วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กรณีไฟไหม้สะท้านโลกที่ลอนดอน :

หรือมาตรฐานลอนดอนเท่ากับโลกที่สาม?

ไฟไหม้สะท้านโลกันตร์ที่ตึก Grenfell Tower ของลอนดอนเมื่อวันที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา กำลังมีประเด็นบานปลายใหญ่โต เพราะในเมืองหลวงของอังกฤษยังมีตึกลักษณะเดียวกันนี้กว่า 600 แห่ง เท่าที่ตรวจสอบถึงวันนี้กว่า 90 ตึกมีปัญหามาตรฐานความปล่อยภัยที่สอบตกเหมือนกันหมด!

ยอดคนตายล่าสุด 79 ศพ และบาดเจ็บอีกกว่า 70 อีกทั้งอาจจะยังเป็นซากอยู่ในมุมใดมุมหนึ่งของตึกที่กลายเป็นตอตะโกแล้วจำนวนหนึ่ง

ตึก 24 ชั้นนี้สูง 67 เมตรตั้งอยู่ในเขต North Kensington ลอนดอนตะวันตก

ไฟเริ่มไหม้ที่ชั้นสอง ลามไปถึงชั้นที่ 24 ภายในไม่ถึง 20 นาทีอย่างน่าประหลาดใจ

ผลการสอบสวนของตำรวจบอกว่าไฟเริ่มไหม้จากตู้เย็นในห้องใดห้องหนึ่ง และที่ลามไปอย่างรวดเร็วเช่นนั้นเพราะตัวตึกมีแผ่นหุ้มที่เรียกว่า cladding ที่ใช้วัสดุติดไฟง่าย อันเป็นวิถีปฏิบัติของผู้รับเหมาก่อสร้างเป็นจำนวนมาก เพราะมีต้นทุนต่ำกว่าวัสดุอื่นที่มีความปลอดภัยสูงกว่า

ตึกแห่งนี้มีห้องทั้งหมด 127 ห้อง มีผู้อยู่อาศัยไม่น้อยกว่า 600 คน และได้รับตบแต่งใหม่เมื่อสองปีก่อนนี้เอง

เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้น ผลการสอบสวนทำให้เห็นว่าเอาเข้าจริง ๆ มาตรฐานที่อยู่อาศัยของเมืองหลวงอังกฤษก็เข้าข่าย “โลกที่สาม” อยู่ดี เพราะก่อนเกิดเหตุร้ายครั้งนี้ คนในตึกนี้ได้ร้องเรียนเรื่องความกังวลต่อความเสี่ยงภัยหลายครั้งหลายหน แต่ก็ไม่ได้รับความใส่ใจจากเจ้าของตึกหรือเจ้าหน้าที่ของเขตนั้นแม้แต่น้อย

พอเกิดเหตุแล้วจึงมีปรากฏการณ์ “วัวหายล้อมคอก” กันขนานใหญ่

เรื่องนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะเจ้าหน้าที่ของเขตที่อนุมัติแบบก่อสร้างเท่านั้น หากแต่ยังมีผลร้ายแรงระดับชาติถึงขนาดที่นายกรัฐมนตรีเทเรซ่า เมย์ต้องออกมาขอโทษประชาชน ยอมรับว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงความบกพร่องของเขตเท่านั้น แต่ยังเป็น “ความล้มเหลวระดับชาติ” ที่รัฐบาลกลางจะต้องรับผิดชอบกันเลยทีเดียว

สำหรับนายกฯเมย์แล้ว นี่เป็นเรื่องเคราะห์ซ้ำกรรมซัดอย่างชัดเจน

ก่อนเกิดเพลิงไหม้ร้ายแรงครั้งนี้ เธอก็อยู่ในสภาพง่อนแง่นทางการเมืองเต็มทน เพราะผลการเลือกตั้งไม่ได้ออกมาอย่างที่เธอคาดหมาย พรรคอนุรักษนิยมของเธอไม่สามารถได้ที่นั่งเกินครึ่งเพื่อตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้

เมื่อเธอต้องตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ด้วยการแสวงหาพันธมิตรเฉพาะกิจจากพรรค DUP ของไอร์แลนด์เหนือซึ่งมีเพียง 10 ที่นั่ง ก็แปลว่าเธอได้กลายเป็นนายกฯเป็ดง่อย ไม่อาจจะให้ความมั่นใจได้ว่าเธอจะมีอำนาจต่อรองอะไรมากมาย ในการเจรจาให้อังกฤษออกจากสหภาพยุโรปหรือ Brexit

มิหนำซ้ำ เมื่อเธอพลาดท่าเสียทีเช่นนี้แล้ว ก็เกิดขบถในพรรค ส.ส. จำนวนหนึ่งรวมกันพยายามจะโค่นเธอเพื่อเปลี่ยนหัวหน้าพรรค

ยังไม่ทันที่เธอจะตั้งหลักทางการเมืองได้ทันก็เกิดเพลิงไหม้ตึก Grenfell Tower ที่ตอกย้ำถึงความไร้ประสิทธิภาพ ของการบริหารทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติเลยทีเดียว

คะแนนความนิยมทางการเมืองก็เลยเทไปให้กับหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านคือเจเรมี โคร์บิน แห่งพรรคแรงงานที่สามารถนำพรรคได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะได้ที่นั่งน้อยกว่าพรรคอนุรักษนิยมก็ตาม

หากเลือกตั้งครั้งใหม่เกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้...เป็นไปได้ว่าคนอังกฤษจะตัดสินใจโยนคะแนนให้กับพรรคฝ่ายค้านเข้ามาบริหารประเทศ

เพราะวิกฤตรอบนี้สะท้อนว่า “แดนผู้ดีอังกฤษ” ต้นตำรับประชาธิปไตยและแหล่งปฏิวัติอุตสาหกรรมในอดีตวันนี้กลายเป็น “โลกที่สาม” ในหลาย ๆ ด้าน

อะไร ๆ ที่ “ซุกใต้พรม” มาช้านานกำลังจะถูกกวาดออกมากลางแจ้ง ให้ทั้งโลกได้รับรู้อย่างน่าหดหู่ยิ่ง!