นโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อเอเชียเริ่มเห็นชัดขึ้น ในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว
นั่นคือเขาใช้ “แรงกดดัน” มากกว่า “การทูต” ไม่ว่าจะเป็นมิตรหรือศัตรูของสหรัฐก็ตาม
ประธานาธิบดีมูนเจอินแห่งเกาหลีใต้ที่เพิ่งรับตำแหน่งไปเยือนทำเนียบขาวก็เจอทั้งสองแบบ
แม้ทั้งสองจะมีศัตรูร่วมคือเกาหลีเหนือ แต่ทรัมป์ก็ไม่เว้นที่จะต่อรองเพื่อประโยชน์ของตนเอง ด้วยการเรียกร้องเกาหลีใต้ให้เปิดประตูกว้างขึ้น สำหรับรถที่ผลิตในสหรัฐและขอให้เกาหลีใต้ลดการ “ทุ่มตลาด” เหล็กกล้าเข้าตลาดมะกัน
นี่เท่ากับเป็นการ “ทบทวน” ข้อตกลง “การค้าเสรี” ระหว่างสองประเทศที่ทรัมป์บอกว่า ไม่ค่อยจะพอใจกับเงื่อนไขที่ทำกันไว้ก่อนที่เข้ารับตำแหน่งนัก
ทรัมป์พูดต่อหน้าผู้นำเกาหลีใต้ตอนแถลงข่าวร่วม ที่ทำเนียบขาวแบบไม่เกรงใจอาคันตุกะจากกรุงโซลเลยว่า “เงื่อนไขอย่างนี้ต้องเปลี่ยนแปลง เพราะไม่เป็นธรรมกับคนงานอเมริกัน”
โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่าสหรัฐฯก็ได้เปรียบเพื่อนเก่าอย่างเกาหลีใต้มากมายหลายเรื่อง
ในวันเดียวกันนั้นเอง ทรัมป์ก็ประกาศมาตรการลงโทษด้วยการคว่ำบาตรธนาคาร และบริษัทขนส่งของจีนที่ทำธุรกิจกับเกาหลีเหนือ โดยอ้างว่าบริษัทและผู้บริหารของจีนที่เกี่ยวข้องช่วยเปียงยาง “ฟอกเงิน” เพื่อเอาไปพัฒนาขีปนาวุธ
ทำให้ปักกิ่งไม่พอใจ เพราะเท่ากับเป็นการตบหน้าจีนอีกฉาดหนึ่ง หลังจากที่ทรัมป์เขียนข้อความในทวิตเตอร์ ว่าจีนไม่ประสบความสำเร็จในการกดดันเกาหลีเหนือให้ยอมเลิกทดลองขีปนาวุธ
จังหวะเดียวกันนั้น วอชิงตันก็สร้างความรู้สึกบาดหมางกับจีนมากขึ้นอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือการที่ทรัมป์อนุมัติให้สหรัฐฯ ขายอาวุธให้กับไต้หวันชุดใหญ่ มีมูลค่าสูงถึง 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ
เท่ากับเป็นการส่งสารให้ปักกิ่งรู้ว่าทรัมป์ไม่แคร์ว่าจีนจะพอใจหรือไม่ ตราบที่อเมริกาได้ประโยชน์จากการกระทำของตน
ด้วยนโยบายเช่นว่านี้เอง ทรัมป์กำลังส่งสัญญาณว่านโยบายของเขาต่อเอเชียจะมาในลักษณะของการ “รุก” และ “ต่อรอง” เพื่อการสร้างความได้เปรียบมากกว่าการ “รักษาดุลถ่วงแห่งอำนาจ” ในย่านนี้อย่างที่ผู้คนคาดหวังกัน
เห็นได้ชัดว่าทรัมป์ทำอย่างนี้สร้างความบาดหมางกับทั้งจีนและเกาหลีใต้ ที่ควรจะเป็นมิตรขณะที่การประกาศว่าจะยกเลิกนโยบาย “ความอดกลั้นทางยุทธศาสตร์” (strategic patience) ต่อเกาหลีเหนือและจะทดแทนโดย “การตอบสนองอย่างมุ่งมั่น” (determined response) กับเกาหลีเหนือ
แปลว่าทั้งมิตรและศัตรูของอเมริกากำลังงุนงงสับสน ว่านโยบายของทรัมป์ต่อพวกเขาและเอเชียในภาพรวม ตั้งอยู่บนพื้นฐานเพียงเรื่องผลประโยชน์คับแคบในบางเรื่องที่ทรัมป์สนใจเท่านั้นหรือ?
อีกด้านหนึ่ง จีนก็มีเรื่องระหองระแหงกับเกาหลีใต้ เพราะสหรัฐติดตั้งระบบต่อต้านขีปนาวุธที่เรียกย่อ ๆ ว่า THAAD ในเกาหลีใต้ ปักกิ่งลงโทษธุรกิจของเกาหลีใต้หลายทาง เช่นไม่ต่อสัญญาเช่า และห้ามนักท่องเที่ยวจีนไปเกาหลีใต้จนเกิดผลทางลบทันที
อเมริกาบอกว่าระบบต่อต้านขีปนาวุธนี้ออกแบบมาเพื่อสกัดขีปนาวุธที่เปียงยางอาจจะยิงใส่เกาหลีใต้ แต่จีนอ้างว่าระบบนี้จะมีผลกระทบต่อความมั่นคงของเขาเอง
น่าสงสัยว่าจีนกับมะกันคุยกันไม่รู้เรื่องขนาดนั้นเลยหรือ?
ทำเนียบขาวเตรียมตีพิมพ์ผลการสอบสวนเรื่องที่สหรัฐฯอ้างว่าเกาหลีใต้และจีนได้ส่งเหล็กเข้าสหรัฐฯแบบ “ทุ่มตลาด” ซึ่งมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมด้านนี้ของอเมริกัน และทำให้คนอเมริกันตกงาน
เกาหลีใต้ส่งเหล็กเข้าอเมริกาเป็นอันดับสองของโลกตามการคำนวณเป็นค่าในราคาดอลลาร์ อยู่หลังแคนาดาไม่มากเลย
ตอนเข้ามานั่งทำเนียบขาวใหม่ ๆ ทรัมป์พยายามเอาใจสีจิ้นผิงของจีนมาก เพื่อจะให้เขากดดันเปียงยางต่อ
แต่เมื่อผลไม่ปรากฏชัดเจน และทรัมป์ใช้วิธีการลงโทษบริษัทและนักธุรกิจจีน อีกทั้งยังขายอาวุธจำนวนมากให้กับไต้หวันพร้อม ๆ กันด้วย ก็ย่อมเกิดคำถามว่าถึงวันนี้ทรัมป์กับสียังรักใคร่ชอบพอกันดีอยู่หรือ?
ผมไม่แน่ใจเลย






