วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จัดเก็บภาษีสรรพสามิตบุหรี่ด้วยรูปแบบอัตราภาษีที่แตกต่างกัน

ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสได้พูดคุยกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง กับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตบุหรี่

อยู่หลายครั้ง ด้วยเหตุที่ได้เคยเขียนบทความเรื่อง ผลของนโยบายควบคุมบริโภคยาสูบด้วยการเพิ่มภาษีตีพิมพ์ในคอลัมน์นี้เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559 โดยขณะนั้นยังอยู่ในระหว่างที่พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509 ใช้บังคับ แต่ในอีกไม่ช้านี้กฎหมายดังกล่าวจะถูกยกเลิกและแทนที่ด้วยพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 กฎหมายฉบับใหม่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตบุหรี่หลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสียภาษีตามมูลค่านั้นให้ถือตามราคาขายปลีกแนะนำโดยไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และการเสียภาษีตามปริมาณน้ำหนักหรือมวนบุหรี่ ดังนั้น จึงสมควรที่จะนำเรื่องราวของภาษีสรรพสามิตบุหรี่มากล่าวเพิ่มเติมอีกคราวหนึ่ง

เมื่อกล่าวถึง “ภาษีสรรพสามิตบุหรี่” อาจถือได้ว่าการจัดเก็บภาษีชนิดนี้มีวัตถุประสงค์อย่างน้อย 3 ประการ กล่าวคือ ประการแรกเป็นการจัดเก็บรายได้เข้าสู่รัฐเพื่อนำไปใช้ในการบริหารประเทศด้านต่าง ๆ ซึ่งเป้าหมายในข้อนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งและเป็นเหตุผลที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ประการต่อมาคือเป้าหมายเรื่องการควบคุมและจำกัดการบริโภคบุหรี่ เนื่องจากการสูบบุหรี่ส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้สูบและบุคคลรอบข้าง และประการสุดท้าย รัฐต้องการควบคุมกระบวนการผลิตและจำหน่ายบุหรี่ให้มีลักษณะเป็นสินค้าควบคุมและเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ดังนั้น จึงเกิดคำถามว่าเราควรจะบัญญัติหลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตบุหรี่อย่างไรจึงจะสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดเก็บภาษี ผู้เขียนจึงขอหยิบยกประเด็นเกี่ยวกับทางเลือกในการกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตบุหรี่เฉพาะบุหรี่ซิกาแรต เพื่อเป็นคำตอบเบื้องต้นของคำถามดังกล่าว

“บุหรี่ซิกาแรต” หมายความว่า ยาเส้นหรือยาเส้นปรุงไม่ว่าจะมีใบยาแห้งหรือยาอัดเจือปนหรือไม่ ซึ่งมวนด้วยกระดาษหรือวัตถุที่ทำขึ้นใช้แทนกระดาษหรือใบยาแห้งหรือยาอัด หรือกล่าวได้ว่าบุหรี่ซิกาแรตคือบุหรี่มวนบรรจุในซองที่เราพบเห็นได้ทั่วไปนั่นเอง ซึ่งมีหลากหลายยี่ห้อและอาจผลิตในประเทศหรือนำเข้ามาจากต่างประเทศก็ได้ 

ทั้งนี้ กฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรม หรือผู้นำเข้าเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามมูลค่าหรือตามปริมาณของสินค้า หรือทั้งตามมูลค่าและตามปริมาณของสินค้านั้นไม่เกินอัตราที่ระบุไว้ในบัญชีพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ซึ่งตามบัญชีดังกล่าวกำหนดให้สินค้ายาสูบจัดเก็บภาษีในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 90 และอัตราตามปริมาณ 5 บาทต่อปริมาณหนึ่งชิ้น หนึ่งอัน หรือหนึ่งกรัม ซึ่งเศษของหนึ่งกรัมให้นับเป็นหนึ่งกรัม และหรือต่อปริมาณหนึ่งมวน

