาผลประกอบการของแต่ละช่องแล้วพบว่าขาดทุนเป็นร้อยเป็นพันล้านเกือบทุกช่อง มีบางช่องที่มีกำไร หลายช่องกำไรลดลงอย่างน่าใจหาย ภาพ’ยักษ์ใหญ่วงการสื่อ่’ทั้งหลายตอนนี้ดูซบเซาลงมาก
ขณะเดียวกันบรรดาเจ้าสัว นายทุนรายใหญ่ตอนนี้ต่างก็กำลังเพลิดเพลินกับการ’ชอปปิ้ง’ของถูก เพราะบรรดาเจ้าของใบอนุญาตเดิมต่างก็ยินดีส่งต่อให้ในราคาขายขาดทุนเพื่อให้องค์กรอยู่รอด ‘ไตรลุจน์ นวะมะรัตน’ นายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย(MAAT)ให้สัมภาษณ์ในรายการBusiness101เกี่ยวกับประเด็นนี้ โดยเมื่อต้นปีทางสมาคมฯยังคาดการณ์ว่าปี2560นี้เงินโฆษณาจะเพิ่มกลับเข้ามาเมื่อเทียบกับไตรมาสสุดท้ายของปี2559 แต่ผิดคาด เมื่อผ่านมาครึ่งปี พบว่าเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาภาพรวมทุกสื่อติดลบถึง7เปอร์เซ็นต์และมองว่าก้อนเค้กของเงินโฆษณาทั้งปีอยู่ประมาณ 1 แสนล้านบาทซึ่งถือว่าหดลง โดยสัดส่วนที่ลงทุนผ่านสื่อโทรทัศน์ทุกประเภทประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ แม้จะคิดเป็นเงินจำนวนมากแต่ก็ยังกระจุกอยู่ที่ไม่กี่ช่องไม่แตกต่างจากยุคทีวีอะนาล็อกที่ผ่านมา เพียงแต่ตัวหารอาจจะมากขึ้นจาก3-4ช่อง มาเป็น6-7ช่องหลัก
กลุ่มที่น่าเป็นห่วงคือบรรดาช่องที่อยู่ท้ายตาราง10อันดับที่โอกาสพลิกผลประกอบการจากขาดทุนเป็นกำไรแทบเป็นไปไม่ได้เลยและอาจจะไม่ได้ไปต่อ ซึ่งอาจจะขอคืนใบอนุญาตถ้าเกิดการ’ปลดล็อค’โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา44เปิดช่องให้ทำได้ หรืออาจใช้วิธีขายหุ้นให้กับกลุ่มทุนใหญ่ซึ่งต้องการเสริมบารมี’พอร์ตฟอลิโอ’ของอาณาจักรธุรกิจของตน ก็ถือว่าช่วยแบ่งเบาภาระได้พอสมควร ในระยะสั้นการที่บรรดาช่องทีวีดิจิตอลเปลี่ยนมือนายทุนอาจจะยังไม่กระทบกับการวางแผนสื่อของมีเดียเอเจนซี่เท่าไรนักเพราะรายการของช่องนั้นๆยังมีเหมือนเดิม แต่เมื่อมีการปรับเปลี่ยนทีมบริหาร ทีมผลิตรายการ ที่มีผลกับการทำงานก็อาจต้องพิจารณาให้ละเอียดขึ้น
เรตติ้งยังเป็นหัวใจสำคัญที่ชี้วัดผลงานของแต่ละช่องและเป็นสิ่งที่องค์กรต่างๆใช้ในเลือกในการวางแผนการโฆษณาประชาสัมพันธ์ด้วย ส่วนเงินที่ไหลออกจากส่วนของโทรทัศน์ไปที่สื่อดิจิตอลนั้นไม่ได้เข้าหมดทั้งก้อน เพราะว่าค่าใช้จ่ายของสื่อออนไลน์ราคาต่ำกว่ามาก จึงถือเป็นการประหยัดต้นทุนเก็บส่วนต่างเข้ากระเป๋า หากแต่ไม่ใช่สินค้าทุกประเภทที่เหมาะกับช่องทางดิจิตอล อย่าง‘พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล(P&G)’ยักษ์ใหญ่สินค้าอุปโภคบริโภคก่อนหน้านี้ลองโยกเงินโฆษณาจากโทรทัศน์ไปที่สื่อดิจิตอล ปรากฏว่าไม่ได้ส่งผลดีกับยอดขายเท่าที่ควร และหันกลับมาใช้สื่อหลักอีกครั้ง
โทรทัศน์ยังเป็นช่องทางหลักสำหรับการสร้างการตระหนักรู้(Awareness)อย่างไรเสียก็คงไม่สูญหายไป เพียงแต่ใครจะเป็นผู้อยู่รอดเท่านั้น ‘ไตรลุจน์’มองว่าทีวีดิจิตอลที่ไม่มีคอนเทนท์ของตัวเอง ใช้วิธี’ซื้อมาขายไป’คือนำคอนเทนท์ราคาสูงมาออกอากาศอาจจะล้มหายตายจากไปก่อน เสี่ยงเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่องที่มีรายการ ทีมผลิต หรือจุดขายของตัวเองอยู่แล้วที่ควบคุมต้นทุนได้ดีกว่า ภาวะ’กระจุกตัว’ของเม็ดเงินโฆษณาที่แบ่งกันอยู่ไม่กี่ช่อง คงเป็นสัญญาณชัดเจนถึงอนาคตทีวีดิจิตอล ที่ตอนนี้พอจะมองเห็นแล้วว่าใครจะอยู่ ใครจะไป






