มหาวิทยาลัยไทยควรจะกลับไปเปิด-ปิดเหมือนเดิม ไม่ต้องเป็นจังหวะเดียวกับอาเซียนหรือไม่?
นี่เป็นหัวข้อของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เมื่อเร็ว ๆ นี้เพราะที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปอมท.) ได้เรียกร้องให้ยกเลิกการเปิด-ปิดภาคเรียนตามอาเซียน และกลับไปเปิด-ปิดภาคเรียนตามเดิม
นั่นคือเปิดภาคเรียนที่ 1 ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม และเปิดภาคเรียนที่ 2 ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายนของทุกปี
มีข่าวด้วยว่าถ้าหากไม่ได้รับการพิจารณา ปอมท. ก็จะยื่นหนังสือร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชาอีกด้วย
ผลการประชุมของ ทปอ. วันนั้นบอกว่าไม่ได้ละเลยหรือนิ่งนอนใจ แต่ก็ยังไม่ตัดสินใจเพราะรอและติดตามผลงานวิจัยเรื่องผลกระทบของเรื่องนี้ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กำลังดำเนินการจัดทำอยู่
อีกทั้งยังจะต้องศึกษาประกอบกับการคัดเลือกบุคคลเข้าสู่ศึกษาในสถาบันการศึกษากลาง (TCAS) ใหม่ด้วย เพราะช่วงเวลาการเปิด-ปิดภาคเรียนมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง
อ่านข่าวนี้แล้วทำให้ผมเกิดคำถามหลายข้อเช่น
๑. ทำไมตอนที่คิดจะเปลี่ยนมาเป็นระบบเดียวกับอาเซียนอื่น ๆ ไม่ได้ศึกษาวิจัยผลดีผลเสียก่อนหรือ?
๒.หากมีการประเมินผลดีผลเสียก่อนตัดสินใจใช้ระบบเดียวกับอาเซียน เหตุและผลข้อนั้นกับขณะนี้ได้เปลี่ยนไปอย่างไรจึงทำให้คิดจะเปลี่ยนกลับไปมา?
๓.ช่วงเปิด-ปิดมหาวิทยาลัยของอาเซียนอีก 9 ประเทศเขาเหมือนกันหมดยกเว้นเราใช่หรือไม่? หากเป็นเช่นนี้ ทำไมเราจึงเหมือนเขาไม่ได้? หากเราไม่เหมือนเขาเราจะได้ประโยชน์อะไร?
๔.ประเด็นที่สำคัญกว่าวันเปิด-ปิดมหาวิทยาลัยของไทยน่าจะอยู่ที่คุณภาพของการเรียนการสอนเมื่อเปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัยในอาเซียนอื่น ๆ ใช่หรือไม่?
๕.ถ้าใช่, องค์กรที่เกี่ยวข้องน่าจะมีการถกแถลงอย่างร้อนแรงไม่แพ้เรื่องวันเปิด-ปิดมหาวิทยาลัยใช่ไหม?
๖. คำถามที่ใหญ่กว่าเรื่องวันเปิด-ปิดควรจะเป็น: คืออนาคตของมหาวิทยาลัยในภาวะความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างหนักหน่วงและรุนแรงเป็นอย่างไร? วิธีการเรียนการสอนของสถาบันอุดมศึกษาของเรายังตอบสนองความต้องการของสังคมหรือไม่? ปริญญามีความหมายอะไรในสังคมที่ใคร ๆ ก็สามารถหาความรู้ได้ด้วยตนเอง?
๗. พ่อแม่ผู้ปกครองมีส่วนในการร่วมวางแนวทางอนาคตของการศึกษาเพียงใด?
๘. หากวิจัยพบว่าวิชาต่าง ๆ ที่สอนกันอยู่ในคณะต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยขณะนี้ไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยและสังคมโลกแล้ว, คำว่า “มหาวิทยาลัย” ยังมีความหมายอะไรสำหรับสิ่งที่เรียกว่า “การศึกษา” ของเราหรือไม่?
ทั้งหมดนี้เป็นคำถามที่พรั่งพรูออกมาในสมองของผมเมื่อเห็นข่าวว่าด้วยการถกเถียงกันเพียงแค่ว่ามหาวิทยาลัยไทยควรจะเปิดและปิดเรียนเดือนไหนของปีเท่านั้น
ถ้าไม่มีคำตอบที่ชัดเจนต่อคำถามเหล่านี้ เราก็ควรจะต้องเป็นห่วงเป็นใยอนาคตของบ้านเมืองมากทีเดียว