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่าการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตบุหรี่ซิกาแรตในรูปแบบข้างต้นนั้น อาจยังไม่สามารถทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการจัดเก็บภาษีได้อย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นการจัดเก็บในอัตราเดียวกันโดยไม่ได้คำนึงถึงความแตกต่างของบุหรี่แต่ละชนิดหรือประเภท โดยผู้เขียนเห็นว่าควรนำรูปแบบอัตราภาษีที่แตกต่างกัน (tax differentiation)สำหรับบุหรี่แต่ละชนิดหรือประเภทมาปรับใช้แทน โดยปัจจัยหรือเงื่อนไขที่จะนำมาพิจารณาประกอบกับการใช้อัตราภาษีที่แตกต่างกันนั้นอาจมีได้หลายประการ ตัวอย่างเช่น (1) บุหรี่ที่ผลิตในประเทศและบุหรี่นำเข้าจากต่างประเทศ (2) น้ำหนักของบุหรี่ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักต่อมวนหรือต่อซองหีบห่อ (3) ขนาดของบุหรี่ไม่ว่าจะเป็นขนาดต่อมวนหรือต่อซองหีบห่อ (4) ขนาดบรรจุต่อซองหีบห่อ (5) สายพันธุ์หรือชนิดของยาเส้นหรือยาเส้นปรุง (6) ส่วนประกอบและสารที่เกิดจากการเผาไหม้ของบุหรี่ (7) ลักษณะบรรจุภัณฑ์ของซองหีบห่อบุหรี่ เช่น ซองกระดาษหรือกล่องไม้ เป็นต้น (8) คุณภาพหรือเกรดของบุหรี่ เช่น เกรดมาตรฐานหรือเกรดพรีเมี่ยม เป็นต้น (9) บุหรี่ที่เผาไหม้แล้วมีควันออกมามากน้อยแตกต่างกัน (10) กลิ่นหรือรสชาติของบุหรี่ เช่น รสผลไม้หรือรสเมนทอล เป็นต้น (11) สถานที่จำหน่ายบุหรี่ เช่น ร้านค้าทั่วไปหรือสถานที่ที่จัดไว้สูบบุหรี่เป็นการเฉพาะ เป็นต้น หรือ (12) บุหรี่ที่มีสารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพในปริมาณน้อย เป็นต้น

การนำปัจจัยหรือเงื่อนไขเกี่ยวกับบุหรี่ดังกล่าวข้างต้นมากำหนดลงในบัญชีพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าบุหรี่ซิกาแรตนั้น จะส่งผลให้บุหรี่ซิกาแรตแต่ละชนิดหรือประเภทตามที่จำแนกไว้มีจำนวนภาระภาษีที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น บุหรี่เกรดมาตรฐานเสียภาษีในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 50 ส่วนบุหรี่เกรดพรีเมี่ยมเสียภาษีในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 90 ซึ่งทำให้บุหรี่เกรดพรีเมี่ยมมีอัตราภาษีสรรพสามิตมากกว่าบุหรี่เกรดมาตรฐาน เป็นต้น และด้วยผลของจำนวนภาระภาษีที่แตกต่างกันนั้น สามารถทำให้รัฐบาลปรับใช้รูปแบบอัตราภาษีที่แตกต่างกัน เป็นเครื่องมือทางนโยบายในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตบุหรี่ซิกาแรตได้

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผู้เขียนได้เสนอมาข้างต้นเป็นเพียงข้อสังเกตเบื้องต้นเท่านั้น เนื่องจากหากจะนำปัจจัยดังกล่าวมากำหนดเป็นหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของอัตราภาษีสรรพสามิตบุหรี่ซิกาแรตแล้วจะต้องมีการศึกษาวิจัยข้อดีข้อเสีย รวมถึงผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบให้มีความชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง ประกอบกับรูปแบบอัตราภาษีที่แตกต่างกันข้างต้นในบางตัวอย่างอาจจะขัดแย้งต่อเงื่อนไขบางประการในพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 ได้ ดังนั้น จึงหวังว่าในอนาคตจะได้มีการปรับปรุงกฎหมายภาษีสรรพสามิตบุหรี่ และกฎหมายควบคุมยาสูบให้มีความสอดคล้องกันเพื่อเอื้ออำนวยต่อวัตถุประสงค์ในการจัดเก็บภาษี 3 ประการข้างต้น ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าจะทำให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์จากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตบุหรี่ซิกาแรตมากยิ่งขึ้น

................................................

ดร.กฤษรัตน์ ศรีสว่าง

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์