มีข่าวออกมาเป็นระยะ ๆ ว่า ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ กำลังประเมินความเป็นไปได้ที่ท่านจะลงสมัครเป็นผู้ว่า กทม. หากมีการเลือกตั้งในอนาคตอันใกล้
คุณสุรินทร์เป็นอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศและเคยเป็นเลขาธิการอาเซียนอีกทั้งยังเป็นหนึ่งในบุคลากรที่มีคุณค่าของพรรคประชาธิปัตย์
หลังจากหมดเทอมจากอาเซียนแล้ว ดร. สุรินทร์ก็ยังเป็นที่ต้องการของทั้งในประเทศและต่างประเทศในฐานะที่มีความคิดความอ่านที่น่าสนใจโดยเฉพาะในประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ
ดังนั้นเมื่อมีข่าวว่าคุณสุรินทร์สนใจจะเป็นผู้ว่า กทม. จึงเป็นที่กล่าวขวัญกันอย่างกว้างขวางพอสมควร
ขอได้พบคุณสุรินทร์สองสามครั้งในระยะหลัง แต่ไม่มีโอกาสสอบถามเรื่องนี้กับท่านโดยตรง
แต่คนที่เขาได้ยินคุณสุรินทร์พูดเรื่องนี้บอกว่าท่านค่อนข้างจะจริงจัง
เพราะคุณสุรินทร์บอกกับคนบางกลุ่มในวงเล็ก ๆ ว่า
“ถ้าคิดจะปฏิรูปประเทศไทยให้เป็น 4.0 แต่ยังปฏิรูปกรุงเทพฯไม่ได้ก็อย่าหวังเลยว่าจะปฏิรูปประเทศไทยได้...ผมเคยพูดกับคุณอภิรักษ์และคุณชายสุขุมพันธุ์ว่าควรจะทำให้กรุงเทพเป็นหัวหอกของการปฏิรูป ทำให้โปร่งใสก่อน ทำให้มีประสิทธิภาพก่อนได้ไหม ทำให้มันมีการตรวจสอบได้ก่อนแล้วไปสร้างเครือข่ายกับเชียงใหม่, ขอนแก่น, อุดรฯ, ภูเก็ต, หาดใหญ่เพื่อให้เป็นพื้นที่ที่มีการบริหารจัดการอย่างสะอาดบริสุทธิ์และโปร่งใส...ถ้าเราทำได้ ภาพของทุกหน่วยงานในประเทศไทยจะดีขึ้น เพราะทุกวันนี้มองจากข้างนอกเขาบอกว่าเราเป็นประเทศ 20% ประเทศ 30% แปลว่าใครจะลงทุนต้องแบ่งเขาไปก่อน 20-30% ซึ่งก็หมายถึงคอร์รัปชัน...ถ้าเราทำได้ภาพนี้ก็จะหายไป...ความสามารถในการแข่งขันของเราก็จะเพิ่มขึ้น...”
คุณสุรินทร์บอกว่าหากทำได้อย่างนั้นทั่วโลกก็จะเห็นว่ากรุงเทพและประเทศไทยเป็นที่ที่น่าอยู่และน่าทำธุรกิจ ซึ่งก็จะเป็นผลประโยชน์สำหรับคนไทยทุกคนเช่นกัน
“ผมคิดว่าชนชั้นกลางอย่างพวกเราต้องการความโปร่งใส ต้องการความแน่นอนชัดเจนของกฎหมาย ต้องการความต่อเนื่องของนโยบาย ต้องการการบริหารจัดการที่ตรงไปตรงมา ถ้าโสหุ้ยตรงนั้นลดลง ความสามารถในการแข่งขันก็จะสูงขึ้น...”
ถ้ากรุงเทพฯยังเป็น 0.4 อยู่ประเทศไทยยากที่จะเป็น 4.0 ได้
ดังนั้นคุณสุรินทร์จึงเสนอว่ากรุงเทพฯควรจะเป็น “หัวหอก” ของความเปลี่ยนแปลงและการปฏิรูป
ไทยเคยเป็นอันดับหนึ่งของอาเซียน วันนี้อยู่ที่อันดับ 8 หรือ 9 หรือ 10 ทั้ง ๆ ที่เราเป็นเจ้าของความคิดก่อตั้งอาเซียน
“ประเทศไทยชกต่ำกว่าน้ำหนักของตัวเอง...หากนั่งลง 10 คนจากอาเซียน รู้ได้ว่าใครมาจากประเทศไทยโดยไม่ต้องมีป้ายติดข้างหน้าเพราะตัวแทนจากประเทศไทยจะเป็นคนเงียบที่สุด ไม่รู้จะพูดอะไรเพราะมาจากการแต่งตั้งจากรัฐบาลโดยตำแหน่งเท่านั้น...”
คำเสวนาบางส่วนของคุณสุรินทร์ในวงสนทนาเล็ก ๆ สะท้อนถึงแนวความคิดที่จะต้องทำให้กรุงเทพฯเป็นหัวหอกของความเปลี่ยนแปลงระดับชาติและภูมิภาค
จึงไม่ต้องแปลกใจหากคุณสุรินทร์จะไม่ปฏิเสธว่าท่านกำลังคิดจะต้องลงมือไปทำให้ความคิดความฝันนี้เป็นความจริงตามครรลองประชาธิปไตยที่ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน
ประเด็นขั้นตอนและกระบวนการที่จะให้คุณสุรินทร์เป็นตัวแทนของพรรคประชาธิปัตย์เพื่อเป้าหมายนี้เป็นรายละเอียดที่คนในพรรคต้องพิจารณาเอง
เพราะหากเจ้าตัวตัดสินใจที่จะทำงานใหญ่ชิ้นสุดท้ายในชีวิตการเมืองแล้ว เรื่องลำดับขั้นตอนของกลไกพรรคย่อมมิใช่สาระสำคัญแต่อย่างไร






