แปลว่าอะไรเมื่อมะกันประกาศ ‘หมดเวลาพูดคุย’ กับโสมแดงแล้ว?

แปลว่าอะไรเมื่อมะกันประกาศ ‘หมดเวลาพูดคุย’ กับโสมแดงแล้ว?

แถลงการณ์ของ นิกกี้ ฮาเลย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติเกี่ยวกับเกาหลีเหนือเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมามีน้ำเสียงกร้าว

ไม่ใช่เพียงแค่เล่นงานเกาหลีเหนือเท่านั้น แต่ยังซัดหมัดตรงใส่จีนอย่างไม่เกรงใจอีกด้วย

เธอบอกว่าไม่มีประโยชน์อันใดอีกแล้วที่จะขอให้มีการประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงเพื่อหามาตรการลงโทษเกาหลีเหนือเพื่อตอบโต้การที่เปียงยางทดลองขีปนาวุธครั้งใหม่ เพราะโสมแดงไม่สนใจแรงกดดันจากองค์กรระหว่างประเทศ

ว่าแล้วเธอก็ชี้นิ้วไปที่ปักกิ่ง...

“…China must decide whether it is finally willing to take this vital step. The time for talk is over. The danger the North Korean regime poses to international peace is now clear to all….”

แปลความได้ว่าสหรัฐกำลังกดดันให้จีนต้องตัดสินใจว่าจะจัดการกับเกาหลีเหนืออย่างจริงจังหรือไม่

ประโยคที่ว่า The time for talk is over ถือเป็นการส่งสัญญาณไปทั้งจีนและเกาหลีเหนือว่าวอชิงตันจะไม่เสียเวลาพูดคุยกับจีนและเกาหลีเหนืออีกแล้ว

เมื่อมะกันบอกว่า เวลาแห่งการพูดคุยหมดสิ้นลงแล้ว ก็ย่อมแปลว่าเวลาแห่งการเอาจริงกำลังเริ่มขึ้น

เมื่อสหรัฐไม่พูดไม่คุย แปลว่ากำลังจะใช้กำลังหรือเปล่า?

หรือนี่เป็นการยื่นคำขาดครั้งสุดท้ายกับจีนและเกาหลีเหนือว่าหากเปียงยางยังไม่ยุติการพัฒนาอาวุธร้ายแรงและทดลองยิงขีปนาวุธ สหรัฐจะเปิดศึก?

หลังจากที่ทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติออกแถลงการณ์เพื่อตอกย้ำว่า “ไม่มีประโยชน์ที่จะพูดจากัน” ก็มีข่าวว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ยกหูไปคุยกับนายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะของญี่ปุ่น

แน่นอนว่าหัวข้อสำคัญก็คือเรื่องเกาหลีเหนือนั่นแหละ

อาเบะยืนยันว่าทรัมป์โทรมาคุยเรื่องโสมแดง แต่ไม่ได้บอกว่าทั้งสองประเทศจะ “ลงโทษ” เกาหลีเหนืออย่างไรหรือไม่

คำว่า ข้ามเส้นแดง” ที่ทรัมป์เคยพูดถึงก็ไม่มีคำอธิบายว่าใครจะกำหนดว่าฝ่ายไหนข้ามเส้นนี้เมื่อไหร่อย่างไร

สหรัฐส่งเครื่องบินรบความเร็วเหนือเสียง B-1B สองลำบินฉวัดเฉวียนเหนือคาบสมุทรเกาหลีในช่วงสุดสัปดาห์หลังจากเกาหลีเหนือทดลองขีปนาวุธข้ามทวีป Hwasong-14 ที่หล่นลงในทะเลญี่ปุ่นเสมือนเป็นการแสดงแสนยานุภาพทางทหารให้เปียงยางได้ตระหนักถึงอันตรายที่จะไม่หยุดยั้งการทดลองขีปนาวุธ

ขณะที่เครื่องบินรบญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ก็ร่วมในการซ้อมรบทางอากาศกับสหรัฐในน่านฟ้าเดียวกันนั้นด้วย

ทำให้เกาหลีเหนือออกแถลงการณ์ด้วยภาษาดุดันว่าสหรัฐไม่ควรจะ “หลงอยู่ในความฝันโง่ ๆ” ว่าจะสามารถข่มขู่เกาหลีเหนือให้เกรงกลัวได้เพราะบัดนี้ขีปนาวุธของเกาหลีเหนือสามารถยิงไกลถึงเป้าหมายทุกเมืองใหญ่ของสหรัฐแล้วไม่ว่าจะเป็นลอสแองเจลิส, นิวยอร์ก หรือชิคาโก

ผู้บัญชาการทหารอากาศประจำภาคพื้นแปซิฟิคของสหรัฐ พลเอกเทอร์เรนซ์ โอชอห์เนซี่ออกแถลงการณ์สำทับว่า

หากได้รับคำสั่ง เราพร้อมที่จะเปิดศึกด้วยอาวุธและกองกำลังที่ปฏิบัติการได้อย่างฉับพลันและหนักหน่วงรุนแรง ณ จังหวะเวลาที่เราเป็นฝ่ายกำหนด

เท่ากับว่าทรัมป์กำลังจะเล่นเกมที่สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งเพราะไม่อาจจะประเมินว่าคิมจองอึนกำลังจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร

มะกันจึงใช้ทั้งการทูตและการทหารกดดันจีนให้กดดันเกาหลีเหนือ...โดยที่ปักกิ่งมองว่าวอชิงตันกำลังราดน้ำมันลงในกองเพลิงที่จีนพยายามจะช่วยดับ

ทรัมป์กับคิมน้อยกำลังยกระดับความตึงเครียดของโลกอย่างน่ากังวลยิ่ง!